- 16 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อยุติ สำหรับประเด็นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ออกมายืนยันอีกครั้งหนึ่ง ว่าหากยังคงเกิดปัญหาและยังมีความขัดแย้งอยู่ก็ต้องแก้ไขปัญหาให้เรียบร้อยเสียก่อนเพราะไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกขึ้นในประเทศ
เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการนำรายชื่อพระสังฆราชองค์ใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่าขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังกลั่นกรองอยู่ ซึ่งเขาต้องทำให้ถูกต้อง อย่าให้ตนไปทะเลาะกับข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งตนไม่ได้ห่วงข้างบน แต่ห่วงคนข้างล่างและประชาชน
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งให้โอวาทแก่คณะผู้บริหารและผู้แทนองค์กรในสภาธุรกิจตลาดทุนไทยว่า วันนี้คนไทยมีความสุดโต่ง อะไรก็ทำไม่ได้ ทำให้การบริหารงานเป็นไปได้ยาก มีความแตกแยกทั้งคน และพระสงฆ์ ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินอย่างไรก็เหมือนจะผิดทุกทาง
และในวันเดียวกันนั้นเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่งว่า ศาสนาวันนี้เริ่มขัดแย้งกันอีกแล้ว กล่าวหาว่าข้างนั้นข้างนี้ ไม่สนใจ เพราะเป็นชาวพุทธ เคารพในพระสงฆ์เสมอมา ในคำสอนพระพุทธเจ้าเสมอมา ไม่สนใจผู้นำแต่ละฝ่ายว่าเป็นใคร ทุกคนอาจมีความปรารถนาดี แต่อย่าลืมว่าเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง ในสมัยก่อน โลกใบนี้รบกันเรื่องของศาสนากันมาก สงครามศาสนาตายกันทั้งประเทศ ฉะนั้นรัฐบาลเป็นห่วงเรื่องนี้ เป็นห่วงประชาชนที่ให้ความเคารพนับถือ ภายใต้การนำของแต่ละฝ่ายมากกว่า ใครผิดใครถูกยังไม่กล่าวถึงตรงนั้น
ดังนั้น ไปหาทางออกให้ได้ หากยังใช้อารมณ์ ใช้ความรู้สึก กฎหมาย อยู่ตรงไหนไม่รู้ อีกกลุ่มบอกว่าต้องรีบทำ อีกกลุ่มบอกว่าทำแล้วทำไมไม่โปร่งใส แล้วจะไปทางไหน ต้องการความสงบสุขของบ้านเมือง ต้องการดำรงความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธและพระสงฆ์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้อย่าทะเลาะกันอีกเลยเรื่องแบบนี้ หยุดซะ อะไรเป็นกิจของสงฆ์ ของฆราวาสแยกให้ออก ต่างฝ่ายต้องหาทางออกให้ได้ อย่าให้เสื่อมความนับถือ หม่นหมอง เคารพในกฎหมาย เคารพในการปกครองของพระสงฆ์ เรื่องใครจะทำผิดทำถูกไปหาวิธีการ ไปหาข้อยุติมา อย่ากล่าวอ้างกันไปเรื่อย เพราะกฎหมายมีอยู่ ถ้าเราไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่ได้อีก แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ทะเลาะกัน วันเวลาที่เหมาะสมเป็นเรื่องของรัฐบาลจะดำเนินการ ไม่ต้องมาบังคับ
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่คัดค้านและสนับสนุนความเคลื่อนไหวของสมเด็จพระสังฆราชก็ยิ่งมีการแสดงออกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะท่าทีของของฝ่ายคนเสื้อแดงที่เปิดเผยชัดเจนว่าสนับสนุนให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นพระสังฆราช พร้อมกับระบุว่าหากนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ดำเนินการก็จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 157
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมาว่า วงการสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และมหานิกาย ไม่มีความขัดแย้ง ตามการยุแหย่ของพุทธะอิสระ และพวกที่เคลื่อนไหวต่อต้านการแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20
นายจตุพร กล่าวต่อว่าดังนั้น มีความชัดเจนแล้วว่า มหาเถรสมาคมได้เสนอชื่อสมเด็จช่วง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีความอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ตามกฎหมายคณะสงฆ์ ปี 2505 แก้ไขในปี 2535 ให้รัฐบาลเรียบร้อยแล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์มีสิทธิ์ตรวจสอบเอกสาร แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง
แต่ในขณะนี้ท่าทีของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพุทธะอิสระและพวกออกมาขู่ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราชต้องขาดกัน จนเสียงเริ่มอ่อนและอธิบายว่า ถ้ามีการคัดค้านก็ยังไม่เสนอแต่งตั้ง
นายจตุพร ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่าวงการสงฆ์รู้ดีว่า การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างไร แต่มีคนได้เสี้ยมกันว่า มีความขัดแย้ง 2 นิกาย พระฝ่ายธรรมยุตเป็นผู้เสนอฝ่ายมหานิกายในที่ประชุม มส. เมื่อ 5 ม.ค.นั่นเอง จึงแสดงว่า วงการสงฆ์มีความสงบเรียบร้อยมานาน ไม่แตกแยก
หากอ้างว่า มีคนคัดค้านจะไม่เสนอ แล้วใครคัดค้าน ก็พระอาจารย์ของนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศตัดขาดจากศิษย์ แต่ศิษย์เงียบไม่แสดงความชัดเจน ถ้าอ้างกันเช่นนี้ ต้องรู้ว่ารัฐบาลทำหน้าที่เป็นทางผ่านเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง ถ้าถ่วงรั้งไว้จะเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 ชาวพุทธแจ้งความบ้างจะยุ่งกันแน่
ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของนายจตุพรก็พยายามที่จะพูดถึงข้อบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 มาตรา 7 ที่ได้ระบุเอาไว้ดังต่อไปนี้
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จ พระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
นอกจากการออกมาเคลื่อนไหวของฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายคัดค้านแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่ข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ผิดให้เกิดขึ้นกับการดำเนินการทางข้อกฎหมาย
โดยล่าสุดก็ได้มีการหยิบยกเอาคดีรถหรูจดประกอบของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มาบิดเบือนให้ข้อมูลเท็จว่าดีเอสไอนั้นกำลังจะเข้าไปยึดรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) เปิดเผยกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ จะเข้าตรวจสอบรถโบราณ และรถหรู ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สะสมรถหรู และรถโบราณ รวมถึงกล่าวหาว่าอาจมีรถจดประกอบไม่ถูกกฎหมายปะปนอยู่ ว่า ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่หวังดีว่าเร็วๆ นี้ ดีเอสไอจะนำสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบรถโบราณ และรถหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าการออกมาตรวจสอบรถหรูของดีเอสไอ ทำไมถึงทำในช่วงที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีเจตนาสร้างมลทินให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อหาเหตุผลให้รัฐบาลชะลอการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ
นอกจากนี้แหล่งข่าวระบุว่า เฟซบุ๊กของกลุ่มพระสงฆ์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก เจ้าคุณเบอร์ลิน พระโสภณพุทธิวิเทศ เป็นต้น ได้มีการส่งต่อข้อความ โดยระบุว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เข้าตรวจวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งเป็นที่จำพรรษาของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในการตรวจค้น ตรวจยึดรถเก่าในอาคารพิพิธภัณฑ์ภายในวัดปากน้ำภาษีเจริญทั้งหมด พร้อมทั้งมีการกล่าวหาว่า เป็นรถหรูผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการเล่นเกมก่อสังฆเภทในสยามประเทศ ยื้อเรื่อง สารพัดอ้าง แล้วแตะมือกับกลุ่มแนวร่วมทางการเมืองเดิมๆ พวกสุดโต่ง ดำเนินการป้ายความผิดให้สมเด็จ พระมหารัชมังคลาจารย์
ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวบนระบบอินเตอร์เน็ต โดยอ้างแหล่งข่าวว่ามาจากกลุ่มไลน์สถาบันปัญญานันทะ ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44 สั่งการ DSI ประสานกำลังทหาร ตำรวจ กว่า 100 นาย เตรียมบุกจู่โจมวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อสอบสวนปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง
ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกมาชี้แจงแล้วจากกรณีดังกล่าวไมเป็นความจริง และยังกล่าวอีกว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดนั้น ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1) (2) ฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงทำความเข้าใจกับสาธารณชนให้ทราบโดย ทั่วกันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ให้ DSI ปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าว และ DSI ก็มิได้มีการประชุมลับ หรือเตรียมการจะปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยกรณีที่มีการสร้างข่าวเท็จขึ้นนี้ อาจเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พระพุทธอิสระ ได้ยื่นเรื่องขอให้ DSI ตรวจสอบการครอบครองรถยนต์ที่นำเข้ามาจากนอกราชอาณาจักรของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่แล้ว
เนื่องจาก DSI อยู่ระหว่างการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบที่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำนวนกว่า 5,000 คัน ซึ่งก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวนว่ามีความเป็นมาอย่างไร โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางเอกสารกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อันเป็นขั้นตอนปกติในการปฏิบัติงานและเหมือนกับกรณีอื่นๆ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบ และขอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มบุคคลที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จบนระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
DSI จึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนทุกท่านเพื่อทราบข้อเท็จจริงและขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานราชการ และข้อมูลข่าวสารบนระบบอินเตอร์เน็ต มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง และการที่ท่านเผยแพร่ต่อซึ่งข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จก็อาจเป็น
ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (5) ฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อันเป็นเท็จด้วย โดยกรณีนี้ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษผ่านช่องทางต่างๆโดยตรง จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นความจริง ขอบพระคุณ
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเราก็จะย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปที่ ดีเอสไอ จะเข้ามาตรวจสอบรถหรูจดประกอบซึ่งเป็นรถที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้การตรวจสอบพบว่ามีรถที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย มากกว่า 5,000 คัน และรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ก็เป็น 1 ในนั้นซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ แถลงข่าวกรณีรถยนต์จดประกอบจากกรณีมีผู้ยื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอตรวจสอบทรัพย์สินของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่นั้น จากการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบกว่า 6,757คัน
พบว่ามีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ เมอร์เซเดส เบนซ์ทะเบียน ขม 99 กทม. 1คัน โดยจดทะเบียนวันที่ 26 ส.ค. 2554 ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2
แต่ปัจจุบันได้แจ้งยกเลิกการใช้อย่างถาวรรถคันดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2556 และอีก1 คันที่รถยนต์ จากัวร์ ทะเบียน กท 1562 สระบุรี จดทะเบียน11/05/2555 สำนักขนส่งสระบุรี ผู้ครอบครองคือ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม
ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะตรวจสอบถึงรายละเอียดกระบวนการนำเข้า ของรถยนต์ทั้งสองคันก่อน จึงยังไม่มีการเข้าสอบถามรายละเอียดกับผู้ครอบครองรถ
พ.ต.ท.กรวัชร กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบ ในล็อตแรก กว่า 400 คัน ได้ส่งรายละเอียดให้กับกรมศุลกากรดำเนินการตรวจสอบแล้วซึ่งหากพบว่าผิดก็จะเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง อย่างไรก็ตามจะต้องมีการเรียกเจ้าของรถหรูทั้ง2คันมาตรวจสอบต่อไป
