"สนธิญาณ" ชี้! มติลับ "มส."ปมตั้ง "พระสังฆราช" ไร้ความสง่างาม-สะท้อนอำนาจแฝงครอบงำ "สำนักพุทธฯ" ไม่ฟังนายกฯ???

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 14 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชม ก็เรียบร้อยโรงเรียน มส. ไปแล้ว ประเด็นต่อไปก็อยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผมก็จะแยกเรื่องนี้ให้เห็นสองประเด็นอย่างนี้ ประเด็นแรกก็เหมือนที่ถาพูดการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนกับที่สังคมไทยให้ความสนใจติดตามดังนั้นด้วยวิธีการที่มาทำกันนี้ไม่สง่างาม ใช้คำว่ามาแอบประชุมลับกันท่านอาจจะบอกว่าไม่ได้แอบมาประชุมปกติธรรมดาแต่ก็ไม่ได้แจ้งสื่อหรือประกาศให้สาธารณชนว่าจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้แล้วนะ เหตุผลผมจะแปลให้ว่าทำไมต้องไปประชุมกันในวันที่ 5 ม.ค. แล้วไม่ออกข่าวก็เพราะว่ากลัวว่าถ้าจะมีการประชุมแล้วจะมีม็อบมาล้อม มส.หรือคัดค้าน ประชุมกันที่พุทธมณฑล เพราะฉะนั้นจึงออกข่าวมาตลอดว่าในวาระการประชุมวันที่ 11 ม.ค. ไม่มีวาระการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชอันนี้ก็เป็นการออกข่าวหลอก ฉะนั้นม็อบจะมีประชุมหรือปิดล้อมก็ไม่ต้องมาเพราะคิดว่าไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นถือว่าคนวางแผนนี่สุดยอดแผนนี้ทีเดียวสองเด้งเลย ไปประชุมลับในวันที่ 5 ม.ค. วันที่ 11 ม.ค. ไม่มีวาระแต่งตั้ง แต่ต้องรับรองการประชุมคือการประชุมเป็นแบบนี้ครับวาระจะทำอย่างไรก็ตามแต่จะต้องใช้คำว่ามีการรับรองการประชุมก่อนถึงจะสมบูรณ์แบบ ทีนี้เที่ยวนี้ได้สองเด้งประชุมลับวันที่ 5 วันที่ 11 ไม่มีวาระแต่มีรับรองก็จบเรียบร้อย ผมก็คิดว่าประเด็นที่น่าสนใจ สำนักงานพระพุทธศาสนาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยราชการ ท่านนายกให้ความเห็นชัดเจนว่าไม่นำเสนอจนกว่าจะไปทำอะไรให้เรียบร้อยเสียก่อน แปลว่านายกยังไม่พร้อมเสนอยังเป็นประเด็นของความขัดแย้งกันอยู่ สำนักงานพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีไปทำแบบนี้ได้อย่างไร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา


 

สถาพร : ผู้บังคับบัญชาบอกว่าไปทำให้เรียบร้อยก่อน แต่ตัวเองไม่ทำตามผู้บังคับบัญชาบอก

 

สนธิญาณ : ก็แสดงว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาร่วมทั้งผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาทั้งหมดอยู่ภายใต้บารมีขององค์กรอื่นซึ่งไม่ทราบว่าคือที่ไหน จะเป็นองค์กรวัดพระธรรมกาย อาจจะเห็นว่าสำนักงานสำนักงานพุทธศาสนาต้องอยู่ภายใต้ มส. หรือ พระ แต่ภายใต้การปฏิบัตินั้นไม่ใช่ คือกล้าส่วนนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดและเป็นการส่วนที่มาจากอำนาจฐานะมาตรา44ในมือไม่กลัวเลยนะครับ นี่เป็นประเด็นแรกที่คิดว่าควรได้เห็นว่าอีกบารมีหนึ่งที่ซ้อนและครอบงำสำนักงานพระพุทธศาสนาไม่ว่าใครจะเข้ามากอบโกยอย่างไรก็ตามก็ต้องอยู่ภายใต้บารมีดังกล่าวเหมือนกับผมเคยเล่าให้ท่านผู้ชมได้รับทราบว่ากระทรวงไหนก็ตามแต่เขาจะคุมมาเป็น 10-20 ปี นี่คืออุปสรรคของการปฏิรูปบ้านเมืองอย่างหนึ่ง อุปสรรคตรงที่ว่าพวกนี้ดูข้าราชการตั้งแต่ยังเป็นตัวเล็ก ๆ ซี3 ซี4 โตมาเรื่อย ๆ ข้าราชการก็ดูว่าคุมนี่มา 10 กว่าปีแล้ว ผมอยากให้ดูกระทรวงเกษตรฯที่พรรคชาติไทยคุมมา คุณบรรหารคุณมา ทุกอย่างต้องเป็นไปตามคุณบรรหาร ขนาดน้ำท่วมคุณบรรหารยังบังคับไม่ให้มาทางสุพรรณบุรีได้ สำนักงานพระพุทธศาสนาก็แบบเดียวกันครับเป็นประเด็นที่ผมคิดว่าจะต้องชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีว่าอย่าทำ คุณอาจจะบอกว่า มส. เขาสั่งมา นี่เป็นประเด็นแรกที่ต้องดู เรื่องที่สองความหมายของคำว่าไม่สง่างามจะตั้งไปก็ตั้งไปครับ วันนี้อาจารย์วิษณุ เครืองามเขาบอกว่าถ้ามีมติมาแล้วก็ต้องดำเนินการไป ผมว่าท่านจะตีความอะไรเกินไปหรือเปล่า รัฐบาลเป็นเมสเซ็นเจอร์เป็นแค่พนักงานส่งเอกสารอย่าเป็นรัฐบาลเลย แต่ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ท่านไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ในฐานะรัฐบาลต้องวินิจฉัยว่าอะไรควรหรือไม่ควร ความหมายของผมไม่ได้หมายความว่าตั้งหรือไม่ตั้ง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ไม่มีท่าทีอะไร นายกพูดชัดเจนแล้วท่าทีว่าไปทำให้เรียบร้อย คุณกล้าไปทำให้ยุ่งยากลำบาก รองนายกรัฐมนตรีส่งมาแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไปก็เพราะว่าทำมาแล้ว แบบนี้ก็กลายเป็นรัฐบาลเป็นเมสเซ็นเจอร์ซึ่งเป็นคนส่งเอกสารเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องกลั่นกรองการส่งขึ้นไปให้ตรวจตรา คำพูดของอาจารย์วิษณุใช้ไม่ได้ไม่ออกความเห็นเงียบเสียดีกว่า ให้นายกผู้บังคับบัญชาเป็นคนตัดสินใจตามแนวที่ท่านว่ามา ท่านจะตัดสินใจอย่างไรก็ว่าไปเรื่องนี้ตกอยู่บนบ่าของท่านนายกแล้ว ผมก็เรียนไว้เท่านี้เรื่องสมเด็จพระสังฆราช