- 17 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน ต่อข้อคำถามความเห็นความขัดแย้ง กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ โดยส่วนใหญ่อยากให้การแต่งตั้งเป็นตามกฎระเบียบของสงฆ์
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน ทั่วประเทศ จำนวน 1,167 คน ระหว่างวันที่ 11-16 มกราคม 2559 สรุปผลได้ดังนี้
ประชาชนคิดอย่างไร? ต่อความขัดแย้ง กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
อันดับ 1 แต่ละคนเห็นต่างกันได้ แต่ไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวหรือสร้างความแตกแยก 79.18%
อันดับ 2 ควรติดตามข่าวอย่างมีสติ มีวิจารณญาณ และรอฟังผลจากมหาเถรสมาคม 67.10%
อันดับ 3 ควรรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียง ให้สมกับเป็นเมืองพุทธ 64.78%
สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วง/วิตกกังวลต่อความขัดแย้ง กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
อันดับ 1 การออกมาเคลื่อนไหว คัดค้าน ความขัดแย้งทั้งในหมู่พระสงฆ์และฆราวาส 82.78%
อันดับ 2 การแต่งตั้งล่าช้าออกไป ยังหาข้อสรุปไม่ได้ 80.98%
อันดับ 3 การปล่อยข่าวสร้างกระแส บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งหวังผลประโยชน์ ศาสนามัวหมอง 70.18%
ประชาชนคิดว่าควรแก้ปัญหาความขัดแย้ง กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่อย่างไร?
อันดับ 1 ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการพูดคุยหาทางออกร่วมกัน 76.86%
อันดับ 2 อาจใช้วิธีแต่งตั้งตำแหน่งรักษาการไปก่อน เพื่อรอพระสังฆราชองค์ใหม่ 71.98%
อันดับ 3 การพิจารณาตามขั้นตอนต้องโปร่งใส ยุติธรรม ชี้แจงเหตุและผลได้ชัดเจน 68.64%
ในฐานะพุทธศาสนิกชน สิ่งที่อยากฝากบอก คือ
อันดับ 1 ขอให้การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปตามกฎระเบียบของสงฆ์ 74.55%
อันดับ 2 ขอให้ทุกคนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ช่วยกันทำนุบำรุงศาสนาให้อยู่ต่อไป 69.41%
อันดับ 3 ขอให้พระสงฆ์ทุกรูปยึดหลักพระธรรมวินัย ทำให้ประชาชนเลื่อมใส ศรัทธา 61.70%
ขณะที่ความเคลื่อนไหวในเรื่องของการทูลเกล้าทูลกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นั้น ทางด้าน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่า ตราบใดที่ต่างฝ่ายยังคงใช้อารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง จนทำให้เกิดความขัดแย้งกันกระบวนการในการเสนอขึ้นทูลเกล้าจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ที่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อทูลเกล้าฯ โปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่มาถึงตน เพราะหลังจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ได้รับมติจาก มส. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนัก
นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของพศ. ส่วนการพิจารณาประเด็นทักท้วงมติดังกล่าวนั้น ตนในฐานะกำกับดูแล นายสุวพันธุ์ อาจปรึกษาเรื่องนี้กับตนได้ แต่ยังไม่ได้มาปรึกษา เพียงแต่โทรศัพท์มาบอกว่าได้รับมติ มส.แล้ว ขอเวลาศึกษาข้อเท็จจริง ขนบธรรมเนียมประเพณีก่อน
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นห่วงในเรื่องนี้ และนายกรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวอะไร
ด้าน นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. ฐานะประธานคณะกรรมการติดตามกรณีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 กล่าวว่า ในส่วนของ พศ.คงต้องรอดูท่าทีจากฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในวันที่ 18 มกราคม ว่า จะสอบถามเรื่องใดมายัง พศ.บ้าง ส่วนกรณีที่ดีเอสไอจะเข้าไปตรวจสอบรถโบราณภายในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำ ภาษีเจริญนั้น เชื่อว่าทางวัดปากน้ำมีข้อมูลในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว
ด้าน พระครูกาญจนกิจจารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกาญจนสิงหาสน์ ในนามเครือข่ายองค์กรพระสงฆ์รุ่นใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้เครือข่ายพระสงฆ์ รุ่นใหม่ทุกภูมิภาค ที่ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา รู้สึกไม่สบายใจและอึดอัด กรณีที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองปล่อยให้เกิดปัญหาพระสงฆ์รูปหนึ่งออกมาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อพระมหาเถระ กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่จะนำมาซึ่งความรุนแรงในสังคม ดังนั้นเครือข่ายองค์กรพระสงฆ์รุ่นใหม่จะมีการเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์โดยสันติวิธีทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่า จะออกแถลงการณ์เรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้แสดงจุดยืนในกรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยพศ. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามกรณีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ระบุว่าเตรียมประชุมร่วมกับฝ่ายรัฐบาลในวันที่ 18 ม.ค.นี้ ว่า เป็นเพียงการหารือเพื่อสอบถามรายละเอียดในส่วนที่ยังไม่ชัดเจน ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องไปราชการต่างประเทศในวันที่ 18 ม.ค.นี้ จึงได้พูดคุยกันไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตนให้พศ.รวบรวมเรื่องความเห็นทางข้อกฎหมาย หนังสือแสดงความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ และข้อมูลเกี่ยวข้องที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
ทางด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ว่าหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจนำชื่อสมเด็จวัดปากน้ำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็นสังฆราชแล้ว คงถูกพุทธะอิสระที่ประกาศข่มขู่จะตัดขาดกับลูกศิษย์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ดังนั้นนายกรัฐมนตรี คงกลัวพระอาจารย์พุทธะอิสระ ผู้นำทางจิตวิญญาณตัดขาด จึงอาจทำให้เลือกตัดสินใจแช่แข็งการแต่งตั้งรายชื่อที่มหาเถรสมาคม (มส.) เสนอมาเอาไว้ก็ได้
เมื่อนายกรัฐมนตรีหวั่นเกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลายนั้น นายกรัฐมนตรีควรหาทางยุติปัญหาก่อน โดยจะเลือกไปทำความเข้าใจกับพระสงฆ์ 3 แสนรูปทั่วประเทศ หรือจะไปคุยกับขบวนการ 3 พ. ซึ่งเป็นคนพวกเดียวกันให้หยุดการเคลื่อนไหว ยิ่ง พ.ไพศาล ยังนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล อยู่ใกล้ๆ นายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีไม่เตือนการเคลื่อนไหวต้านแต่งตั้งสังฆราชเลย นอกจากนี้ยังใช้กลไกรัฐ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไปตรวจรถหรูของสมเด็จวัดปากน้ำ ซึ่งแสดงถึงการใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดมลทินมั่วหมอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยจะเข้ามาตรวจเลย แต่ในช่วงแต่งตั้งสังฆราชก็ขยันขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลควรระวังจะเจอการคว่ำบาตรของพระทั้งประเทศ
ประธาน นปช. กล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญขณะนี้คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงวงการสงฆ์เคยว่างเว้นสมเด็จพระสังฆราชนานถึง 37 ปี ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว การอธิบายแบบนี้เป็นการสะท้อนถึงแนวทางสอดคล้องกับท่าทีดองเรื่องทูลเกล้าฯ ถวาย แต่การยกตัวอย่างที่รัชกาลที่ 5 ทรงไม่แต่งตั้งพระอนุชาขึ้นเป็นพระสังฆราชนั้น ไม่ได้เกิดจากการขัดขวางจากฝ่ายใด แต่เกรงว่าหากน้องได้เป็นผู้นำศาสนจักรแล้ว จะทำให้โลกติเตียนได้ ดังนั้นการละเว้นแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในกรณีนี้ จึงแตกต่างกับเหตุการณ์ในช่วงนี้ ที่พุทธะอิสระกับขบวนการ 3 พ. ออกมาขัดขวาง
ขบวนการล้มการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชทำกันอย่างเป็นระบบ สร้างเรื่องยุแหย่ให้วงการสงฆ์ขัดแย้ง แตกแยกกัน โดยมีเป้าหมายให้สมเด็จราชาคณะของฝ่ายตนเองได้ขึ้นเป็นสังฆราช จึงอาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มหวั่นเกรงเหตุการณ์จะลุกลามเป็นสงครามศาสนา ส่วนผมเชื่อจะบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่โต เพราะพวกเคลื่อนไหวขัดขวางนั้นต้องการแก้ไข เปลี่ยนแปลงพุทธศาสนาใหม่ โดยยึดทรัพย์สมบัติของวัดใหญ่ มีผู้ศรัทธามาก ไปเฉลี่ยแก่วัดเล็ก รวมทั้งยังต้องการยกเลิกสมณศักดิ์ในวงการสงฆ์ ซึ่งเท่ากับยกสมณศักดิ์ของพุทธะอิสระขึ้นมาเท่าเทียมกับพระรูปอื่นด้วย
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของพระวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไม่เคยนุ่งขาวห่มขาวไปปฏิบัติธรรมกับวัดธรรมกาย แต่ออกมาปกป้องหลักการพุทธศาสนา เพราะคนทั้งบ้านเมืองเห็นขบวนการ 3 พ. เป็นพวกเดียวกับผู้มีอำนาจ 3 ป. จนทำให้ พ.ไพบูลย์ เคลื่อนไหวถึงขั้นจะยื่นคำขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามมาตรา 7 ของกฎหมายคณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี 2535 ว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือ มส. เป็นผู้เสนอชื่อ ซึ่งทำให้เรื่องราวต้องขยายตัวออกไปกันใหญ่โตยิ่งขึ้น
ส่วน พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้คณะสงฆ์ทุกจังหวัดที่เป็นแนวร่วม ได้จับตาดูท่าทีของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ขณะที่กลุ่มฝ่ายที่ค้านอยากให้คำนึงถึงความถูกต้อง ความสงบของคณะสงฆ์ อย่าสร้างเงื่อนไข อย่ายั่วยุ ขอให้รัฐบาลทำงานอย่างตรงไปตรงมา เดินหน้าตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามองค์กรพุทธได้หารือร่วมกันโดยกำหนดท่าทีใน3ประเด็นคือ1.ให้รัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 2.ให้ดำเนินการตามกฎหมายและประเพณีปฏิบัติ และ 3.หากไม่ดำเนินการตามนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะรวมกันแสดง สังฆามติ
เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา กล่าวต่อว่า องค์กรพุทธพร้อมให้เวลารัฐบาลทำงาน ขอให้กำลังใจ แต่ก็จะเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งนี่ไม่ใช่การข่มขู่ หรือพูดไม่เหมาะสม แต่อยากให้รัฐบาลยึดความถูกต้องเป็นหลัก ส่วน ดีเอสไอขอให้ยุติการเล่นเกมทางการเมือง เพราะ ทำแบบนี้จะกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม ขอให้เคารพต่อคณะสงฆ์โดยปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อย่ากลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างคณะสงฆ์จะเป็นบาปที่ติดตัวไป
ก่อนหน้านี้ทางด้านของ พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ก็ออกมากดดันรัฐบาลให้มีความชัดเจนโดยยึดกฎหมายเพื่อเสนอชื่อสังฆราชองค์ใหม่ พร้อมขู่รัฐบาลว่าจะมีการนำพระสงฆ์ 4 หมื่นรูป ชุมนุม ชนฝ่ายต้านสมเด็จช่วง
พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) เปิดเผยว่า กรณีที่มีองค์กร และกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติ หน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและเจ้าอาวาส วัดปากน้ำภาษีเจริญ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ทางเครือข่ายองค์กรชาวพุทธได้หารือกันถึงเรื่องที่มีองค์กร และกลุ่มคนออกมายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ให้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ทบทวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เบื้องต้น ทางองค์กรชาวพุทธและพระสงฆ์กว่า 4 หมื่นรูป จาก 40 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกำหนดท่าทีการดำเนินการเรื่องเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนี้
1.ให้รัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้
2.ให้ดำเนินการตามกฎหมาย และประเพณีปฏิบัติ
และ 3.หากไม่ดำเนินตามนั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะรวมกัน แสดงสังฆามติ หรือออกมาชุมนุม
พระเมธีธรรมาจารย์ ยังกล่าวอีกว่า อาตมาอยากฝากถึงกลุ่มที่ออกมาค้านการเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราช ขอให้คำนึงถึงความถูกต้อง อย่าสร้างเงื่อนไข และออกมายั่วยุ ขอความร่วมมือให้เวลารัฐบาลได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ส่วนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะเข้าตรวจสอบรถหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในวันที่ 19 มกราคม ขอให้ยุติการเล่นเกมทางการเมือง อยากให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
ด้าน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) กล่าวว่า การที่เครือข่ายองค์กรชาวพุทธและพระสงฆ์ออกมาขู่จะก่อม็อบหากรัฐบาลดองเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ยิ่งทำให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มัวหมอง และอยากให้เครือข่าย ดังกล่าวช่วยตีความคำว่า "ดองเรื่อง" ให้ระบุเวลาให้ชัดว่านานแค่ไหนถึงเรียกได้ว่าดองเรื่อง เพราะเรื่องการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชผ่านมาเพียงไม่กี่วัน จะเป็นการดองเรื่องได้อย่างไร หากมองกลับกันกลุ่มที่สนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ออกมาเร่งรัด คุกคาม และข่มขู่ ให้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชอย่างเร่งด่วน อยากถามว่าเรื่องใหญ่แบบนี้รออีกหน่อยไม่ได้หรือ ส่วนคนที่ต้องเป็นฝ่ายเร่งรัดคือตนต่างหาก ที่ต้องเร่งสะสางคดีที่เกี่ยวพันกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ให้ท่านพ้นมลทิน ก่อนได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
นายไพบูลย์ ยังกล่าวอีกว่า มองว่าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นตำแหน่งสำหรับสังฆบิดรผู้มีพระจริยวัตรงดงาม มีความสง่า และไม่มีมลทิน และเป็นตำแหน่งที่ปกครองทั้งพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ดังนั้น การที่ผมออกมาเรียกร้องให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สะสางมลทินนั้น ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล และไม่ใช่เรื่องระหว่างนิกาย เพราะสมเด็จพระราชาคณะในมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้ง 8 รูป ไม่มีรูปใดเป็นอาจารย์ของผม แต่ผมทำเพื่อความถูกต้อง และรักษาพระพุทธศาสนาเท่านั้น ย้ำว่าผมทำด้วยจิตที่ว่างเปล่า ไม่มีอคติใดๆ ต่อสมเด็จพระ มหารัชมังคลาจารย์ และผมเชื่อว่าหากท่านมีมลทินจริง ท่านคงออกมาแสดงเจตจำนงไม่รับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเอง"
ขณะเดียวกัน ในวันพรุ่งนี้ จะไปยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้เร่งรัดการตรวจสอบคดีรถหรู สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยเร่งหาข้อยุติทางกฎหมายว่าผิดหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน เพราะการเร่งรัดนำเรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งที่มีคดีติดตัวอยู่นั้น ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง ทั้งนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงควรเร่งตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บอกว่าตนกลั่นแกล้งสมเด็จช่วง ให้ดีเอสไอตรวจสอบในขณะที่กำลังจะถูกแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชนั้น ยืนยันว่าตนไม่ได้กลั่นแกล้ง เนื่องจากเรื่องรถหรูของสมเด็จช่วง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เป็นคดีที่ค้างคา หากจะโทษว่าทำไมถึงช้า ต้องไปถาม นายธาริต เพ็งดิษฐ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ว่าเหตุใดถึงไม่ดำเนินการ เพราะหากไม่มีเรื่องสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ก็จะไม่มีการเร่งรัดให้ตรวจสอบแบบนี้ เนื่องจากคดีที่ค้างคาของสมเด็จช่วง ทำให้ไม่สามารถยำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ทั้งนี้ หากต้องการช่วยสมเด็จช่วง ต้องรีบเร่งรัดคดีดังกล่าว เพื่อจะได้รู้ข้อเท็จจริง หากทำผิด สมเด็จช่วงก็จะได้รู้และพิจารณาเรื่องต่างๆ แต่หากไม่ผิดข้อกล่าวหาก็จะตกไป
นอกจากการออกมาเคลื่อนไหวของฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายคัดค้านแล้ว ในขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ก็มีการเผยแพร่ข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ผิดให้เกิดขึ้นกับการดำเนินการทางข้อกฎหมาย
โดยการหยิบยกเอาคดีรถหรูจดประกอบของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มาบิดเบือนให้ข้อมูลเท็จว่าดีเอสไอนั้นกำลังจะเข้าไปยึดรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยอ้างแหล่งข่าวว่ามาจากกลุ่มไลน์สถาบันปัญญานันทะ ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44 สั่งการ DSI ประสานกำลังทหาร ตำรวจ กว่า 100 นาย เตรียมบุกจู่โจมวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อสอบสวนปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง
โดย ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกมาชี้แจงแล้วจากกรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยังกล่าวอีกว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดนั้น ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มาตรา
14 (1) (2) ฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงทำความเข้าใจกับสาธารณชนให้ทราบโดย ทั่วกันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ให้ DSI ปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าว และ DSI ก็มิได้มีการประชุมลับ หรือเตรียมการจะปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยกรณีที่มีการสร้างข่าวเท็จขึ้นนี้ อาจเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พระพุทธอิสระ ได้ยื่นเรื่องขอให้ DSI ตรวจสอบการครอบครองรถยนต์ที่นำเข้ามาจากนอกราชอาณาจักรของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่แล้ว
เนื่องจาก DSI อยู่ระหว่างการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบที่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำนวนกว่า 5,000 คัน ซึ่งก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวนว่ามีความเป็นมาอย่างไร โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางเอกสารกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อันเป็นขั้นตอนปกติในการปฏิบัติงานและเหมือนกับกรณีอื่นๆ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบ และขอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มบุคคลที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จบนระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
DSI จึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชนทุกท่านเพื่อทราบข้อเท็จจริงและขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานราชการ และข้อมูลข่าวสารบนระบบอินเตอร์เน็ต มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง และการที่ท่านเผยแพร่ต่อซึ่งข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จก็อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (5) ฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อันเป็นเท็จด้วย โดยกรณีนี้ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษผ่านช่องทางต่างๆโดยตรง จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นความจริง ขอบพระคุณ
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเราก็จะย้อนกลับไปทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปที่ ดีเอสไอ จะเข้ามาตรวสจสอบรถหรูจดประกอบซึ่งเป็นรถที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้การตรวจสอบพบว่ามีรถที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย มากกว่า 5,000 คัน และรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ก็เป็น 1 ในนั้นซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าผิดกฎหมายหรือไม่
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ แถลงข่าวกรณีรถยนต์จดประกอบจากกรณีมีผู้ยื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอตรวจสอบทรัพย์สินของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่นั้น จากการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบกว่า 6,757 คัน
พบว่ามีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ เมอร์เซเดส เบนซ์ทะเบียน ขม 99 กทม. 1คัน โดยจดทะเบียนวันที่ 26 ส.ค. 2554 ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2
แต่ปัจจุบันได้แจ้งยกเลิกการใช้อย่างถาวรรถคันดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2556 และอีก1 คันที่รถยนต์ จากัวร์ ทะเบียน กท 1562 สระบุรี จดทะเบียน11/05/2555 สำนักขนส่งสระบุรี ผู้ครอบครองคือ พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม
ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะตรวจสอบถึงรายละเอียดกระบวนการนำเข้า ของรถยนต์ทั้งสองคันก่อน จึงยังไม่มีการเข้าสอบถามรายละเอียดกับผู้ครอบครองรถ
พ.ต.ท.กรวัชร กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบ ในล็อตแรก กว่า 400 คัน ได้ส่งรายละเอียดให้กับกรมศุลกากรดำเนินการตรวจสอบแล้วซึ่งหากพบว่าผิดก็จะเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง อย่างไรก็ตามจะต้องมีการเรียกเจ้าของรถหรูทั้ง2คันมาตรวจสอบต่อไป
