- 14 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ภายหลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คนพ้นจากเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุน
ทั้งนี้ก็เกิดกระแสการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเครือข่าย สสส.ในภาคประชาสังคมที่ดูเหมือนว่าจะไม่พอใจกับการออกคำสั่งดังกล่าวและท้ายที่สุดจะนำไปสู่การไม่พอใจของเครือข่ายต่างๆ และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาชนที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการทำงานของรับบาลคสช.
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมแกนนำขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน เข้าหารือร่วมกับ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปภัมภ์ เพื่อขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ
1. กรณีถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ปี กับมูลนิธิและองค์กรต่างๆ ที่ได้รับทุนจาก สสส. ซึ่งรวมค่าปรับไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท
2.คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ สั่งชะลอโครงการทั้งหมดที่เครือข่ายภาคประชาชน ขอรับทุนจาก สสส. ทำให้กิจกรรมทุกอย่างไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
ขณะเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กลุ่มเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ด สสส.เรียกร้องให้เร่งปลดล็อกโครงการที่ภาคประชาชนรับทุนจากสสส.หลังติดขัดมานานหลายเดือน จนไม่สามารถทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่ได้ พร้อมขอให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขกรณีสรรพากรไล่เก็บภาษีโครงการย้อนหลัง 5 ปี
ขณะเดียวกัน นายคำรณ ชูเดชา เครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ไม่เข้าใจกรมสรรพากร เพราะอะไรถึงมาตรวจสอบภาษีองค์กรที่รับงบจากสสส. เนื่องจากองค์กรเหล่านี้จ่ายภาษีเงินได้ทั้งส่วนบุคคล ทั้งส่วนองค์กรมาตลอด ทำให้คิดว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ชอบมาพากล มีการตีความเกินกฎหมายเรื่องการเก็บภาษีองค์กรเหล่านี้ เพราะสสส. และสำนักงานอัยการสูงสุดเคยตีความว่า องค์กรหรือมูลนิธิที่รับงบ สสส. เป็นการทำงานแทน ไม่ใช่รับจ้างทำงาน จึงไม่ต้องจ่ายภาษีต่างหาก เพราะ สสส.จ่ายภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ร้อยละ 1
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ไปย้อนตรวจสอบที่มาที่ไปของเรื่องนี้สำหรับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ทั้ง 7 คนที่ถูกคำสั่งคสช.ปลดนั้น ทั้งหมดพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับมูลนิธิหรือองค์กรที่ได้รับเงินอุดหนุนจากสสส. ตั้งแต่ปี 2550-2557
1.นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นกรรมการมูลนิธิมิตรภาพบำบัด มูลนิธิแพทย์ชนบทมูลนิธิเด็ก มูลนิธิโกมลคีมทอง มูลนิธิ 14 ตุลา มูลนิธิสร้างสุขไทย
2.นายสงกรานต์ ภาคโชคดี เป็นกรรมการมูลนิธิวิถีสุข
3.นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ เป็นกรรมการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
4.นพ.ยงยุทธวงศ์ภิรมย์ศานติ์ เป็นกรรมการมูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
5.นายสมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
6.รศ.ประภาภัทร นิยม เป็นกรรมการสถาบันอาศรมศิลป์
7.นายวิเชียร พงศธรเป็นกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม
โดยมูลนิธิหรือองค์กรเหล่านี้ล้วนได้รับเงินอุดหนุนโครงการจาก สสส. เช่น รศ. ประภาภัทร เป็นกรรมการมุลนิธิอาศรมศิลป์ มีโครงการที่รับเงินอุดหนุนจาก สสส 11 โครงการ จำนวนเงินรวม 98 ล้านบาท
นพ. ยงยุทธ เป็นกรรมการมูลนิธิองค์กรการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีโครงการที่รับเงินอุดหนุน 3 โครงการ รวม 10 ล้านบาท
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก จำนวน 8 โครงการ 182 ล้านบาท
หมอวิชัย เป็นกรรมการหลายมูลนิธิ เช่น มูลนิธิ สร้างสุขไทย จำนวน 3 โครงการ รับเงิน 65 ล้านบาท มูลนิธิมิตรภาพบำบัด จำนวน 1 โครงกการ 3 แสนบาท มูลนิธิแพทย์ชนบท จำนวน 5 โครงการ 58 ล้านบาท มุลนิธิโกมล คีมทอง 4 โครงการ 36 ล้านบาท มุลนิธิ 14 ตุลา 2 โครงการ 3.5 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากปรากฎการณ์การปลดบอร์ด สสส.ที่เกิดขึ้น จึงถูกเทนำหนักไปที่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าสสส.นั้นเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณจำนวนมหาศาล
แต่ที่ผ่านมางบประมาณของสสส.ก็มีการตรวจสอบอย่างละเอียดกว่าที่จะมีการอนุมัติออกไป และที่สำคัญก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงาน องค์กร หรือมูลนิธิต่างที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ก็ได้ทำงานในเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพจนสามารถสร้างเครือข่ายอันเข้มแข็งให้เกิดขึ้น
การใช้งบประมาณของ สสส.ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแต่ละปี สสส.ได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวนมหาศาลในอัตรา 2 เปอร์เซ็นจากภาษีบาปซึ่งคิดเป็นงบประมาณเฉลี่ยแต่ละปีถึง4,000 ล้านบาท
พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544
มาตรา 11 ให้กองทุนมีอํานาจจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตาม
กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละสองของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ
ในการคํานวณเงินบํารุงกองทุนตามอัตราที่กําหนดในวรรคหนึ่ง หากมีเศษของหนึ่ง สตางค์ให้ปัดทิ้ง
ทั้งนี้ในการตรวจสอบแต่ละมูลนิธิ ที่รับผิดชอบ จริงๆแล้ว การดำเนินโครงการก็เป็นเรื่องที่ดีต่อประชาชน
ยกตัวอย่างเช่น มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ที่มี นายสมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการ ก่อตั้งขึ้นจากโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มูลนิธิหมอชาวบ้าน เมื่อปี 2529 แล้วยกฐานะเป็นมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในปี 2540
วัตถุประสงค์
1.เพื่อสร้างค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่
2.เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากพิษภัยของการสูบบุหรี่
3.เพื่อสร้างความตื่นตัวและแรงจูงใจแก่ผู้สูบบุหรี่ให้เลิกสูบบุหรี่
4.เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ ในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
5.เพื่อพัฒนาให้เกิดมาตรการทางสังคมและทางกฏหมายในการควบคุมการสูบบุหรี่
หลักการของมูลนิธิ ผู้ก่อตั้งได้ร่วมกันกำหนดหลักการของมูลนิธิรณรงค์ฯ ขึ้น 3 ข้อ คือ
1.มีความต่อเนื่อง
2.มีข้อมูลวิชาการรองรับอย่างจริงจัง
3.มีแผนงานรองรับอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน 13 มกราคม 2559 ในเว็บไซด์ของ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้ชี้แจงถึง ข้อเท็จจริง การเป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ของคุณสมพร ใช้บางยาง
ประเด็นปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
กรณีที่ปรากฏเป็นข่าว ว่า สมพร ใช้บางยาง กรรมการกองทุน สสส. เป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ รับงบ สสส. ปี พ.ศ.2550-2557 รวม 285 ล้านบาท จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากช่วงเวลาที่คุณสมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการกองทุน สสส. เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2554
และการอนุมัติงบประมาณสนับสนุนโครงการของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดย สสส. เกิดขึ้นครั้งเดียวระหว่างที่ สมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการกองทุน สสส. และมูลนิธิรณรงค์ฯ คือเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2556 วงเงิน 85,658,530 บาท ซึ่งคุณสมพร ใช้บางยาง ไม่มีส่วนในการพิจารณาอนุมัติดังกล่าวแล้ว
บทบาทหน้าที่ ในระหว่างการเป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2553-2558
คุณสมพร ใช้บางยาง เป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์ฯ มีการประชุมกรรมการมูลนิธิรณรงค์ฯ อย่างเป็นทางการทั้งหมด 8 ครั้ง เข้าร่วมประชุม 3 ครั้ง รวมแล้วได้รับเบี้ยประชุมกรรมการเป็นเงินจำนวน 4,000 บาท
การสนับสนุนงานของมูลนิธิรณรงค์ฯ โดยคุณสมพร ใช้บางยาง ส่วนใหญ่เป็นการติดต่อขอคำแนะนำอย่างไม่เป็นทางการผ่านทางโทรศัพท์ หรือการขอเข้าพบปะโดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิรณรงค์ โดยคุณสมพรไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากมูลนิธิรณรงค์ฯ ซึ่งบทบาทการสนับสนุนงานของมูลนิธิรณรงค์ฯ โดยกรรมการมูลนิธิรณรงค์ฯ ท่านอื่น ๆ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มีนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ เป็นกรรมการมูลนิธิ ซึ่งมีองค์กรในเครือข่ายหลายองค์กร ประกอบด้วย
1. ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ป๋วย อึ๊งภากรณ์
โดยเป็นพัฒนาการต่อเนื่องมาจากศูนย์ฝึกอบรมของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ จังหวัดชัยนาท ซึ่งมีมาตั้งแต่เดิม เพื่อเป็นสถานที่ให้บริการจัดประชุม อบรม และสัมมนา แก่หน่วยงานภายนอก โดยมีบริการด้านที่พักและอาหารอย่างพร้อมบริบูรณ์ในราคาประหยัด
ต่อมาได้เพิ่มบริการด้านการจัดฝึกอบรมและการเรียนรู้ในมิติต่างๆ ตามความต้องการของชุมชน ได้แก่ บริการด้านห้องสมุดเพื่อการศึกษาค้นคว้า จัดทำแปลงสาธิตการเกษตรอินทรีย์ พัฒนากิจกรรมและโครงการนำร่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาดูงานและจัดทำโครงการนำร่องต่างๆ เพื่อถ่ายทอดและเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ
2. สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2537
มีวัตถุประสงค์เพื่อทำงานด้านการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาชนบทและสังคม เช่น
-การปรับรูปแบบกองทุนพัฒนาชุมชนเมือง (2534) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
-การปรับปรุงรูปแบบกองทุนเพื่อการพัฒนาชนบท (2537)
-โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง (2547-2550)
3. เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชน
เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งที่กำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษาแล้ว มีการนำเทคโนโลยี IT มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับงานพัฒนาชนบท และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน
ความสัมพันธ์ระหว่างมูลนิธิฯ กับ TRN เริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2546 โดยในเบื้องต้น TRNเป็นโครงการพัฒนาชนบทที่อาศัยการสนับสนุนจากแหล่งทุน จึงจำเป็นต้องมีองค์กรที่เป็นนิติบุคคลรองรับ และในขณะนั้นสำนักงานของ TRN อยู่ในอาคารเดียวกับมูลนิธิฯ ที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบันถึงแม้จะแยกสำนักงานออกไป แต่ในส่วนของการทำงานและลักษณะกิจกรรมยังคงต้องอาศัย เกื้อกูลและมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับมูลนิธิฯ
4. สถาบันไทยพัฒน์ เกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจที่ต้องการทำงานเชิงสังคม เพื่อส่งเสริมหน่วยธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (ด้วยการปรับใช้กลยุทธ์แบบต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอดแนวคิดธุรกิจแบบเศรษฐกิจสถาบัน มีการนำแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและพุทธเศรษฐศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจด้วยวิธีการต่างๆ
5. โรงเรียนเพื่อชีวิตเชียงใหม่และโรงเรียนเพื่อชีวิตพังงา (เบลูก้าอุปถัมภ์)
เรื่มจากเป็นโครงการพัฒนาชนบทด้านการศึกษา ดำเนินการโดยสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม (RASMI) ในปี 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา ให้กับเด็กกลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
