- 14 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มาถึงประเด็นปัญหายางพาราที่สนข.ทีนิวส์เกาะติดต่อเนื่องมาโดยตลอด นับตั้งแต่ชาวสวนยางภาคใต้ตัดสินใจเคลื่อนไหวเรียกร้องภาครัฐให้มีการแก้ไข
จนกระทั่งนำมาสู่พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ พร้อมกำหนดนโยบายสนับสนุนการจัดซื้อยาง 1 แสนตันเพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นต่อระดับราคาที่มีทิศทางลดลงเป็นลำดับ และมอบหมายให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รับผิดชอบดำเนินการ
ทั้งนี้ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพารา ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธานก็มีมติเห็นชอบในหลักการสำคัญ สำหรับการเข้ารับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางพาราโดยตรง ว่า ภาครัฐกำหนดให้มีการรับซื้อยางแผ่นดิบ ในราคากิโลกรัมละ 45 บาท ด้วยเงินงบประมาณจากกองทุนการยางแห่งประเทศไทย แต่ถ้าเงินรับซื้อไม่เพียงพอจะใช้งบประมาณจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) มาใช้ในการดำเนินการ พร้อมยืนยันว่าปริมาณยางที่รับซื้อจะไม่นำไปเก็บเป็นสต็อครอขายเหมือนในอดีต แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะต้องไปดำเนินการต่างๆ กระจายให้กับหน่วยราชการต่าง ๆ นำไปแปรรูปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสค์ของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่ขั้นตอนการรับซื้อจะมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นอย่างรัดกุมและทันกับเป้าหมายการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำในระยะนี้
ทางด้านพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่าจะรับมือกับแรงกดดันจากความคาดหวังของทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้หรือไม่ อย่างไร
เนื่องจากถูกมองว่าผลการทำงานที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากราคายางที่ตกต่ำ ไม่เดินหน้าตามเป้าหมาย ล่าสุดๆยังคงเดินหน้าทำงานเต็มที่ พร้อมปฏิเสธข่าวน้อยใจถึงขั้นจะลาออกจากตำแหน่ง
โดย พล.อ.ฉัตรชัย ได้กล่าวระหว่างแถลงขั้นตอนการดำเนินการแก้ปัญหายางพารา ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการย้ำว่า การที่ราคายางพาราตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน ในฐานะที่เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและเร่งปรับแก้ไขให้ทันกับความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนพารา แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ทำให้ตนรู้สึกท้อแท้ จนตัดสินใจลาออกไปทำงานที่กระทรวงอื่นอย่างแน่นอน
ในทางตรงข้ามในฐานะรมว.เกษตรและสหกรณ์ จะเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการรับซื้อยางพาราแผ่นดิบ ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 1 แสนตัน จากเกษตรกรรายย่อย ส่วนยางก้นถ้วย หรือยางรูปแบบอื่น จะมีการพิจารณาคิดตามอัตราการรับซื้อยางพาราในลำดับต่อไป และยืนยันว่าการรับซื้อยาง ทั้งหมด 1 แสนตันดังกล่าว จะเป็นการรับซื้อจากเกษตรกรรายย่อย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 8 กระทรวงที่ให้ความสนใจนโยบายนี้ของรัฐบาล และแต่ละกระทรวงจะต้องส่งเรื่องมาที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางว่าต้องการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องกับ15มาตรการของรัฐบาล ที่จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญใช้ยางในประเทศ เช่นการทำถนน การทำสนามกีฬา แปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยมีคณะกรรมการยางเป็นผู้ควบคุมดูแล
ขณะเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย ยังได้กล่าวยอมรับว่าที่ผ่านมาแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราเป็นไปอย่างล่าช้าจริง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะติดขัดในขั้นตอนของการเลือกคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แต่ตอนนี้คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ก็คาดว่าจะทำให้การทำงานแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนการสรรหาผู้ว่าการกยท. ล่าสุดมีผู้ผ่านคุณสมบัติเหลือ 2 คนสุดท้าย ซึ่งจะพิจารณาอีกครั้งในวันจันทร์ ที่18 ม.ค. เพื่อสรุปผลการคัดเลือกในวันอังคารที่ 19 ม.ค. แต่หากยังไม่มีผู้ใดได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ว่าการกยท.ก็จะต้องมีการเสนอรายชื่อสรรหาอีกครั้ง
เช่นเดียวกับมาตรช่วยเหลือเกษตรกรที่จะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น อาทิเช่น การปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการของธนาคารออมสิน ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนธนาคาร จากธนาคารออมสิน เป็นธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ซึ่งมีขณะนี้หลายธนาคารที่จะเข้าร่วม
ขณะที่ มาตรการเยียวยาเกษตรกร 1,500 บาท/ไร่ ที่พบปัญหาความล่าช้าก็จะได้นำเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ อย่างเช่น การพัฒนาแอปพลิเคชั่น "ยาง1500" ในSmart Phone , แทปเลต และระบบอินเตอร์เนต เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทะเบียนของกลุ่มเกษตกรให้มากขึ้น รวมถึงจะเป็นช่องทางรายงานความคืบหน้าการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประประเทศอีกด้วย
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ รายละเอียดการรับซื้อยางพาราในทางปฏิบัติที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 ม.ค.จะมีข้อสรุปที่ชัดเจนเป็นอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราโดยสมบูรณ์และตรงจุดความเดือดร้อนจริง ๆ
ทั้งนี้โครงสร้างผลิตยางธรรมชาติ ที่มีการนำเสนอผ่านหน้าจอทีนิวส์ทีวี เพื่อแสดงกลไกราคาในละช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยหลัก ๆ ทั่วไปจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท คือ
1.น้ำยางสด หรือ น้ำยางธรรมชาติที่กรีดได้จากต้นยางพารามีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
1. เนื้อยางประมาณ 35%
2. ส่วนที่เป็นน้ำและสารอื่น ๆ ประมาณ 65%
2. ยางแผ่นดิบ หรือ ยางแผ่นที่เกษตรกรผลิตขึ้นที่ยังไม่ผ่านการรมควัน หรือกระบวนการอื่นใด โดยปัจจุบันสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการซื้อขายในตลาดยางแผ่นดิบ โดยแบ่งออกได้ 4 ระดับ คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 1 , 2 , 3 และ ยางแผ่นดิบคุณภาพต่ำว่าคุณภาพ 3 หรือยางคละ
3. แผ่นรมควัน หรือ ยางดิบที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้งและรมควัน ซึ่งการรมควัน หมายถึง การนำยางแผ่นดิบที่ผ่านการรีดดอกเรียบแล้ว ไปรมควันในโรงรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ยางแผ่นที่รมควันนั้นแห้งสนิท ยางแผ่นที่ผ่านการรมควันแล้ว เรียกว่ายางแผ่นรมควัน
4.ยางก้อนถ้วย หรือ น้ำยางที่ถูกทำให้จับตัวกันเป็นก้อนในถ้วยรับน้ำยาง ส่งผลทำให้น้ำยางมีลักษณะเป็นก้อนตามลักษณะถ้วยน้ำยาง โดยก้อนยางที่ผลิตได้จะมีสีขาวและสีค่อยคล้ำขึ้น ความชื้นจะค่อยๆ ลดลงเมื่อทิ้งไว้หลายวัน ซึ่งยางก้อนถ้วยก็ยัง แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามระดับความชื้น คือ ยางก้อนถ้วยสด , หมาด , แห้ง
ทั้งนี้ยางทั้ง 4 ประเภทดังกล่าว โดยข้อเท็จจริงจะมีปริมาณผลผลิตแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นการปลูกสวนยางพาราทั่วประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 ม.ค. ก็จะเป็นจุดโฟกัสของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วประเทศ เพื่อติดตามว่าหลักเกณฑ์ในการดำเนินการรับซื้อยางพาราของภาครัฐจะเป็นอย่างไร และยางแต่ละประเภทจะการประเมินราคารับซื้อในระดับใด
