"สนธิญาณ"ชี้!เผือกร้อนตั้ง"พระสังฆราช"อยู่บนบ่า"บิ๊กตู่"แล้ว การเคลื่อนไหวหนุน-ต้านจะแหลมคมขึ้น จับตา2ฝ่ายขัดแย้งส่งผลรัฐบาลชะลอทูลเกล้าหรือไม่ ?

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 15 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

 

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชม ชัดเจนแล้วเมื่อมีการยอมรับแล้วว่า มส.ได้มีการประชุมและมีมติและตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่แล้ว ข้อสรุปวันนี้ก็คือเรื่องทั้งหลายทั้งปวงอยู่บนบ่าของนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านนายกจะดำเนินการอย่างไรต่อก็อยู่ที่ท่านแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ชัดเจนว่านายกก็บอกว่าทำให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยเสนอขึ้นมาแต่ตอนนี้เสนอขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าเรียบร้อยหรือไม่เรียบร้อย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนนายกมากลางลำแล้ว

 

 

สถาพร : คือตอนนี้คือหน้าที่ของรัฐมนตรีและรองนายกหรือเปล่าครับ

 

 

สนธิญาณ : เป็นแค่ขั้นตอนปกติแต่การตัดสินใจอยู่ที่ท่านนายก ความหมายที่อาจารย์วิษณุมาพูดว่าเดี๋ยวให้คุณสุวพันธุ์ เดี๋ยวต้องสรุปต้องหาข้อมูลนั่นเป็นเรื่องของการทำงานตามขั้นตอนในการตัดสินใจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีหรือว่าอยู่บนบ่ารัฐบาล เพราะว่าก่อนหน้านี้ถ้าเรื่องยังไม่นำเสนอก็ยังอยู่ที่ มส. ไม่เสนอก็ไม่เป็นไรดูแลเรื่องความเรียบร้อยก่อนเพราะเรื่องจะเป็นอย่างไรไปถึงไหนจะขัดแย้งบานปลายไหม จะสร้างปัญหาขึ้นมาหรือไม่แต่ตอนนี้ มส.ก็ตัดสินใจแล้ว

 

 

สถาพร : คือโยนเรื่องมาให้นายกมาดำเนินการแล้ว

 

 

สนธิญาณ : ส่งเรื่องขึ้นมาแล้วฉะนั้นก็อยู่ที่นายก และระหว่างนี้ก็มาตามอาจารย์วิษณุมาพลิกตัวในนาทีสุดท้ายว่าตอนนี้ต้องดูแล้วว่าจะนำเสนอหรือไม่ ต้องดูโบราณราชประเพณีดูข้อกฎหมายดูว่าสังคมเป็นอย่างไร ซึ่งน้ำเสียงไม่เหมือนกับตอนพูดครั้งก่อน และย้ำด้วยว่าหารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว ณ นาทีนี้การเคลื่อนไหวจะรุนแรงของทั้งสองฝ่าย ทางฟากฝั่งการเคลื่อนไหวผู้สนับสนุนให้ตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ กำลังหลักอยู่ที่วัดพระธรรมกายตอนนี้มีเพจออกมา 2 เพจชื่อ "พุทธสามัคคี" และ "ตื่นเถิดชาวพุทธ - Wake Up Buddhist" ก็ดำเนินการเคลื่อนไหวความหมายคือการทำเพจก็จะเป็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เคลื่อนไหวออกมาจะดูไม่เยอะแต่ต้องกลับไปดูเนื้อหาของเพจเหล่านั้นว่าสะท้อนเนื้อหาของเนื้อหา แสดงให้เห็นว่าฝ่ายสนับสนุนเขาคิดอะไร ประเด็นแรกเหมือนเพจที่ออกมานำเสนอโดยเฉพาะเพจพุทธสามัคคีก็ออกมาสู้ในประเด็นที่บอกว่า "พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชปลอม" นี่ทำไมต้องบอกว่าปลอม เพราะว่าแนวทางหลักที่หลวงปู่พุทธะอิสระเอามานำเสนอตอนนี้เพราะว่าพระธัมมชโยขาดวินัยสมเด็จพระสังฆราชก็ขอให้มหาเถรสมาคมดำเนินการว่าความผิดวินัยนั้นถึงขั้นปาราชิกนั่นหมายความว่าจะต้องถูกสึกจากความเป็นพระ แต่ปรากฏว่า มส. และองค์กรปกครองสงฆ์ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงไม่ดำเนินการสึกจึงเท่ากับมีความผิดตามมาตรา157 อันที่สองไม่สึกก็ไม่เป็นอะไรแต่ไปกราบบังคลทูลเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชภาวนาวิสุทธิ์เป็นพระญาณเทพมหามุนี เลื่อนจากชั้นราชเป็นเจ้าคุณชั้นเทพ  แสดงว่ากระทำความผิดในการก้าวล่วงในพระราชอำนาจก็เข้าข่ายความผิดตามมาตรา112 นี่คือประเด็นที่ทางหลวงปู่พุทธะอิสระและทางฟากฝั่งคัดค้านได้เปิดประเด็นเอาไว้ซึ่งปัจจัยสาเหตุสำคัญของประเด็นทั้งหมดอยู่ที่พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชคือถ้าไม่มีพระลิขิตนั้นพระธัมมชโยก็เป็นพระต่อไป แต่ถ้ามีก็ไม่ได้เป็นพระก็เกิดความผิดกับคณะสงฆ์และ มส. ซึ่งแน่นอนถ้าเป็นความผิดผมย้ำความผิดนี้จะหลีกเลี่ยงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่ได้เพราะเข้าข่าย ดังนั้นการต่อสู้ก็จริงต้องออกมาแบบนี้ ให้ข้อมูลแบบนี้เหมือนกับที่ผมได้เคยเรียนว่าการปกครองคณะสงฆ์ที่มีอยู่ 2 นิกาย คือธรรมยุตนิกายกับมหานิกายเขาได้มีข้อตกลงกันที่ตำหนักเพชรอยู่ที่วัดบวรฯ ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะปกครองกันอย่างไร ความหมายคือต่างคนต่างอยู่ก็ออกมาแบบนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างคนต่างอยู่ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวก็หมายความว่า สมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระธรรมยุตนิกายไม่มีเหตุไม่มีอำนาจที่จะไปชี้ผิดของพระธัมมชโยซึ่งเป็นพระในมหานิกาย เขาไม่พูดในฐานะสมเด็จพระสังฆราชนะครับ ในแง่ฐานะตัวบุคคลก็พยายามจะยกว่าสมเด็จพระญาณฯ เป็นเปรียญธรรม๙ประโยค แตกฉายชนในพระธรรมวินัยจึงกระทำการละเมิดพระธรรมวินัยเสียเอง ทีนี้มาดูข้อตกลงของคณะสงฆ์เป็นพระธรรมวินัยหรือเปล่า พระธรรมวินัยที่ว่าน่าจะหมายถึงที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ 227 ข้อ ผมคิดว่านี่ต้องเอามาเป็นประเด็นในการดำเนินต่อคำว่าใช่หรือไม่ใช่ ข้อตกลงที่ตำหนักเพชรถือเป็นข้อกำหนดหรือเปล่า เพราะฉะนั้นนี่กคือเป็นประเด็นว่าเมื่อเป็นแบบนี้ก็ไปอ้างพระธรรมวินัยจริง พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามปรับอาบัติปาราชิกพระภิกษุรูปอื่นโดยพลการ เมื่อมาอ้างข้อนี้ ข้อสรุปก็เพื่อจะให้เห็นว่าสมเด็จพระสังฆราชปรับอาบัติกับพระธัมมชโยไม่ได้ และเขาฉลาดในการเคลื่อนไหวก็บอกว่าดังนั้นเชื่อว่าสมเด็จญาณไม่ทำแบบนี้ เมื่อไม่ทำแบบนี้แสดงว่ามีคนทำแล้วคนทำน่าจะปลอมพระลิขิตดังนั้นจึงควรจะไปสืบสาวเพื่อรักษาพระเกียรติของพระสังฆราชไว้ว่าท่านคงพระธรรมวินัยท่านคงไม่มีวินิจฉัยทำอะไรผิดผิดแน่ ว่าพวกนี้ปลอมอะไรและพวกนี้ปลอมมาแล้ว ความปลอมก็คือตอนนั้นปลอมปลดคุณบัณฑูร ล่ำซำ ก็ชัดเจนล่ะครับว่านี่คือการตั้งแนวรบซึ่งจะเป็นแนวให้เห็นว่าอย่ามาอ้างเรื่องพระลิขิต ผลอ้างจะเป็นผลข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ ส่วนอีกประการหนึ่งพยายามเปิดให้เห็นว่าทางฟากฝั่งสนับสนุนว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มีความเหมาะสมเป็นพระสังฆราช ทำงานมานานบวชมานานต้องใช้คำแบบนี้บวชมาถึงเวลานี้ก็ 77 ปีแล้ว จบเปรียญธรรมเช่นกันและก่อนหน้านี้ก็ได้เคยทำงานร่วมกับสมเด็จพระญาณสังวรได้รับการมอบหมายงานมากมายเพราะฉะนั้นเป็นพระที่เรียกว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งอันนี้ก็ที่จะคลี่คลายในแง่ที่บอกว่าประเด็นที่ทางฟากฝั่งนี้โจมตีก็มีเรื่องสะสมรถ อีกเรื่องก็เรื่องไม่สึกพระธัมมชโย เหตุผลชัดเจนก็คือว่าก็เป็นพระอุปัชฌาย์ อีกทางฟากฝั่งหนึ่งฝ่ายค้านก่อนหน้านี้ก็ต้องเห็นว่ามีหลวงปู่พุทธะอิสระเคลื่อนไหวเป็นหัวหอกแต่เพียงลำพัง ถึงตอนนี้ขบวนใหญ่มาแล้วครับเมื่อวานนี้ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรียาวเหยียด 4-5 หน้าในนามของคณะลูกศิษย์วัดป่าบ้านตาด ของวัดหลวงตามหาบัว ได้มี ศ.ดร.รัตนา ศิริพานิช ลงนามและได้อ้างอิงว่าขณะลูกศิษย์ที่กระทำเรื่องนี้มีจำนวนที่นับเป็นแสนคน ประเด็นก็ไปที่อาจารย์วิษณุก่อนตามที่ผมได้เรียนเอาไว้ว่าอย่ากลับไปกลับมาอย่าทำให้เกิดความสับสน วันนี้อาจารย์วิษณุก็กลับลำแล้วนี่เป็นประเด็นปัญหาดังนั้นการออกมาเคลื่อนตัวของขบวนนี้ก็ต้องจับตาดูว่าเป็นเพียงกลุ่มบุคคลกลุ่มน้อยหรือว่ารวมตัวกันได้จริง ๆ ฉะนั้นถ้ารวมตัวกันได้จริง ๆ ต้องเรียนว่าเป็นขบวนใหญ่ ผมก็คาดการณ์เอาว่ากลุ่มนี้ก็คือรวมตัวกันได้จริง ๆ ฉะนั้นประเด็นเรื่องที่เกิดก็คือว่าน้ำหนักของทั้งสองฝ่ายที่เคลื่อนไหวก็แหลมคมขึ้นมาเรื่อย ๆ กลายเป็นประเด็นเรื่อย ๆ อันนี้ก็เกิดความชอบธรรมที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีชะลอเรื่องเอาไว้ได้ก็ต้องกลับมาดูตามที่อาจารย์วิษณุพูด ตามที่ผมได้พูดไว้ก่อนแล้วว่าไม่มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่อย่างยาวนานตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 5

 

 

สถาพร : คือพูดเป็นนัยแนวทางไว้แล้ว

 

 

สนธิญาณ : ท่านก็เอามาแจกแจงไว้แล้วก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความร้อนแรงยิ่งทำให้นายกรัฐมนตรีชอบธรรมในการไม่นำเสนอ เพราะยังมีความขัดแย้งแต่ในขณะเดียวกันมีแรงกดดันและผลักลงไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหรือไม่ต้องจับตาดูครับ