"บิ๊กตู่" กล่าวขอโทษบอร์ด "สสส." ปมสั่งพักงาน แจงไม่หวังทำลายใคร - พร้อมคืนเก้าอี้ 18 ม.ค.นี้!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


      หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คนพ้นจากเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนจนนำมาสู่การตีความวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ อย่างมากมาย

 

 

 

 

 


โดยรายชื่อดังกล่าวมีกรรมการกองทุนสนับสนุนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) 7 คนพ้นจากการเป็นกรรมการและการดํารงตําแหน่งในกองทุนดังกล่าว และให้ผู้มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการแต่งตั้งกรรมการใหม่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วย


นพ.วิชัย โชควิวัฒน

นายสงกรานต์ ภาคโชคดี

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ

นายยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์

นายสมพร ใช้บางยาง

รศ.ประภัทร นิยม

นายวิเชียร พงศธร


เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มีการกล่าวขอโทษคณะกรรมการ สสส.ที่ได้ใช้มาตรา 44 พักงาน


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะออกคำสั่งให้คนทำงานที่เหลืออยู่ทำงานได้ หากไม่พอก็แต่งตั้งเพิ่ม มีการคัดสรรอย่างไรก็ให้ว่ากันมา ส่วนการอนุมัติแผนงานโครงการก็มีขั้นตอนอยู่แล้ว อะไรที่มีปัญหาหรือเป็นข้อสังเกต เพื่อให้เกิดความชัดเจน ก็ขอให้รีบทบทวน เพื่อจะดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง


พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า เรื่องนี้ตนอยากจะทำความเข้าใจอีกครั้ง และฝากขอโทษผู้อาวุโสทั้งหลายด้วย ขอโทษพี่หมอทุกคนตนไม่ได้ต้องการทำลายท่านเลย แต่หวังสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับท่าน และอย่ามาทะเลาะกับตนอยู่เลย มันไม่มีประโยชน์ เพราะอย่างไรก็ต้องเดินตามหลักการที่ถูกต้อง แต่จะทำอย่างไรให้เร็วขึ้น


ต้องดูว่า สสส.ปฏิบัติตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพราะจากเดิมการปฏิบัติงานไม่ค่อยชัดเจน วันนี้มีการแก้ไขทบทวน ซึ่งอะไรที่มีผลกระทบต่อประชาชนเราจะดูแลให้


ขอโทษทุกๆ คนอีกครั้ง และขอให้อย่าตำหนิติเตียนใครเลย ส่วนที่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป บอร์ด สสส.เข้ามาคุย ก็นึกว่าเรื่องจะจบ แต่ก็ไม่จบ ซึ่งรัฐบาลจะรับผิดชอบอยู่แล้ว แม้จะล่าช้าไปบ้าง แต่อย่าไปปลุกปั่น ปลุกปั่นไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ได้ขู่ แต่จะพยายามแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด


ล่าสุด (16 ม.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมออกคำสั่งให้ บอร์ด กองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้กลับมาทำงานได้ว่า ตนจะมีคำสั่งให้บอร์ดที่มีอยู่ทำงานได้ จัดตั้งรองให้ครบ ส่วนที่เหลือก็ให้มีการคัดสรร ให้เขาทำงานได้ในวันที่ 18 ม.ค.


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เราต้องให้บอร์ดมีอำนาจทำงาน ที่ผ่านมาก็บอกว่าบอร์ดที่เหลืออยู่ทำงานได้ก็ทำไป แต่พอถึงเวลาบอกว่าบอร์ดไม่ครบ ตนรับไม่รู้ตั้งกี่เรื่อง ข้อมูลมาถึงตนต้องเป็นอย่างนั้น และข้อมูลพวกนี้ก็มาจากข้างในทั้งนั้น บอกทำได้ก็ทำไปก่อน แล้วเข้ากระบวนการคัดสรรอีกที และให้สิทธิ คนทั้ง 7 คน


สามารถเข้าสู่กระบวนการคัดสรรได้ ตนไม่ได้ลงโทษอะไรเขา ทำให้เกิดความชัดเจน ถอยห่างมาสักระยะหนึ่ง ให้บอร์ดที่เหลืออยู่แก้ปัญหา ร่างระเบียบใหม่ออกมาให้มีความชัดเจนขึ้น จะเคลื่อนไหวอะไรกันนักหนา ข้างล่าง เดือดร้อน ก็ต้องช่วยให้เขาทำงานได้เกิดความเชื่อใจ ตนมีหน้าที่แค่นั้น


ทั้งนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.นั้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกองทุน


โดย สสส. จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 โดยมีหน้าที่ริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้น สนับสนุน และร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังคม ในการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดี


ซึ่งที่มาของเงินทุน เงินทุนหลักมาจากเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพซึ่งมาจากภาษีที่รัฐจัดเก็บจากผู้ผลิตและนำเข้าสุราและยาสูบในอัตรา ร้อยละ 2 ของภาษีที่ต้องชำระ


โดยงบประมาณในแต่ละปีของ สสส. ถูกจัดสรรเพื่อให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ โดยแบ่งเป็นสองลักษณะใหญ่ๆ

โครงการเชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาปัจจัยเสี่ยงหลักทางสุขภาพ มากกว่า 90%
 
โครงการสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม เพื่อเปิดโอกาสและให้พื้นที่กับทุกคนในการสร้างนวัตกรรม ไม่เกิน 10 %


สำหรับคณะกรรมการกองทุนนั้นก็ประกอบไปด้วย

นายกรัฐมนตรี เป็น เป็นประธาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็น รองประธานคนที่ 1

ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็น รองประธานคนที่ 2

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้แทนกระทรวงการคลัง

ผู้แทนกระทรวงคมนาคม

ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย

ผู้แทนกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ

ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

คณะกรรมการประเมินผล

คณะอนุกรรมการกำกับดูแลตรวจสอบภายใน


ผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาชุมชน การสื่อสาร การศึกษา การกีฬา ศิลปวัฒนธรรม กฎหมาย การบริหาร

คณะกรรมการบริหารแผน

ผู้จัดการ