- 18 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 18 มกราคม 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมก็ต้องถือว่าเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ได้เดินมาถึงจุดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายเข้มข้นอย่างแน่นอน ผมต้องเรียนนะครับว่าประเด็นทั้งสิ้นทั้งปวงก็อยู่ที่มหาเถรสมาคมได้ประชุมมีมติทั้ง ๆ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอเอาไว้แล้วว่าให้เดินเรื่องให้เรียบร้อยเสียก่อนให้ไม่มีความขัดแย้งเสียก่อน แต่ว่ามหาเถรสมาคมก็ยังประชุมโดยเฉพาะประชุมลับเพราะฉะนั้นเมื่อประชุมแล้วมติออกมาแล้วเรื่องจากที่ประเด็นยังอยู่ที่ต้นทางตอนนี้ก็เดินไปอยู่ที่กลางทางแล้ว หมายความว่ามีมติแล้วเป็นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์แล้ว
สถาพร : คือถ้าจะบอกกับสังคม น่าที่ของมหาเถรสมาคมจบแล้ว
สนธิญาณ : จบเรื่องนายกแล้ว คือโยนเผือกร้อนให้นายกแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เป็นเรื่องของการโยนเผือกร้อนเป็นเรื่องที่มหาเถรสมาคมตั้งใจให้เกิดเผือกร้อนขึ้นผมต้องเรียนแบบนี้ ความหมายก็คือว่ารู้อยู่แล้วนายกบอกว่าทำให้เรียบร้อยก่อน นายกจะไม่นำเสนอต้องย้ำว่ามหาเถรสมาคมรู้อยู่แล้ว แต่ว่าก็ยังประชุมนั่นก็คือยืนยันเจตนาของตัวเองว่าจะไปอีกทางไม่เกี่ยวกับนายกก็อาจจะตีความได้ว่าเป็นเรื่องระหว่างทางโลกกับทางสงฆ์ คณะสงฆ์ยืนยันเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ในมือของนายกวันนี้นายกก็ยังยืนยันว่าจะไม่นำเสนอขึ้นทูลเกล้าโดยเฉพาะย้ำในรายการพบประชาชนคืนความสุขเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พระเมธีธรรมาจารย์ยืนยันว่าขณะนี้พระทั่วประเทศเตรียมพร้อมแล้วก็คงจะได้เห็นม็อบพระในเร็ววันนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ ๆ ในประเทศนี้ม็อบพระการเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายในวันนี้เห็นชัดเจนขึ้นว่าเดินหน้าไปเรื่อย ๆ หมายถึงว่าเราจะเห็นภาพของความแตกแยกชัดขึ้นเป็นการแตกแยกระหว่างพระต่อพระคือพระที่เคลื่อนไหวสนับสนุน พระที่เคลื่อนไหวคัดค้าน เราจะเห็นประชาชนที่เคลื่อนไหวสนับสนุน ประชาชนที่เคลื่อนไหวคัดค้าน ในขณะนี้ก็รวมตัวกันในนามลูกศิษย์หลวงตามหาบัวซึ่งถือว่าเป็นคณะใหญ่เหมือนกันในการที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในขณะนี้แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงทำได้กันแต่ม็อบเพราะหลักสาระสำคัญก็ยังอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งยิ่งเคลื่อนมากผมเรียนเลยว่าพระเมธีธรรมาจารย์ต่อให้เอาพระมาเป็นหมื่นหรือแสนก็ยิ่งทำให้เข้าทางเหมือนท่านนายกว่า คือยังไม่เรียบร้อยเลย
สถาพร : คือยังเป็นปัญหาอยู่ ยังขัดแย้งอยู่
สนธิญาณ : ฉะนั้นจึงไม่ตั้ง จะทำอย่างไรต่อก็ต้องดูต่อว่าจะอดข้าวประท้วงไม่ฉันแล้ว หรือจะพระประท้วงได้ไหมหรือจะทำอย่างไร ทีนี้สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ก็คือนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวอย่างเรียกว่าใช้ประเด็นของการชุมนุมแล้วอีกทางหนึ่งที่รุนแรงไม่แพ้กันก็คือการใช้โลกโซเชียลและใช้ข้อมูลที่ไม่สร้างสรรค์โดยเฉพาะเว็บเพจเตือนเถิดชาวพุทธ
สถาพร : ก็เป็นเครือข่ายธรรมกายชัดเจนครับสำหรับเพจนี้
สนธิญาณ : ไม่สร้างสรรค์อย่างไรนั้น เพจอันนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าเขาหยิบยกตัวเลขมาและพยายามจะชี้ว่าวันนี้ความขัดแย้งในคณะสงฆ์เกิดขึ้นเพราะเรื่องนิกาย พยายามตอกย้ำให้เห็นว่าพระมหานิกายถูกกดขี่ในขณะที่พระธรรมยุตนิกายได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งดี ๆ เสมอมา
สถาพร : คือลากไปอีกประเด็นหนึ่ง
สนธิญาณ : กลายมาเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ธรรมยุตนิกายตั้งขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ ผมยกตัวอย่างเลยเขายกตัวอย่างให้เห็นว่าในขณะนี้มีวัดอยู่ประมาณ 33,000 วัด ในจำนวนวัดนี้เป็นวัดมหานิกาย 31,000 วัด เป็นวัดของธรรมยุต 2,000 วัด พระวันนี้มีอยู่ทั้งสิ้น 280,000 รูป เป็นพระในมหานิกาย 250,000 รูป เป็นพระธรรมยุตโดย 30,000 รูป ในสัดส่วน 10 ต่อ 1 แต่ว่าเนื่องจากว่าธรรมยุตแม้จะมีน้อยแต่ว่าถือกำเนิดโดยพระราชวงศ์ รัชกาลที่4 คือมีสิทธิพิเศษ
สถาพร : เขาบอกว่ามีสิทธิพิเศษแต่จริง ๆ แล้วต้องไปดูเรื่องของวัดปฏิบัติหรือเปล่าครับ
สนธิญาณ : ผมไม่ก้าวล่วงเรื่องพระว่าพระธรรมยุตปฏิบัติดีกว่าพระมหานิกายนะครับ พระมหานิกายก็ดี ๆ บอกว่ากลับไปดูให้ดีเมื่อหลวงพ่อประยุทธ์เดี๋ยวเตรียมข้อมูลไว้สำหรับคืนนี้ที่จะติดตามหลวงพ่อประยุทธ์ หลวงพ่อปัญญา ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติของแต่ละนิกายแต่ตอนตั้งพระธรรมยุตมาก็ได้หมายความว่ารัชกาลที่4 ทรงเห็นว่าพระในสมัยนั้นปฏิบัติเหลวไหล ผมเรียนว่าในรัชสมัยก่อนหน้านั้น สมัยกรุงธนบุรีหรือก่อนหน้านั้นก่อนสมเด็จพระสังฆราชจะนั่น หมายความว่าตอนนั้นอยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์ถอด สึก และสถาปนาอะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะสงฆ์ที่ยังไม่เป็นอริยะยังเป็นสมมติสงฆ์ก็ยังเป็นไม่แตกต่างจากคนธรรมดาเท่าไหร่ แต่ในภาวะที่ผมเรียนว่าเพจ "ตื่นเถิดชาวพุทธ" ได้พูดไปก็พยายามจะลำดับความถึงความแตกแยกแตกต่างไม่ได้รับความเป็นธรรมและไปนู่นเลยขนาดพูดว่าใช้คำว่าเปรียบเทียบว่า เคยเห็นไหมว่าพระมหานิกายประกาศตัวว่าเป็นอรหันต์อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นการสร้างประเด็นของความรุนแรงตอกย้ำเข้าไปทีนี้ต้องมาดูครับว่าในขณะที่พระหยิบยกเอาประเด็นของความขัดแย้งระหว่างนิกาย ความจริงแล้วเขาไม่ได้ถามเลยว่าประเด็นที่กำลังพูดว่าสังฆราชหรือไม่สังฆราชว่าพระบวชมาบวชเพื่ออะไร พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์บวชเพื่ออะไร บวชเพื่อจำได้ตำแหน่งโน่นนี่แล้วไม่ได้ตำแหน่งแล้วรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมอย่างนั้นหรือก็ไม่น่าจะใช่ พระพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบชัดเจนว่าพระองค์แสวงหาความหลุดพ้นจากการเป็นทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิด วันนี้คำสอนของพระพุทธองค์ที่สั่งสอนจนถึงปัจจุบันก็เพื่อสั่งสอนให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดจากวัฏสงสาร ถ้าจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดสำคัญเลยว่าจะต้องไม่ยึดติดในทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ร่างกายตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
สถาพร : ดังนั้นก้าวพ้นลาภยศสรรเสริญไป
สนธิญาณ : แม้แต่รูปกับนามทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างล้วนแต่เป็นสมมติทั้งสิ้นแม้แต่ร่างกายเรา ตำแหน่งก็ยิ่งจะเป็นเรื่องสมมติเสียด้วยซ้ำไป ยิ่งสมมติซ้ำเข้าไปกลายเป็นว่าวันนี้พระกำลังยึดติดกับปัญหาเรื่องตำแหน่งหรือไม่ตำแหน่งผมว่าความจำเป็นของตำแหน่งเพื่อใช้ปกครองแน่นอนล่ะครับจะให้ฆราวาสไปปกครองสงฆ์ก็ไม่ถูกต้องเพราะการปกครองของสงฆ์เป็นเรื่องของพระธรรมวินัยเป็นเบื้องต้นถึงเอากฎหมายเข้าไปดูหากว่าสงฆ์นั้นไม่เรียบร้อยเป็นเรื่องเป็นราว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านจะเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องหาความเป็นธรรมของท่าน ท่านก็ว่าไป แต่นั่นหมายความว่าความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นหลักเป็นหัวใจอันมั่นคงที่พระพุทธศาสนาได้ปักหลักอยู่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเสื่อมอย่างแน่นอน การโจมตีการให้ร้ายกันเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและทั้งสิ้นทั้งปวงเป็นเรื่องการยึดติดกับตำแหน่งซึ่งไม่ใช่เรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนหรือเป็นเรื่องอันสำคัญ ฉะนั้นก็มาดูกันครับว่านับตั้งแต่อาทิตย์นี้เป็นต้นไป ฝ่ายที่สนับสนุนซึ่งผมย้ำคำว่ามหาเถรสมาคมได้จุดประเด็นมาแล้วเพราะถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทยหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่นายกขอว่าให้จัดการให้เรียบร้อยก่อน ทางมหาเถรสมาคมก็คือคณะสงฆ์เสื่อมครับสรุปง่าย ๆ วันนี้ วงการสงฆ์ไทยถึงจุดเสื่อมจะถึงที่สุดหรือไม่ต้องจับตากันต่อไปครับ
