ประธานกรรมการร่างฯย้ำเอง !! "มีชัย" ชี้ รธน. เน้นสิทธิประชาชน..โปร่งใส-ไร้ทุจริต !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th

กลับเข้ามาในช่วงนี้ไปตามกันที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยวันนี้เข้าสู่วันสุดท้าย 7 วัน 7 คืน ของการถกร่างรธน.รายมาตรานอกสถานที่ รวม 261 มาตรา พร้อมเตรียมเขียนบทเฉพาะกาลต่อที่ กทม.

 

การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา เป็นวันที่ 7 ซึ่งถือเป็นวันสุดท้าย โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในการประชุมในช่วงเช้า เป็นการให้กรรมการฯทบทวนเนื้อหาการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่ได้พิจารณาในเบื้องต้น ตั้งแต่วันที่ 11-16 ม.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวน 261 มาตรา ใน 13 หมวด ซึ่งที่ประชุมจะยังไม่มีการพิจารณาในบทเฉพาะกาล โดย กรธ.จะนำไปพิจารณาต่อที่กรุงเทพฯ

ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) แถลงสรุปภาพรวมการประชุมกรธ.นอกสถานที่ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่ผ่านมา ว่า จุดแตกต่างของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มีสิ่งสำคัญคือเรื่องสิทธิประชาชน โดยเราพยายามทำให้สิทธิพื้นฐานเป็นสิทธิที่กินได้ เกิดผลอย่างจริงจัง เรากำหนดว่าการจะออกกฎหมายจำกัดสิทธินั้น ต้องไม่กระทบสิทธิมนุษยชนด้วย อีกทั้งเราจะกำหนดว่าการใช้สิทธิของบุคคลต้องนึกถึงหน้าที่ ผลกระทบต่อคนอื่น และความมั่นคงของชาติ เพื่อไม่ให้ใช้แต่สิทธิจนลืมนึกถึงหน้าที่ อีกเรื่องที่กรธ.เขียนแบบใหม่คือเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธซึ่งมีการเรียกร้องให้กำหนดเป็นศาสนาประจำชาตินั้น เราเขียนบังคับไว้ว่ารัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองไม่ให้ใครมาบ่อนทำลายได้ ส่วนกระบวนการในการเลือกตั้ง เราคิดว่าคะแนนทุกคะแนนต้องมีความหมาย เป็นการเฉลี่ยความสุขเพื่อให้เสียงข้างน้อยได้รับการเคารพนับถือและดูแล รวมทั้งนำไปใช้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

นายมีชัย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาเรื้อรังคือเรื่องการทุจริต ซึ่งร่างฉบับนี้ถูกเขียนไว้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตการเลือกตั้งที่มีบทลงโทษรุนแรง รวมทั้งเรื่องของการใช้งบประมาณที่เรากำหนดไว้ว่าใครทำแบบนั้นต้องพ้นจากหน้าที่ ถ้ารัฐมนตรีทำเอง ครม.ต้องไปทั้งคณะ ซึ่งอาจมีคนกล่าวหาว่าการทำอย่างนั้นจะทำให้รัฐบาลบริหารงานลำบาก ตนคิดว่าถ้ารัฐบาลบริสุทธิ์ใจ ก็ไม่ยากในการทำงาน นอกจากนี้เพื่อที่จะทำให้กลไกขจัดการทุจริตเกิดผลอย่างแท้จริง เราจึงให้องค์กรอิสระยกระดับให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ทำงานคล่องตัวมากขึ้น ทำหน้าที่ของตัวเองได้เลย และเชื่อมโยงระหว่างองค์กรอิสระทั้งหมด ส่วนการได้มาซึ่งส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมนั้น เราต้องการให้ส.ว.พ้นจากอำนาจพรรคการเมือง จึงกำหนดว่าส.ว.จะไม่ต้องอยู่ใต้พรรคการเมือง ขณะที่การสร้างความปรองดอง เราได้สอดแทรกเรื่องเหล่านี้ไปในหลายๆหมวด ทั้งในส่วนสิทธิประชาชน หมวดรัฐสภา และกลไกการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เกิดการสร้างความปรองดอง รวมถึงกลไกหกาเกิดขัดแย้งจะต้องไปที่ไหน มีช่องทางใดตัดสิน แบบนี้จะทำให้ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันเวลาเกิดความเห็นต่าง

ประธานกรธ. กล่าวว่า สำหรับเรื่องการปฏิรูป เราจะสอดใส่เอาไว้ไม่ได้พูดถึงการปฏิรูปโดยตรง เช่น เรื่องกฎหมายที่ต้องดูว่ากฎหมายล้าหลังไปหรือไม่ ส่วนเรื่องการปฏิรูปจริงๆ เรากำลังรอผลสรุปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ว่าจะมีอะไรใส่ลงไปได้บ้าง สิ่งที่เรากำหนดในรัฐธรรมนูญแล้วคือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนบทเฉพาะกาลเรายังทำไม่เสร็จ เราจะให้กรธ.ทุกคนกลับไปอ่านร่างทั้งหมดอีกครั้งก่อนกลับมาร่างในบทเฉพาะกาล โดยการนิรโทษกรรมให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คงมีเหมือนเดิมตามปกติโดยเป็นการรับรองสิ่งที่เขาทำว่าถูกหรือทำได้ แต่ต้องไม่รวมกับเรื่องที่ผิด เช่น การทุจริต เป็นต้น เมื่อถามว่ามั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ เมื่อถามต่อว่าควรจะเรียกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าอะไร นายมีชัย กล่าวทีเล่นทีจริงว่า ฉบับป้องกันการทุจริต

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายมีชัย ได้กล่าว ถึงประเด็นการเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญให้มีหน้าที่ในการตัดสินคดีหรือข้อสงสัยใดทั้งปวง ว่า ต้องตัดสินให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย แต่หากตัวบทกฎหมายยังเขียนไม่ชัดเจน ให้ตัดสินไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หากทั้งตัวบทกฎหมายหรือเจตนารมณ์ที่จะยกมาปรับแก่กับกรณีใดให้ตัดสินตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยได้ยกบทบัญญัติของมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ 2550 มาระบุไว้เพื่อให้การจัดวางบทบัญญัติมีความเหมาะสมกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการตัดสินบทบทบัญญัติตามประเพณีปกครองที่เคยมีมาจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากกรธ. ได้เขียนเนื้อหาที่ครอบคลุมเนื้อหาส่วนใหญ่แล้ว

ส่วนเมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองจนเกิดทางตันหรือเกิดภาวะรัฐล้มเหลวในร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า ช่วงที่เกิดขึ้นเกิดประเด็นว่ารัฐบาลอยู่หรือไม่ หากมีช่องทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ว่ารัฐบาลอยู่หรือไม่อยู่เรื่องก็จะจบ แต่ที่ผ่านมานั้นไม่มีช่องทางไป คือในร่างรัฐธรรมนูญเปิดช่องทางที่จะมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกว้างมากขึ้น หากมีปัญหาเกี่ยวกับองค์กรอะไรก็ให้สิทธิยื่นเรื่องได้ หากมีข้อสงสัย โดยไม่ต้องรอให้มีข้อโต้แย้งระหว่างอำนาจขององค์กรใดๆ

สำหรับเนื้อหาของหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กรธ. มีเงื่อนไขสำคัญ คือ
1.ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเนื้อหาหมวด1บททั่วไป, หมวด2พระมหากษัตริย์, หมวด13 หรือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือเกี่ยวด้วยคุณลักษณะ ลักษณะต้องห้ามของส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอิสระ ต้องผ่านการทำประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
โดยความสำคัญที่ครอบคลุมถึงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือเกี่ยวด้วยคุณลักษณะ ลักษณะต้องห้ามของส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้คุณสมบัติที่ทุกคนเห็นดีเห็นงาม และเป็นมาตรการป้องกันคนทุจริตเข้าสู่การเมืองหายไป แต่หากกรณีแก้ไขดังกล่าวผ่านการทำประชามติ ก็ให้แก้ไขได้

และ3.ให้ผู้มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมทั้งหมด ไม่ใช่พรรคใดพรรคนหนึ่งที่มีเสียงข้างมากแล้วจะแก้ไขได้ โดยในร่างบทบัญญัติกำหนดให้การเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นเสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา โดยมีเงื่อนไขคือ 1.ในวาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการ ต้องมีเสียงของส.ว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าต้องบังคับใช้ไปแล้วเท่าไรจึงจะแก้ไขได้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ จะมีผู้เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายมีชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งองค์กรควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองและคณะกรรมการยุทธศาสตร์และสร้างความปรองดองแห่งชาติ(คปป.) เหมือนในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ เพราะเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญได้มีกลไกแก้ไขปัญหาความปรองดองแล้ว

ด้าน นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ติดตามข่าวการร่างรัฐธรรมนูญที่ชะอำรายวัน และขอไว้อาลัยกับตรรกะและหลักการประชาธิปไตยในประเด็นต่างๆ เช่น นายกฯคนนอก ส.ว.ที่ประชาชนไม่ได้เลือก การให้องค์กรอิสระบางองค์กรมีอำนาจเหนือรัฐสภาและการให้กาบัตรเดียวแต่ยังคงมี ส.ส.สองประเภทเช่นเดิม ซึ่งหลายฝ่ายเตือนว่าไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนที่อาจต้องการเลือกตัวบุคคลและพรรคต่างกัน

แม้แต่เรื่องที่ชัดเจนขนาดนี้ ประชาชนคุ้นเคยการเลือกตั้งขนาดนี้ และไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้ กรธ.ยังกล้าสวนเหตุผลและหลักการและเสียงเรียกร้องจากเกือบจะทุกพรรคการเมือง โดยยืนยันว่าความคิดตนว่าใช้บัตรเดียวดีที่สุด

ทั้งนี้นายนภดล กล่าวต่ออีกว่า ขอถามว่าพวกท่านทำงานใหญ่ขนาดนี้ ตรรกะและหลักการไม่สำคัญเลยหรือ นอกจากนั้นประเด็นที่กำหนดว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยต้องได้คะแนนอย่างน้อยร้อยละ 10 จากพรรคต่างๆ เช่น ถ้าพรรค ก.มี ส.ส. 10 คน จะต้องได้คะแนนจาก ส.ส.พรรค ก.หนึ่งเสียงจึงจะสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

ถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งไม่เห็นด้วยเพียงหนึ่งคน การแก้รัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องตกไป ถ้าเป็นเช่นนี้จริงต้องถือว่าเงื่อนไขในการแก้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยนี้แปลกประหลาดที่สุดในโลกและขัดแย้งกับหลักการและจารีตประเพณีในระบอบประชาธิปไตย ทำให้เสียงข้างน้อยขี่คอเสียงข้างมาก และการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่สามารถกระทำได้เลย

กรธ.ควรสำนึกว่าการร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้เกิดภายหลังการรัฐประหาร และปกติการเขียนกติกามาบังคับกับคน 65 ล้านคนนั้นควรเป็นตัวแทนประชาชน รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรแก้ได้ตามสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องได้คะแนนจากทุกพรรคนั้นขัดหลักการการปกครองโดยเสียงข้างมากและเป็นเสมือนระเบิดเวลาในรัฐธรรมนูญที่ไม่มีประเทศพัฒนาใดในโลกทำกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นฉบับไทยแลนด์โอนลี่

ขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) แสดงความเห็นว่า ต่อไปควรมีแผนรับฟังความเห็นจากภาคฝ่ายต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตามกรอบเวลาวันที่ 30 มีนาคม กรธ.ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ ครม. ฉะนั้นจึงมีเวลาที่จะรับฟังความเห็นจากสาธารณะเพื่อปรับแก้ได้เพียง 2 เดือนเท่านั้นซึ่งถือว่ามีเวลาน้อยมาก

นายสุริยะใส ระบุต่อว่า สิ่งที่ กรธ.ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การเผยแพร่จุดเด่นและกลไกใหม่ๆในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าดีกว่าที่ผ่านๆ มาอย่างไร มีกลไกแก้ปัญหาความล้มเหลวทางการเมืองในด้านต่างๆอย่างไร และประชาชนจะได้ประโยขน์อะไร เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้การมีส่วนร่วมของประชาชนน้อยกว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 การรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกร่วมของประชาชนน้อยจะกลายเป็นจุดบอดให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติได้ และที่สำคัญกลุ่มการเมืองบางกลุ่มตั้งธงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญล่วงหน้าก็มีโดยนำเอาข้ออ่อนของร่างรัฐธรรมนูญมาโจมตีเป็นระยะๆจนทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและหวังผลบางอย่างทางการเมือง

ขณะเดียวกันจากผลสำรวจเกี่ยวกับประเด็นของร่าง รธน.ประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย โดยระบุว่าสามารถกำหนดกลไกแก้ปัญหาขัดแย้งได้ ขณะที่คิดว่าตัวสร้างความขัดแย้งของประเทศคือนักการเมืองโกง

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
โดยสาเหตุปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.67 ระบุว่าสาเหตุมาจากการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง
ร้อยละ 44.36 ระบุว่ามาจากการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานและมีการเลือกปฏิบัติ
ร้อยละ37.73ระบุว่ามาจากนักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายแต่ไม่ยอมรับว่าผิด
ร้อยละ31.97มองว่ามาจากการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการ
ร้อยละ 2.00ระบุว่าสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การแย่งชิงอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน การขัดแย้งผลประโยชน์การแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายและความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน

ส่วนสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่หมดไปนั้น พบว่าประชาชน ร้อยละ 64.19 ระบุว่าสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจกันแบบเอาชนะไม่มีใครยอมถอย
ร้อยละ 36.45ระบุว่ามาจากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆในสังคม
ร้อยละ28.54ระบุว่ามาจากการขัดแย้งส่วนตัวของผู้นำและกลุ่มการเมืองต่างๆในสังคม
ร้อยละ 10.39มองว่ามาจากการแทรกแซงทางการเมืองจากต่างประเทศ
ร้อยละ 1.28ระบุว่าสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การขัดแย้งผลประโยชน์ทางการเมือง การแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายของคนในชาติการทุจริตคอร์รัปชันความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การเลือกปฏิบัติ ขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ล่าช้า

เมื่อถามถึงสื่อที่ชอบเสนอข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม พบว่าประชาชน
ร้อยละ 66.91 ระบุว่าสื่อโซเชียลมีเดีย
ร้อยละ 44.92 ระบุว่าสื่อโทรทัศน์
และร้อยละ 32.21 ระบุว่าสื่อหนังสือพิมพ์

ส่วนการกำหนดกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งขึ้นเป็นการเฉพาะในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างผู้คนหรือกลุ่มคนที่มีอยู่ในขณะนี้นั้น พบว่าประชาชนส่วนใหญ่
ร้อยละ 78.42 ระบุว่าเห็นด้วยในการกำหนดกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
ขณะที่ร้อยละ 14.71 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 6.87 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ