- 17 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
กับสถานการณ์ที่ต้องจับตามองกับเรื่องของการก่อการร้าย เพราะอย่างล่าสุดเริ่มมีการสงสัญญาณจากกลุ่มไอเอสเข้ามาทุกขณะโดยจากการที่ทางการของมาเลเซียสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการของกลุ่มไอเอส ได้ 4 คน โดยสารภาพเตรียมแผนระเบิดฆ่าตัวตาย ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นคำสั่งจากซีเรีย
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย นายคาลิด อาบู บาการ์ เปิดเผยถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ผ่านทางทวิตเตอร์ แสดงความชื่นชมหน่วยปราบปรามก่อการร้ายที่สามารถจับกุมชายต้องสงสัยวัย 28 ปี ที่สถานีรถไฟเมื่อบ่ายวันที่ 15 มกราคม ยึดได้ทั้งอาวุธและเอกสารเกี่ยวกับกลุ่มไอเอส โดยชายมาเลเซียจากรัฐตรังกานูรายนี้รับสารภาพว่า กำลังวางแผนจะก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในมาเลเซียตามคำสั่งที่ได้รับจากสมาชิกไอเอสใน ซีเรีย
มีรายงานว่า ชายต้องสงสัยถูกจับตัวได้ที่สถานีรถไฟเซเตียวังซา ใกล้ตึกแฝดเปโตรนาสใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ชาวต่างชาตินิยมไปท่องเที่ยว ส่วนมีดและเอกสารไอเอส ยึดได้ที่บ้านพัก นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม ตำรวจยังได้จับกุมชาวมาเลเซียอีก 3 คน ซึ่งสองคนเป็นสามีภรรยา ต้องสงสัยเป็นสมาชิกไอเอสถูกเนรเทศมาจากตุรกีขณะพยายามจะข้ามพรมแดนเข้าไปในซีเรียเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนปีที่แล้ว
ก่อนหน้านี้ สื่อในมาเลเซียรายงานเมื่อต้นสัปดาห์ว่า วัยรุ่นชายวัย 16 ปี แต่งกายในชุดนักรบสุดโต่งใช้มีดจี้จับสตรีคนหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ผลการสอบสวนพบว่า วัยรุ่นรายนี้ได้รับอิทธิพลไอเอสผ่านสื่อสังคมออนไลน์และต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถลงมือก่อเหตุได้
ส่วนที่อินโดนีเซีย เว็บไซต์จาการ์ตา โกลบ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา หน่วยต่อต้านก่อการร้าย เดนซุส 88 บุกจับผู้ต้องสงสัย 11 คน ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทางตรงหรือทางอ้อม กับการโจมตีด้วยระเบิดฆ่าตัวตายและยิงกราด
ในย่านการค้ากลางกรุงจาการ์ตาเมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 2 คน และคนร้าย 5 คน โดยทุกคนที่ถูกจับกุมตัวได้หลังการโจมตีจาการ์ตานั้น ล้วนมีความเกี่ยวโยงไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับนายบาห์รุน นาอีม ชาวอินโดนีเซียที่ไปปักหลักอยู่กับไอเอสในเมืองรัคกา ทางเหนือซีเรีย ผู้ที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นคนบงการโจมตีครั้งแรกในนามไอเอสบนแผ่นดินอินโดนีเซีย
ก่อนหน้านี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย พล.ต.อ.บาโดรดิน ไฮติ กล่าวว่า ผู้ก่อการร้าย 5 คนที่เสียชีวิตแล้วในเหตุโจมตีจาการ์ตาเป็นเพียงสมุนภาคสนาม เชื่อว่าจะต้องมีเครือข่ายใหญ่สนับสนุนด้านการเงิน กำลังบำรุงและวัตถุ จึงเป็นเหตุให้ตำรวจยังต้องติดตามไล่ล่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดต่อไป
ทั้งนี้ ทางการอินโดนีเซีย ยังคงดูแลพื้นที่ตามชายแดนอย่างเข้มงวด หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย พร้อมทั้งติดตามไล่ล่าตัวผู้ที่จงรักภักดีต่อกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส โดย พล.ต.อ.บัดโรดิน ไฮติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดผยว่า ตำรวจจากหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีเมืองหลวงได้เพิ่มอีก 9 คน ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 12 คน
นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซีย กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมทุกคน มีความเกี่ยวข้องกับนายมูฮัมหมัด บาห์รุน นาอิม ชาวอินโดนีเซียที่ฝักใฝ่กลุ่มไอเอส และอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี รวมทั้งยังยึดของกลางที่มีทั้งปืน โทรศัพท์มือถือ และรถจักรยานยนต์ ขณะที่โฆษกตำรวจ กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 12 คนนี้ มีเป้าหมายโจมตีสัญลักษณ์ของชาติตะวันตก ทั้งยุโรปและสหรัฐฯ
ขณะที่ ฝ่ายความมั่นคงของไทยยังคงมาตรการเข้มงวดในการเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการก่อการร้ายจากกลุ่มหัวรุนแรง หลังจากเข้าโจมตีกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตามด้วยนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี และล่าสุดเพิ่งลอบวางระเบิด กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง มี คำสั่งเลขที่ 0007.33/5 ด่วนที่สุด ให้ทุกหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมความพร้อมป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่สำคัญ พร้อมทั้งจัดทำแผนเผชิญเหตุในการป้องกันและระงับการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมสถานที่สำคัญ เช่น ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ ศูนย์โทรศัพท์ สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานประกอบการภาคเอกชน ห้างสรรพสินค้า รวมทั้งสถานทูต สถานกงสุล และแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการป้องกันบุคคลสำคัญทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศที่ เข้ามา
นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบจัดกำลังลงพื้นที่หาข่าวความเคลื่อนไหวบุคคล กลุ่มบุคคลเป้าหมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือกระทำการที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว และเพิ่มการตั้งจุดตรวจจุดสกัดบุคคลและพาหนะต้องสงสัย เพื่อตรวจค้นอาวุธปืน วัตถุระเบิดและสิ่งของผิดกฎหมาย รวมทั้งสายตรวจประจำจุด สายตรวจเดินเท้า จัดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สายตรวจประจำจุดในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิงที่เป็นศูนย์รวมชาวต่างชาติ ตลอดจนโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ รวมถึงจะต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทหาร ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดกำลังออกตรวจร่วมในช่วงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม และให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าออกราชอาณาจักร
ด้าน พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัฒนา ยี่จีน รอง ผบก.น.3 เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.มีนบุรี เจ้าหน้าที่ทหาร และสุนัขตำรวจ ร่วมกันสนธิกำลังกว่า 30 นาย เข้าตรวจค้นหอพักไม่มีชื่อ เลขที่ 14, 31 ซอยราษฎร์อุทิศ 44/2 ถนนราษฎร์อุทิศ แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้ทำทะเบียนประวัติของผู้พักอาศัยไว้ทุกคน
ทั้งนี้การเข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย ที่คาดว่าคนร้ายอาจจะเข้ามาก่อวินาศกรรมได้ทั้งหอพัก ชุมชน สุเหร่า โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด บก.น.3 ได้ปูพรมตรวจค้นทุกสถานี อีกทั้งมุ่งเน้นให้ประชาชนที่อาศัยในชุมชนดังกล่าว หมั่นตรวจตราความเรียบร้อย สังเกต หากพบสิ่งผิดปกติหรือบุคคลแปลกหน้ามาแอบแฝงต้องรีบดำเนินการแจ้งให้ทราบโดยทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ หากปล่อยปละละเลยไป อาจจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของพี่น้องชาวไทยอย่างประเมินค่าไม่ได้
ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย ถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชน หลังเกิดเหตุระเบิด ที่ประเทศอินโดนีเซีย ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดูแลรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยประสานความร่วมมือกับ กองปราบปราม ตำรวจสันติบาล ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด พร้อมกล่าวย้ำด้านการข่าวก็ไม่พบกลุ่มก่อการร้ายไอเอสเคลื่อนไหวในไทย จึงขอประชาชนให้วางใจได้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มีมาตรการป้องกัน วางกำลังเข้มทุก ไม่เฉพาะแค่สถานทูตอินโดนีเซีย แต่สถานทูต สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน ก็วางกำลังเข้มเช่นกัน รวมถึงลงพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้มีคำสั่งกำชับ ทุกภาค ทุกจังหวัดดูแลความปลอดภัยให้เต็มที่
ส่วน ที่บริเวณด่านพรมแดนเบตง อ.เบตง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 33 ตำรวจภูธร และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเบตง ได้เพิ่มมาตรการกำลัง เจ้าหน้าที่และความเข้มข้นในการตรวจสอบบุคคล การตรวจค้นสัมภาระ และรถยนต์ โดยเฉพาะการตรวจสอบเอกสารหรือหนังสือ เดินทางของผู้ที่เดินทางเข้าออกระหว่างพรมแดน ในการสกัดกั้นอาวุธ และสิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนการลักลอบของบุคคลที่อาจใช้ช่องทางระหว่างชายแดน ในการเข้ามาสร้างสถานการณ์และก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ และเพื่อไม่ให้เข้ามายังพื้นที่ชั้น ในของประเทศได้ หลังจากเกิดเหตุระเบิด และกราดยิง กลางกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย
ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเบตงสนธิกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการตรวจเอกสารการเดินทาง บริเวณด่าน ตม.เบตงโดยคุมเข้มการเดินทางผ่านเข้า-ออก เพื่อป้องกันและสกัดกั้นกลุ่มที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการ ไอเอสที่จะเดินทางผ่านประเทศไทยไปยังประเทศอื่น เพื่อเป็นการป้องกันการใช้ทั้ง 2 ประเทศเป็นทางผ่าน
ส่วนบรรยากาศตามแหล่งท่องเที่ยวและในย่านเศรษฐกิจ ยังพบว่ามีการเพิ่มกำลังตำรวจจาก สภ.เบตง พร้อมด้วย ตำรวจ ท่องเที่ยว และกำลังภาคประชาชน ให้ความสำคัญในการดูแลรักษาความปลอดภัยตามแหล่งท่องเที่ยวและในย่านเศรษฐกิจอย่าง เข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังในการดูแลรักษาความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกอาคาร บริเวณที่จอดรถอย่างเข้มงวด
ขณะที่ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงใน จ.สงขลา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีมาตรการคุมเข้มในการตรวจสอบการเดินทางเข้าออกประเทศของชาวต่างชาติเช่นเดียวกัน โดยนอกเหนือจากการตรวจเข้มบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองใน จ.สงขลา ทั้ง 3 แห่ง ทั้งด่านพรมแดนสะเดา ด่านพรมแดนปาดังเบซาร์ อ.สะเดา และด่านพรมแดนบ้านประกอบ อ.นาทวี ทั้งนี้ ในส่วนของเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศทั้ง 3 ขบวน ที่เชื่อมต่อระหว่างไทย กับมาเลเซีย ทั้งขบวนกัวลาลัมเปอร์-หาดใหญ่ หรือ ขบวนบังกาวี ขบวนบัตเตอร์เวอร์ธ และขบวนปาดังเบซาร์-
หาดใหญ่ จะมีการตรวจสอบการเดินทางของชาวต่างชาติเช่นกัน โดยเฉพาะขาเข้าประเทศ ด้าน นายสมาน รักษาวงศ์ สารวัตรงานเดินรถแขวงหาดใหญ่ เปิดเผยว่า การเดินทางเข้าออกของผู้โดยสารรถไฟทั้งสามขบวน จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งสถานีปาดังเบซาร์ ทั้งฝั่งไทย และฝั่งมาเลเซีย ซึ่งเป็นมาตรการด้านความมั่นคงที่มีการปฏิบัติอย่างรัดกุมอยู่แล้ว แม้แต่ที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ก็จะมีเจ้าหน้าที่อีกชุดทั้ง อส. และตำรวจรถไฟ คอยคัดกรอง ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงและการข่าวอย่างใกล้ชิด
