- 14 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มหาเถรสมาคม ได้มีการประชุมวาระลับพิเศษ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
แม้ว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะเป็นไปด้วยความแตกแยกและการแต่งตั้งที่ว่านั้นอาจจะนำไปสู่การวิพากษ์วิจารย์และสร้างความเสื่อมเสียต่อวงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเพราะฉะนั้นในวันนี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์ได้ส่งทีมข่าวไปสัมภาษณ์ชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นโต้โผสำคัญในการจัดประชุมมหาเถรสมาคม
เพราะฉะนั้นจากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่ากระบวนการทั้งหมดขณะนี้จะอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีก็ออกมาย้ำโดยตลอดว่า จะต้องมีการพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ และถ้าหากว่ามันจะมีความขัดแย้งอยู่ก็จะไม่เสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช
พร้อมกับการออกมาย้ำของรองนายกรัฐมนตรี ว่าหัวใจการส่งชื่อพระสังฆราชขึ้นทูลเกล้านั่นคือจะไม่นำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และมีการต่อต้านขึ้นทูลเกล้าโดยเด็ดขาด
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พศ. ส่งหนังสือแจ้งนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานผลการประชุม ว่า เรื่องดังกล่าวยังส่งไม่ถึง เท่าที่ทราบเพียงว่าทางผู้อำนวยการ พศ. จะลงนามก่อนที่จะส่งมายังรัฐบาลในวันเดียวกันนี้
ทั้งนี้ เมื่อส่งมาที่รัฐบาลนายสุวพันธุ์ จะเป็นผู้รับไว้ก่อนที่จะทำความเห็นเสนอมายังตนเพื่อให้ทำความเห็นส่งต่อไปยังนายกฯ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด
การนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ เมื่อใดต้องดูความเหมาะสมหลายๆ อย่าง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลทำตามหน้าที่ ประกอบด้วย 3 ประการคือ
1.ตามกฎหมาย
2.ตามประเพณี
3.ตามความคาดหมายของประชาชน
ซึ่งหาก มส.ได้ประชุมไปแล้วและส่งมติมาจริงก็ถือว่า มส.ทำหน้าที่ของ มส.เสร็จแล้ว จากนั้นจะเป็นหน้าที่รัฐบาล เมื่อเรื่องมาถึงรัฐบาลจะต้องใช้กฎหมาย ประเพณีที่เคยปฏิบัติ และใช้ความคาดหมายของประชาชนมาเป็นตัวประกอบ เนื่องจากรัฐบาลบริหารประเทศต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความพอใจ ความยอมรับของประชาชน ส่วนถ้าขัดกันแล้วสิ่งใดจะชนะนั้น กฎหมายย่อมชนะแน่นอน
ขณะที่ นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนากล่าวว่า เท่าที่ทราบเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคมมีการประชุมวาระพิเศษ
แต่ไม่ทราบว่ามีประชุมเรื่องอะไรหรือวาระอะไรบ้าง ทั้งนี้รัฐบาลยังไม่รับเรื่องอะไรจากมหาเถรสมาคม และหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่ได้รับเอกสารอะไรจากมหาเถรสมาคม และไม่ทราบว่ามหาเถรสมาคมมีมติแต่งตั้งในวันที่ 11 ม.ค. ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นเมื่อขั้นตอนได้เดินมาถึงจุดนี้แล้ว ก็แสดงให้เห็นว่าทางมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีความตั้งใจที่จะเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช แม้ว่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาก็ได้
เพราะฉะนั้นเราจะได้ไปดูรายละเอียด การประชุมมหาเถรฯ วาระลับพิเศษเมื่อวันที่ 5 ม.ค.มีกรรมการมหาเถรฯ เข้าประชุมทั้งหมด 17 รูป จาก 20 รูป
1.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
2.สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร
3.สมเด็จพระ ธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส
4.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม
5.สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม
6.พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา
7.พระพรหมเมธาจารย์ วัดบุรณศิริมาตยาราม
8.พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ
9.พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
10.พระพรหมดิลก วัดสามพระยา
11.พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม
12.พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
13.พระ พรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส
14.พระพรหมวิสุทธาจารย์ วัดเครือวัลย์
15.พระ พรหมสิทธิ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
16.พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม
17.พระธรรมบัณฑิต วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก
ส่วนกรรมการมหาเถรฯ ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้น มี 3 รูป ประกอบด้วย
1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ผู้มีส่วนได้เสีย ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์)
2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศาราม (อาพาธ)
3.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศนเทพวราราม (อาพาธ)
ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบรายชื่อของกรรมการมหาเถรสมาคมที่เข้าประชุมทั้ง 17 รูป จาก 20 รูป ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประชุมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายคณะสงฆ์กำหนด
สำหรับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 หมวดที่ 2 มหาเถรสมาคม
มาตรา 16 ระบุว่า ในกรณีที่ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมไม่อาจมาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม มหาเถรสมาคม และมิได้มอบหมายให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
มาตรา 17 การประชุมมหาเถรสมาคมต้องมีกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการโดยการแต่งตั้งร่วมกันมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม
ขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็มีข้อมูลมาโดยตลอดว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้ไปร่วมทำกิจกรรมของวัดพระธรรมกายมาโดยตลอด
ย้อนกลับไป 7 ธันวาคม 2554 งานรับมอบพัดยศเลื่อนสมณศักดิ์ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพระพุทธศาสนา โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จวัดปากน้ำ ช่วง วรปุญฺโญ) พระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ของธัมมชโยเป็นผู้มอบ
พระธัมมชโย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนจาก พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ขึ้นเป็น พระเทพญาณมหามุนี
ย้อนกลับไป ทุกวันที่ 22 เมษายนของทุกปี พระธัมมชโย จะกราบเรียนนิมนตร์ให้ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” มาเป็นประธานในงานบุญคุ้มครองโลกทุกปี และจะมอบเงินปัจจัยให้ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์”
นอกจากนี้ยังมีประเด็น พระธัมฺมชโย ซื้อรถเบนซ์ รุ่น Mercedes-benz C-Class C ๑๘๐ Coupe มูลค่า สองล้านเก้าแสนกว่าบาท ให้ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ” ต่อมาในปี 2556เป็นคดีดังเรื่องรถสปอร์ตหรู ด้านดีเอสไอและกรมศุลกากร เตรียมเข้าตรวจสอบรถสปอร์ตสุดหรูของ ”สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ”
