เคาะแล้ว!! รับซื้อยาง 45 บาท/กก. - ลุ้น "ครม." สรุปหลักเกณฑ์ 19 ม.ค.

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

 

มาถึงประเด็นปัญหายางพาราที่สนข.ทีนิวส์เกาะติดต่อเนื่องมาโดยตลอด นับตั้งแต่ชาวสวนยางภาคใต้ตัดสินใจเคลื่อนไหวเรียกร้องภาครัฐให้มีการแก้ไข

 

 


จนกระทั่งนำมาสู่พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.  ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ  พร้อมกำหนดนโยบายสนับสนุนการจัดซื้อยาง  1   แสนตันเพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นต่อระดับราคาที่มีทิศทางลดลงเป็นลำดับ และมอบหมายให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  รับผิดชอบดำเนินการ
       

 

ทั้งนี้ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพารา  ที่มี   พล.อ.ประวิตร  เป็นประธานก็มีมติเห็นชอบในหลักการสำคัญ สำหรับการเข้ารับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราโดยตรง   ว่า   ภาครัฐกำหนดให้มีการรับซื้อยางแผ่นดิบ  ในราคากิโลกรัมละ  45 บาท    ด้วยเงินงบประมาณจากกองทุนการยางแห่งประเทศไทย แต่ถ้าเงินรับซื้อไม่เพียงพอจะใช้งบประมาณจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) มาใช้ในการดำเนินการ   พร้อมยืนยันว่าปริมาณยางที่รับซื้อจะไม่นำไปเก็บเป็นสต็อครอขายเหมือนในอดีต  แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะต้องไปดำเนินการต่างๆ กระจายให้กับหน่วยราชการต่าง ๆ นำไปแปรรูปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสค์ของแต่ละหน่วยงาน   ขณะที่ขั้นตอนการรับซื้อจะมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์   (ธ.ก.ส.)   และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นอย่างรัดกุมและทันกับเป้าหมายการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำในระยะนี้

 


ทางด้านพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์  ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะรับมือกับแรงกดดันจากความคาดหวังของทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้หรือไม่ อย่างไร  

 


เนื่องจากถูกมองว่าผลการทำงานที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากราคายางที่ตกต่ำ  ไม่เดินหน้าตามเป้าหมาย  ล่าสุดๆยังคงเดินหน้าทำงานเต็มที่   พร้อมปฏิเสธข่าวน้อยใจถึงขั้นจะลาออกจากตำแหน่ง

 


โดย  พล.อ.ฉัตรชัย ได้กล่าวระหว่างแถลงขั้นตอนการดำเนินการแก้ปัญหายางพารา  ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ด้วยการย้ำว่า  การที่ราคายางพาราตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี  จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน  ในฐานะที่เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์    ถือเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและเร่งปรับแก้ไขให้ทันกับความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนพารา   แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ทำให้ตนรู้สึกท้อแท้   จนตัดสินใจลาออกไปทำงานที่กระทรวงอื่นอย่างแน่นอน

 


ในทางตรงข้ามในฐานะรมว.เกษตรและสหกรณ์  จะเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่  โดยเฉพาะการรับซื้อยางพาราแผ่นดิบ  ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 1 แสนตัน จากเกษตรกรรายย่อย     ส่วนยางก้นถ้วย หรือยางรูปแบบอื่น   จะมีการพิจารณาคิดตามอัตราการรับซื้อยางพาราในลำดับต่อไป    และยืนยันว่าการรับซื้อยาง ทั้งหมด 1 แสนตันดังกล่าว  จะเป็นการรับซื้อจากเกษตรกรรายย่อย  โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง   ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 8 กระทรวงที่ให้ความสนใจนโยบายนี้ของรัฐบาล  และแต่ละกระทรวงจะต้องส่งเรื่องมาที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางว่าต้องการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์    สอดคล้องกับ15มาตรการของรัฐบาล   ที่จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญใช้ยางในประเทศ เช่นการทำถนน การทำสนามกีฬา แปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยมีคณะกรรมการยางเป็นผู้ควบคุมดูแล

 


ขณะเดียวกัน  พล.อ.ฉัตรชัย   ยังได้กล่าวยอมรับว่าที่ผ่านมาแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราเป็นไปอย่างล่าช้าจริง    ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะติดขัดในขั้นตอนของการเลือกคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย  (กยท.)   แต่ตอนนี้คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ก็คาดว่าจะทำให้การทำงานแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น   ส่วนการสรรหาผู้ว่าการกยท.   ล่าสุดมีผู้ผ่านคุณสมบัติเหลือ 2 คนสุดท้าย    ซึ่งจะพิจารณาอีกครั้งในวันจันทร์ ที่18 ม.ค. เพื่อสรุปผลการคัดเลือกในวันอังคารที่ 19 ม.ค.  แต่หากยังไม่มีผู้ใดได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ว่าการกยท.ก็จะต้องมีการเสนอรายชื่อสรรหาอีกครั้ง  

 


เช่นเดียวกับมาตรช่วยเหลือเกษตรกรที่จะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น    อาทิเช่น   การปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการของธนาคารออมสิน    ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนธนาคาร จากธนาคารออมสิน   เป็นธนาคารพาณิชย์อื่นๆ   ซึ่งมีขณะนี้หลายธนาคารที่จะเข้าร่วม 

 


ขณะที่  มาตรการเยียวยาเกษตรกร   1,500 บาท/ไร่   ที่พบปัญหาความล่าช้าก็จะได้นำเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้    อย่างเช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่น  "ยาง1500"  ในSmart Phone  ,  แทปเลต และระบบอินเตอร์เนต   เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทะเบียนของกลุ่มเกษตกรให้มากขึ้น รวมถึงจะเป็นช่องทางรายงานความคืบหน้าการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประประเทศอีกด้วย

 


ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ  รายละเอียดการรับซื้อยางพาราในทางปฏิบัติที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 ม.ค.จะมีข้อสรุปที่ชัดเจนเป็นอย่างไร   เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราโดยสมบูรณ์และตรงจุดความเดือดร้อนจริง ๆ

 


ทั้งนี้โครงสร้างผลิตยางธรรมชาติ   ที่มีการนำเสนอผ่านหน้าจอทีนิวส์ทีวี  เพื่อแสดงกลไกราคาในละช่วงเวลาที่ผ่านมา    โดยหลัก ๆ ทั่วไปจะมีอยู่ด้วยกัน  4 ประเภท  คือ 

1.น้ำยางสด   หรือ  น้ำยางธรรมชาติที่กรีดได้จากต้นยางพารามีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. เนื้อยางประมาณ 35%

2. ส่วนที่เป็นน้ำและสารอื่น ๆ ประมาณ 65%

 


2. ยางแผ่นดิบ หรือ ยางแผ่นที่เกษตรกรผลิตขึ้นที่ยังไม่ผ่านการรมควัน หรือกระบวนการอื่นใด  โดยปัจจุบันสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการซื้อขายในตลาดยางแผ่นดิบ โดยแบ่งออกได้ 4 ระดับ คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 1  ,  2 ,  3 และ ยางแผ่นดิบคุณภาพต่ำว่าคุณภาพ 3 หรือยางคละ  


3.  แผ่นรมควัน หรือ  ยางดิบที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้งและรมควัน    ซึ่งการรมควัน  หมายถึง  การนำยางแผ่นดิบที่ผ่านการรีดดอกเรียบแล้ว  ไปรมควันในโรงรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ยางแผ่นที่รมควันนั้นแห้งสนิท ยางแผ่นที่ผ่านการรมควันแล้ว เรียกว่ายางแผ่นรมควัน  


4.ยางก้อนถ้วย    หรือ  น้ำยางที่ถูกทำให้จับตัวกันเป็นก้อนในถ้วยรับน้ำยาง   ส่งผลทำให้น้ำยางมีลักษณะเป็นก้อนตามลักษณะถ้วยน้ำยาง โดยก้อนยางที่ผลิตได้จะมีสีขาวและสีค่อยคล้ำขึ้น ความชื้นจะค่อยๆ ลดลงเมื่อทิ้งไว้หลายวัน  ซึ่งยางก้อนถ้วยก็ยัง แบ่งได้เป็น 3 ประเภท  ตามระดับความชื้น คือ  ยางก้อนถ้วยสด , หมาด , แห้ง  

           


ทั้งนี้ยางทั้ง  4  ประเภทดังกล่าว โดยข้อเท็จจริงจะมีปริมาณผลผลิตแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นการปลูกสวนยางพาราทั่วประเทศ  ซึ่งแน่นอนว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่   19 ม.ค.  ก็จะเป็นจุดโฟกัสของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ   เพื่อติดตามว่าหลักเกณฑ์ในการดำเนินการรับซื้อยางพาราของภาครัฐจะเป็นอย่างไร   และยางแต่ละประเภทจะการประเมินราคารับซื้อในระดับใด