- 17 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
มาติดตามกันที่ประเด็นการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยแนวทางที่ภาครัฐดำเนินการ เห็นผลชัดว่าเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ราคารับซื้อในตลาดมีการขยับตัวสูงขึ้น หลังจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราถูกพ่อค้าคนกลางกดดันราคามาโดยตลอด
ระดับราคายางที่มีความเปลี่ยนแปลงในรอบเดือนม.ค. พบว่ามีการปรับตัวสูงขึ้นทันทีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ประกาศเดินหน้ามาตรการให้รัฐมนตรีว่าการ 8 กระทรวงกำหนดแผนปฏิบัตินำยางพาราไปใช้เป็นองค์ประกอบการดำเนินโครงการ ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2559 จนนำมาซึ่งการทำให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เห็นความสำคัญของการนำยางพาราไปใช้เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ และลดการพึ่งพายอดส่งออกเหมือนในยุคสมัยอดีตที่ผ่านมา
โดยเฉพาะราคาเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ปรากฏว่าราคาน้ำยางสด ที่ตลาดกลาง อ.หาดใหญ่ ได้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 34.00 บาทต่อกิโลกรัม จากวันที่ 30 ธ.ค. 2558 ยังอยู่ในระดับเพียง 30.00 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นดิบ ราคาล่าสุดอยู่ที่ 38.27 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2558 ที่ 35.80 บาทต่อกิโลกรัม และ ราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 41.15 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2558 ที่ 37.12 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภายหลังรัฐบาลประกาศรับซื้อยางพาราแผ่น ดิบในราคา กก.ละ 45 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. นั้น โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ทิศทางราคายางพาราในประเทศเริ่มกระเตื้องดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง โดยให้เกษตรกรชาวสวนยางนำยางมาขายให้รัฐบาลโดยตรงเลย ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้พ่อค้าคนกลางต้องดิ้นรนไปควานหาซื้อน้ำยางสดมาเก็บไว้ และเป็นผลทางอ้อมทำให้ราคาน้ำยางสดยิ่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปต่อเนื่อง
นายทศพล กล่าวด้วยว่า ผลอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ที่ราคายางมีการปรับตัวสูงขึ้น คือการที่ประเทศมาเลเซียกำลังขาดแคลนน้ำยางสดจำนวนมาก ทำให้มาเลเซียต้องเร่งกว้านหาซื้อน้ำยางสดจากไทย ก็ยิ่งทำให้แนวโน้มของราคาน้ำยางสดและยางแผ่นดิบกระเตื้องสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงถือเป็นโอกาสทองของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ทุกคนยอมรับว่าปัจจัยสำคัญมาจากแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่เดินทางมาถูกทางแล้ว
อย่างไรก็ตาม นายทศพลย้ำว่าถึงแม้ว่าแนวนโยบายของภาครัฐจะถูกต้องเหมาะสมสถานการณ์ แต่แกนนำชาวสวนยางกลุ่มต่างๆ ยังคงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการของโครงการต่าง ๆ ให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพื่อไม่ให้เหมือนกับโครงการมูลภัณฑ์กันชนที่ผ่านมา ซึ่งพลการรั่วไหลกันมากมายจนเกษตรกรชาวสวนยางไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากโครงการมูลภัณฑ์กันชน
และกับแนวทางการรับซื้อยางของภาครัฐก็ต้องติดตามการประชุมครม.ในวันที่ 19 ม.ค. ว่าหลักเกณฑ์รายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะแนวทางการรับซื้อน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย และยางแผ่นดิบ ด้วยเม็ดเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เซส) ของ กยท.การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ที่จะมีการสรุปเป็นหลักปฏิบัติที่ชัดเจนออกมาก่อนวันที่ 25 ม.ค. นี้ รวมถึงแนวทางการนำยางพาราชนิดต่าง ๆ ไปใช้ใน 8 กระทรวงเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ มีรายงานว่าเงินงบประมาณที่จะเอามารับซื้อยางพารา 1 แสนตันในครั้งนี้ จะดึงงบประมาณจากเงินสะสมค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เซส) ของ กยท. ทั้งหมด 31,000 ล้านบาท มาใช้การรับซื้อยางจำนวน 4,500 ล้านบาทเป็นเบื้องต้นก่อน ซึ่งตามข้อพ.ร.บ.การยางฯ รัฐบาลสามารถนำเงินเซสมาใช้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากตาม พ.ร.บ. การยางฯกำหนด ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลสามารถดึงเงินส่วนนี้มาใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือด้านยางพาราได้ ขณะที่ก่อนหน้านั้นหน่วยงานด้านความมั่นคง อย่างกองทัพบกได้กำหนดแนวทางการนำยางพาราไปใช้ในกิจการกองทัพแล้วหลายประเภท ตามคำสั่งของ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่สั่งการให้หน่วยงานในกองทัพบกพิจารณานำยางพาราไปใช้ผลิตสิ่งของและอุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ โดยเร็วที่สุด ทั้งการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพารากับผลิตภัณฑ์ , สิ่งอุปกรณ์ทางทหาร , เครื่องช่วยฝึก , รถยนต์ทหาร , อุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาลกองทัพบก
ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดให้นำยางพาราไปดำเนินการแปรรูปเพิ่มเติม อาทิ ใช้เป็นส่วนผสมในงานก่อสร้างซ่อมแซมถนน และเป็นวัสดุสำหรับงานฉนวนกันซึมในงานก่อสร้างของทหารช่าง หรือ ใช้ผลิตเป็นสิ่งอุปกรณ์ทางทหาร เช่น ที่นอนทหาร , ที่นอนผู้ป่วยในโรงพยาบาลทหาร , หมอน , รองเท้าผ้าใบ , รองเท้าทรงสูงครึ่งน่อง (รองเท้าฝึก) , ถุงมือยาง , ผลิตยางรถยนต์ทหาร เป็นต้น ซึ่งแผนงานทั้งหมดได้กำลังพลในกองทัพบกเร่งไปดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด
ทางด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกทม. พิจารณาแนวทางการนำยางพาราไปใช้ในการก่อสร้าง ซ่อมแซมงานสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ อาทิ โครงการปรับพื้นลานกีฬาด้วยยางพารา การก่อสร้างปรับปรุงผิวถนน ทางเท้า ของสำนักการโยธา การปรับสภาพสนามในโรงเรียนกทม.ทั้ง 438 โรงเรียนของสำนักการศึกษา เป็นต้น โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถรับซื้อยางพาราจากกลุ่มเกษตกรได้จำนวน 2,000 ตันเป็นเบื้องต้น
ซึ่งล่าสุด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่สวนวชิรเบญทัศ หรือ สวนรถไฟ เพื่อยืนยันแนวทางการดำเนินการนำยางพารามาใช้ในก่อสร้างโครงการของกทม. โดยเฉพาะในส่วนของการก่อสร้างทางจักรยานใหม่ระยะทาง 3.6 กิโลเมตร ซึ่งจะมีการนำยางพาราจำนวน 37 ตันมาใช้ดำเนินการ ภายใต้งบประมาณกว่า 20,880,000 บาท และมีระยะเวลาในการทำงานจนแล้วเสร็จประมาณ 180 วัน แบ่งออกเป็นงานเคลือบผิวถนนซึ่งจะใช้ยางพาราผสม 5 % ระยะทาง 2.056 กิโลเมตร นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงสะพาน , การสร้างสะพานริมเขื่อน รวมถึงการปรับปรุงสนามฟุตซอล สนามเด็กเล่นภายในสวนสาธารณที่จะใช้ยาง 100 %
อย่างไรก็ตามกับแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำของภาครัฐ ซึ่งดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยาว ที่ทุกฝ่ายกำลังร่วมมือร่วมใจผลักดันให้เป็นผลสำเร็จ ปรากฏว่าทางด้านพรรคเพื่อไทย โดยนายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวงในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เกิดประโยชน์กับเกษตรกรชาวสวนยางพารา
โดย นายวัฒนา อ้างว่ามาตรการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 ม.ค 2559 แม้ว่าดูเหมือนจะมุ่งช่วยชาวสวนยางทั้งประเทศ แต่แท้เข้าจริงคือการเลือกช่วยชาวสวนยางภาคใต้ เพราะยางในภาคอื่นๆ อยู่ในช่วงที่เรียกว่า "ปิดกรีด" อีกทั้งชาวสวนยางภาคใต้รายย่อยก็คงไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพารา มีมติให้รับซื้อยางแผ่นไม่รมควันชั้น 3 หรือยางแผ่นดิบในราคากิโลกรัมละ 45 บาท เบื้องต้นจำนวน 100,000 ตัน
ขณะที่ชาวสวนยางที่แท้จริงผลิตและขายน้ำยางกับขี้ยางหรือยางก้อนเป็นรายวัน ผู้ผลิตยางแผ่นจึงมีเฉพาะนายทุนหรือผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ที่สำคัญขณะนี้ยางอยู่ในมือพ่อค้าหมดแล้ว นายกฯเคยตำหนิสื่ออย่าติทหารทำงานไม่เป็น ครั้งแรกสูญเงินไป 6,000 ล้านบาทได้ยางราคา 4-5 กิโลกรัมต่อ100บาท มาตรการคราวนี้ชาวสวนยางรายย่อยก็ไม่ได้ประโยชน์อีก นายกฯคงต้องออกคำสั่งตามมาตรา 44 กำหนดให้ถือว่าแบบนี้คือ การทำงานเป็น
ขณะที่ชาวสวนยางที่แท้จริงผลิตและขายน้ำยางกับขี้ยางหรือยางก้อนเป็นรายวัน ผู้ผลิตยางแผ่นจึงมีเฉพาะนายทุนหรือผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ที่สำคัญขณะนี้ยางอยู่ในมือพ่อค้าหมดแล้ว นายกฯเคยตำหนิสื่ออย่าติทหารทำงานไม่เป็น ครั้งแรกสูญเงินไป 6,000 ล้านบาทได้ยางราคา 4-5 กิโลกรัมต่อ100บาท มาตรการคราวนี้ชาวสวนยางรายย่อยก็ไม่ได้ประโยชน์อีก นายกฯคงต้องออกคำสั่งตามมาตรา 44 กำหนดให้ถือว่าแบบนี้คือ การทำงานเป็น
ทั้งนี้ต้องถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่นายวัฒนา เมืองสุข ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาประเทศของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. อย่างรุนแรง โดยเฉพาะภายหลังจากการร้องขอศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งเพิกถอนการห้ามเดินทางออกนอกประเทศไม่เป็นผล
ขณะที่นายวัฒนา ในอดีตนั้น เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก่อนรัฐบาลทักษิณจะถูกคปค.เข้ายึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549
ส่วนประวัติในช่วงการทำงานของนายวัฒนา เคยถูกปปช.ชี้มูลความผิดกระทำผิดทางวินัยและอาญา ในช่วงดำรงตำแหน่งรมว.พาณิชย์ ร่วมกับพวกกระทำการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่ากว่า 6.6 พันล้านบาท แต่ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีเป็นที่สุดให้ยกฟ้อง ด้วยเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอเชื่อได้ว่านายวัฒนามีส่วนร่วมกระทำผิด
นอกจากนี้นายวัฒนา ในฐานะรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังถูกปปช.ชี้มูลผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญากรณีร่วมกันเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้าง
โครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ และมติปปช.ได้เสนอให้อัยการสูงสุดนำคดีเข้าเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 อีกด้วย
คงต้องติดตามแนวทางการแก้ปัญหาราคายางของภาครัฐต่อไปในสัปดาห์หน้าว่าจะล้มเหลวเหมือนคำปรามาสของนายวัฒนา เมืองสุขหรือไม่ อย่างไร แต่ด้วยข้อเท็จจริงของราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นขณะนี้ก็ต้องถือว่าเป็นทิศทางที่ดีสำหรับการทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราพอมองเห็นอนาคตได้บ้างไม่มากก็น้อย และถ้าภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการได้เป็นที่พอใจชาวสวนยาง ก็คงต้องย้อนกลับไปถามความคิดเห็นนายวัฒนาอีกครั้งว่าพอใจผลงานรัฐบาล และคสช.หรือไม่ อย่างไร
