- 14 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญถือว่ามีคามคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเห็นจะเป็นการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการที่ไม่ให้บุพการี คู่สมรส บุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกรรมการองค์กรอิสระ
นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการที่ไม่ให้บุพการี คู่สมรส บุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกรรมการองค์กรอิสระ สมัคร ส.ว. โดยยอมรับว่ามีช่องโหว่ หากคนในครอบครัวเป็น ส.ว.ก่อน แล้วจึงสมัคร ส.ส.ตามมา เพราะไม่มีบัญญัติห้ามไว้ ซึ่งจะมีการหารือกันในที่ประชุมต่อไปถึงช่องโหว่ที่ชี้ให้เห็น
สำหรับการพิจารณารายมาตรา ขณะนี้เสร็จสิ้น ในส่วนสภาผู้แทนราษฎร ของหมวด 7 รัฐสภา โดยมีเรื่องสำคัญ ตั้งแต่จำนวน ส.ส. 500 คน แบ่งเป็นแบ่งเขต 350 คน และบัญชีรายชื่อ 150 คน จากระบบการเลือกตั้ง จัดสรรปันส่วนผสม ที่ต้องคำนวณคะแนนนิยมพรรคการเมือง เพื่อหาจำนวนที่นั่ง ส.ส. จากคะแนนเสียงที่ประชาชนลงคะแนนแบบแบ่งเขตในคราวเดียวกัน ที่เรียกว่าการกาบัตรใบเดียว โดยผู้สมัครแบบแบ่งเขต จะต้องได้คะแนนเสียงมากกว่าช่องไม่ประสงค์เลือกผู้ใด หรือโหวตโน จึงถือว่าได้รับเลือกตั้ง แต่หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเกินโหวตโน ก็ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครคนเดิมไม่สามารถลงเลือกตั้งได้
ทั้งนี้ กรณีการเลือกตั้งยังไม่เสร็จทุกเขต แล้วมีการประกาศรายชื่อรับรอง ส.ส.ถึงร้อยละ 95 ให้คำนวณคะแนนเสียงบัญชีรายชื่อโดยไม่รวมเขตที่ยังปัญหาอยู่ เช่นใบเหลือง หรือใบแดง และหากการคำนวณคะแนนเสียงทีหลังทำให้สัดส่วนลดลง ก็ให้ตัด ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับท้ายสุดออกตามลำดับ ซึ่งเงื่อนไขนี้จะอยู่เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่หากเกินเวลาที่กำหนดแล้ว การเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่มีปัญหา คะแนนเสียงจะไม่กระทบกับการคำนวณบัญชีรายชื่อ
ในกรณีที่พ้นสมาชิกภาพที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยคะแนนเสียงจะไม่กระทบกับบัญชีรายชื่อ และหากเป็นระบบบัญชีรายชื่อพ้นสมาชิกภาพ ก็ให้เลื่อนลำดับในบัญชีเข้าไปแทนที่ สำหรับหลักการเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง กำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่านั้น ที่จะสามารถส่งผู้สมัครบัญชีรายชื่อได้ และการส่งผู้สมัคร พรรคการเมืองต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วม โดยคำนึงถึงผู้สมัครจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดไม่ให้ควบรวมพรรคการเมืองระหว่างระยะเวลาของสภาผู้แทนราษฎร และหากมีการยุบพรรค ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นแต่จะสังกัดพรรคใหม่ก่อน 60 วัน พร้อมปรับเนื้อหาเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่ให้อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง จากเดิมที่นับวันที่ 1 ของปีที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ตัดสิทธิ์เป็นแสนคน
ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า โดยให้พรรคการเมืองเสนอชื่อได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ และต้องส่งให้ กกต. ก่อนวันปิดรับสมัคร โดยไม่บังคับว่าพรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อหรือไม่ก็ได้ แต่มีการกำหนดเงื่อนไขว่า บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อต้องไม่มีไม่มีลักษณะต้องห้าม , ต้องทำหนังสือยืนยอมให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ โดยไม่สามารถเสนอชื่อได้เกิน 1 พรรคการเมือง หากปรากฏชื่อมากกว่า 1 พรรคการเมือง ให้ถือว่ารายชื่อนั้นไม่ได้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงประเด็นคุณสมบัติส.ว. และส.ส. ที่ต้องไม่มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาตินั้น ยืนยันว่ามีผลกำกับทั้งกรณีของผู้สมัคร ส.ว. และ ส.ส. ไม่ได้เป็นไปตามที่นายนรชิต สิงหะเสนี โฆษกรธ.แถลงว่าไม่มีผลกำกับต่อไป กล่าวคือหากบุพการี คู่สมรส บุตรเป็นส.ว.แล้วคนในสายสัมพันธ์ดังกล่าวต้องไม่มีสิทธิลงสมัคร ส.ส. ขณะที่คนที่มีตำแหน่ง ส.ส. แล้ว ผู้มีสิทธิสมัครส.ว. ได้ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของส.ส. แต่หากเกิดกรณีดังกล่าวต้องให้ผู้ที่ได้ตำแหน่งนั้นลาออกจากตำแหน่ง
ขณะที่ฝากฝั่งการเมือง อย่างพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาวิภาควิจารณ์ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้เขียนร่างรัฐธรรมนูญตามใจตัวเอง พร้อมกล่าวว่า ประชาชน จะตัดสินใจเองว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ติดตามการทำงานของกรธ.พอจะสรุปได้ว่า กรธ.จะยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ตามที่กรธ.ต้องการ เพราะเห็นแล้วว่ากรธ.จะใช้วิธีอ้างว่าไปทำโพลถามประชาชนมาแล้ว ประชาชนเขาไม่เอา เช่น กรณีห้ามบุพการี ผัว เมีย ลูก ไปสมัครส.ว.ถ้าสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งได้เป็นส.ส.แล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทุกวันนี้การที่กรธ.ต้องยกโขยงไปประชุมกันถึงชายทะเลและแถลงข่าวกันทุกวันนั้น ให้ดูเหมือนกับว่าได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ มาแล้ว แต่แท้ที่จริงเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาตามที่ตนเองต้องการไว้เรียบร้อยแล้ว จะมาประชุมเล่นละครกันอยู่ทำไม สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินที่นำไปเป็นค่าใช้จ่ายของพวกท่านเปล่าๆ
ประชาชนเจ้าของประเทศจะตัดสินใจเองว่าจะเอารัฐธรรมนูญที่พวกท่านร่างขึ้นมาหรือไม่ หรือประชาชนจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้ตอนทำประชามติ หมดยุคแล้วที่จะมาบอกประชาชนว่าให้รับๆ กันไปก่อน แล้วไม่ชอบตรงไหนค่อยมาแก้รัฐธรรมนูญในตอนหลัง และต้องขอร้องอีกเช่นกันว่า อย่ามาสรุปว่านักการเมืองต้องรับร่างรัฐธรรมนูญนี้เพราะนักการเมืองอยากเลือกตั้ง เพราะตกงานกันมานานร่วม 2 ปีแล้ว นักการเมืองจัดต้องเอาด้วย
ถ้าพวกท่านคิดแบบนี้ก็ขอบอกไว้ล่วงหน้าเลยว่า พวกท่านกำลังคิดผิด อยากให้นายมีชัยรีบกลับไปปรึกษากับหัวหน้าคสช.ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เลยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติท่านจะทำอย่างไร จะซื้อเวลาต่อเพื่อให้ได้อยู่ในตำแหน่งนานๆ กันต่อไปอย่างไร รัฐบาลจะได้เตรียมชี้แจงสังคมโลกถึงเหตุผลที่จะต้องยืดโรดแมปออกไปอีก
