- 15 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
อัพเดทแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยเฉพาะแนวทางการรับซื้อยาง 1 แสนตันในราคาเริ่มต้นจากยางแผ่นดิบ 45 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนผลผลิตยางอื่น ๆ จะเข้าสู่การพิจารณาของครม.กำหนดหลักเกณฑ์การรับซื้อในวันที่ 19 ม.ค.นี้
โดยสถานการณ์ราคายางประจำวันที่ 15 ม.ค. ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ พบว่า ระดับราคายางยังคงมีการปรับตัวต่อเนื่อง โดยราคาน้ำยางสด ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 34.00 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาต้นปี2559 ที่ 29.00 บาท หรือเท่ากับตัวเลขเพิ่มขึ้นมาแล้ว 5 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นดิบปรับขึ้นไปที่ 38.27 บาทต่อกิโลกรัม หรือเท่ากับเพิ่มขึ้นแล้ว 2.78 บาทต่อกิโลกรัม จากวันที่ 4 ม.ค.2559 และ ราคายางแผ่นรมควันชั้น3 ราคาขึ้นไปที่ 41.15 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 4.56 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2559 ขณะที่ราคายางก้อนถ้วยซึ่งมีค่าเฉลี่ยต้นปี 2559 ที่ 12- 13บาทต่อกิโลกรัม ก็มีการปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 15.37 – 18.50 บาทต่อกิโลกรัม
ข้อพิจารณาก็คือมาตรการรับซื้อยาง 1 แสนตันเพื่อปรับสมดุลราคายางพาราตลาดในประเทศตามมติครม.จะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง และแนวทางปฏิบัติของภาครัฐจะแก้สถานการณ์ราคายางตกต่ำได้มากน้อยแค่ไหน
ประเด็นแรกถ้าพิจารณาจากมติคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพารา ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน และกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่าจะรับซื้อยางแผ่นดิบ ในราคากิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนน้ำยางสด และยางก้อนถ้วย จะรับซื้อในราคาลดหลั่นลงไปตามเกณฑ์ ซึ่งจะมีการนำรายละเอียดเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 19 ม.ค. นี้ แต่เท่ากับว่าเป้าหมายการช่วยเหลือดังกล่าวมุ่งผลต่อตัวเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากยางทั้ง 3 ประเภทเป็นผลผลิตยางจากชาวสวนยางพาราและกลุ่มสหกรณ์ยางพาราในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่
ประเด็นที่สองการรับซื้อยางพาราที่จะมีผลประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกรชาวสวนยางพารา แต่ละพื้นที่มีสัดส่วนของผลผลิตในการเข้าสู่กระบวนการรับซื้อแตกต่างกันหรือไม่ โดยจากข้อมูลของศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีเนื้อที่กรีดยางรวม 18,846,009 ไร่ แยกเป็น
ภาคเหนือ 652,394 ไร่ ภาคอีสาน 3,240,734 ไร่
ภาคกลาง 2,167,576 ไร่ ภาคใต้ 12,785,305 ไร่
ส่วนผลผลิตยางพารารวมทั้งประเทศในปี 2558 อยู่ที่ 4,464,450 ตัน แยกเป็น
ภาคเหนือ 101,757 ตัน ภาคอีสาน 649,631 ตัน
ภาคกลาง 506,324 ตัน ภาคใต้ 3,206,784 ตัน
และประเด็นที่สาม ราคารับซื้อยางแผ่นดิบที่ 45 บาทต่อกิโลกรัม เป็นตัวเลขที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราในแง่ของความคุ้มค่าต่อการลงทุนการผลิตยางพาราหรือไม่ พบว่ากรมวิชาการเกษตร เคยแสดงรายงานข้อมูลว่า ต้นทุนการผลิตยางพาราของไทยเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตยางที่ผ่านมา มีระดับสูงสุดที่ 65.74 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับยางแผ่นดิบ ขณะที่มาเลเซียมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 45 บาทต่อกิโลกรัม อินโดนีเซีย 54 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนกัมพูชา , เวียดนาม และ ลาว อยู่ที่ประมาณ 36 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นโดยข้อเท็จจริงราคารับซื้อยางแผ่นดิบ ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม จึงไม่อาจทดแทนความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้ทั้งหมด แต่แนวทางการปรับสมดุลให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ก็คือ ภาครัฐต้องมีมาตรการอื่น ๆ สนับสนุน และชาวสวนยางพาราเองก็ต้องปรับลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการพิจารณาเพิ่มมูลค่าของผลผลิตยางพาราให้สูงขึ้นด้วย
จุดสำคัญอีกหนึ่งประเด็นว่า ด้วยความแตกต่างทั้งปริมาณพื้นที่ปลูกยาง จำนวนผลผลิตระหว่างภาคใต้ กับภาคอื่น ๆ ของประเทศ ภาครัฐจะดำเนินการอย่างไรเพื่อทำให้การแก้ไขปัญหาราคายางพาราเป็นไปอย่างเหมาะสมมากที่สุด
ปรากฏว่าในการประชุมหารือระหว่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กับแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางภาคเหนือและภาคอีสาน 10 จังหวัด ล่าสุดได้ข้อสรุปเกี่ยวเนื่องกับการทำให้ชาวสวนยางทั่วประเทศ เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐได้อย่างทัดเทียมทั่วถึงมากขึ้น โดยทางด้าน นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการหารือเกี่ยวกับ
สถานการณ์ยางพาราและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในภาคเหนือและภาคอีสาน มีข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการรับซื้อยางพาราจากเกษตรการชาวสวนยางรายย่อยจำนวน 1 แสนตัน ในส่วนของยางแผ่นดิบ ยางก้อนถ้วยและน้ำยางสด จะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 25 ม.ค.นี้ โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ สามารถรับซื้อในปริมาณ 150 กก./คน และจะจัดจุดรับซื้อยางในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 2,000 จุด ส่วนภาคเหนือและอีสานจะจัดจุดรับซื้อยางจำนวน 1,000 จุด
ขณะเดียวกันจะได้เร่งรัด 15 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้เป็นรูปธรรม ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อาทิ โครงการชดเชยรายให้แก่ชาวสวนยางและคนกรีดยาง ไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ , โครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อประกอบอาชีพเสริม วงเงิน 10,000 ล้านบาท และได้มีการขยายวงเงินเป็น 15,000 ล้านบาท ซึ่งปรากฎว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 100,000 ราย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชอื่น ๆ นอกเหนือจากยางพาราเพียงอย่างเดียว สำหรับช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงราคายางพาราตกต่ำ
ทั้งนี้ นายสาย อินคำ กรรมการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมเครือข่ายเกษตรสถาบันเกษตรกรยางพาราไทย เปิดเผยว่า จากมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาล เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต่างมีความพึ่งพอใจและพร้อมที่จะสนับสนุน ส่วนราคาที่รัฐบาลรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนตัวเข้าใจว่าเป็นไปตามเงื่อนไขสถานการณ์และสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเกษตรกรสวนยางพารา มากกว่า 1ล้านครอบครัว ต้องอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องยอมรับ เพราะถึงแม้ว่าราคายางพาราจะลดลง แต่ราคาสินค้าอุปโภค ที่จำเป็นเช่น ยางรถยนต์ ปลากระป๋อง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นของใช้จำเป็นของเกษตรกรชาวสวนยางกลับไม่มีการลดราคาตามไปด้วย ดังนั้นถ้าในอนาคตภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ต้องการให้ทุกรัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลให้มีการใช้ยางพาราในประเทศให้มีมากร้อยละ 40 เพราะเชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นการช่วยดึงราคายางพาราให้ขึ้นเองอย่างยั่งยืน
ด้านนายศิริชัย ห่านวิบูลย์พงศ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรสวนยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางได้มีการรวมตัวและจัดตัวแทนตั้งจุดรับซื้อประมาณ 1 พันจุดทั่วภาคอีสาน ดังนั้นหากรัฐบาลสามารถรับซื้อยางได้เร็วก่อน วันที่ 25 ม.ค. เกษตรกรในภาคเหนือและอีสานจะได้รับอานิสงค์จากมาตรการนี้เพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้พบว่าเอกชน 5 เสือที่มีโรงงานยางในพื้นที่ภาคอีสาน ต่างเริ่มเข้ามาแย่งซื้อยางจากเกษตรกร จนทำให้ราคายางก้อนถ้วยเริ่มขยับไปอยู่ในระดับ 28 บาทต่อกิโลกรัม
และกับมาตรการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ เมื่อช่วงเย็นทีผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้พูดถึงการแก้ปัญหาราคายางอีกครั้ง และยืนยันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่บางฝ่ายเรียกร้องก่อนหน้านี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงส่วนการแก้ปัญหาราคายางพารา ว่า จะให้ตัวเองออกคำสั่งใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกลไกการตลาด เราจะต้องแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย ตัวเองไม่ได้เข้ามาทำงานแบบนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ที่จะได้ทำตามนโยบายระยะสั้น แต่เราจะต้องมีการวางแผนระยะยาว ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการนำผลงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยางพารา มาจัดแสดงที่ทำเนียบรัฐบาล
ส่วนการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะไปเปลี่ยนไม่ได้ ตัวเองเข้าใจว่าคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจตอนนี้เหนื่อยทุกคน เพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดี
