เกาะติด!! ปมตั้ง "สังฆราช" เดือด! - ย้อนรากเหง้าประวัติศาสตร์ศึก 2 นิกาย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


สถานการณ์ร้อนการตั้งแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ที่กำลังเป็นอยู่ ณ ขณะนี้ อาจะเป็นแค่เพียงการฉายภาพความขัดแย้งของสังฆมณทลในประเทศไทย ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ก็คือ ธรรมยุตินิกาย และมหานิกาย ที่ต่างช่วงชิงอำนาจการขึ้นไปดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายสงฆ์สมเด็จพระสังฆราชมาอย่างยาวนาว

 


เดิมนั้น คำเรียกแบ่งแยกพระสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทยออกเป็นมหานิกายและธรรมยุติกนิกายยังไม่มี เนื่องจากคณะพระสงฆ์ไทยในสมัยโบราณ ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งคณะธรรมยุตขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่พระสงฆ์ไทยนั้นล้วนแต่เป็นเถรวาทสายลังกาวงศ์ ทั้งสิ้น จนเมื่อพระวชิรญาณเถระ หรือเจ้าฟ้ามงกุฏ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ได้ก่อตั้งนิกายธรรมยุตขึ้นในปี พ.ศ. 2376 แยกออกจากคณะพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่เดิมซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในสมัยนั้น จึงทำให้พระองค์คิดคำเรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่เป็นสายเถรวาทลังกาวงศ์เดิมว่า พระส่วนมาก หรือ มหานิกาย

 


ข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ระบุจํานวนพระภิกษุ - สามเณร ประจําปี 2557

มหานิกาย
พระภิกษ 256,826 รูป
สามเณร 51,614 รูป
ธรรมยุตินิกาย
พระภิกษุ  33,189 รูป
สามเณร 6,804 รูป

 


ในอดีตที่ผ่านมาหากยึดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.2505 ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยตรงของพระมหากษัตริย์


พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.  2505

ให้ไว้ ณ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2505

มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

หลังจากนั้นก็มีความพยายามในการแก้ไขพรบ.คณะสงฆ์มาตรา 7 แต่จริงๆแล้ว นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่าง 2 นิกาย ที่พยายามช่วงชิงอำนาจกันมาโดยตลอด

 


ย้อนดูประวัติศาสตร์วงการสงฆ์ของไทย คงต้องกล่าวว่า มีความไม่ลงรอยกันระหว่างมหานิกาย และธรรมยุติกนิกายมาโดยตลอด นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4
รูปแบบการปกครองสงฆ์ของไทยสืบย้อนไปตามเส้นทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก คือสมัยสุโขทัย โดยแบ่งเป็นฝ่ายคามวาสีหรือพระบ้าน และอรัญวาสีหรือพระป่า แต่ละฝ่ายมีผู้นำของตนปกครองตามลำดับชั้น พอถึงสมัยอยุธยาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง

 


จวบจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระวชิรญาณภิกขุ ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมาได้สถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้นในปี 2379 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการปฏิรูปศาสนาด้วยแนวคิด  2 ประการ หนึ่ง-ต้องการปฏิรูปปรัชญาพุทธศาสนา ให้สอดคล้องกับแนวคิดการปกครองแบบใหม่เข้ามาพร้อมกับการล่าอาณานิคมที่ว่า ผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ คือผู้ที่ได้รับความยินยอมจากประชาชน รัชกาลที่  4 จึงนำพระไตรปิฎกมาตีความเป็นทฤษฎีอเนกชนนิกรสโมสรสมมติ สอง-ในแง่สังคมสงฆ์ ณ เวลานั้น รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าวงการสงฆ์โดยรวมย่อหย่อนด้านวินัยสงฆ์ จึงต้องการปฏิรูปโดยก่อตั้งนิกายธรรมยุติ แน่นอนว่า อีกด้านหนึ่งก็เพื่อเป็นฐานทางการเมืองของรัชกาลที่ 4 เองด้วย

 


แต่ขณะเดียวกัน ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างมหานิกาย ซึ่งเป็นพระส่วนใหญ่ที่มีอยู่ก่อน กับธรรมยุติกนิกาย ที่ยังคงทิ้งริ้วรอยความบาดหมางจวบจนปัจจุบัน

 


เหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าธรรมยุติกนิกายได้รับการก่อตั้งโดยรัชกาลที่ 4 เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ทำให้ธรรมยุติกนิกายได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าพระในมหานิกาย ทั้งที่มีจำนวนน้อยกว่า ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการออก พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ขึ้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำความไม่เสมอภาคระหว่าง 2 นิกาย เช่น การที่เจ้าคณะผู้เป็นธรรมยุติกนิกายสามารถปกครองฝ่ายมหานิกายได้ แต่เจ้าคณะผู้เป็นฝ่ายมหานิกายปกครองฝ่ายธรรมยุติกนิกายไม่ได้ หรือการที่เชื้อพระวงศ์จะต้องบวชเฉพาะในธรรมยุติกนิกายเท่านั้น เป็นต้น

 


ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มีพระสังฆราชมาจากธรรมยุติกนิกายตลอด เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จึงมีพระหนุ่มหัวก้าวหน้าในยุคนั้นที่เรียกว่า คณะปฏิสังขรณ์ ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นประชาธิปไตย จึงเข้าไปหานายปรีดี พนมยงค์ ทำให้เกิด พ.ร.บ.สงฆ์ ที่เป็นประชาธิปไตยในปี 2484 จากเดิมที่เป็นระบบมหาเถระสมาคมที่รัชกาลที่ 5 ตั้งขึ้น เปลี่ยนเป็นระบบสังฆสภาที่เลียนแบบการปกครองของรัฐ

 


แต่เมื่อถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ อีกครั้งในปี 2505 โดยรื้อฟื้นมหาเถระสมาคมขึ้นมา และมีการแก้ไขกฎหมายอีกครั้งในปี 2535

 


ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ความขัดแย้งอื้อฉาวในวงการสงฆ์ที่สำคัญคือกรณีการจำคุกพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) พระสายมหานิกาย เป็นเวลา 5 ปี ในข้อหาคอมมิวนิสต์

 


อย่างที่นำเรียนว่าตั้งแต่ต้นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ อีกครั้งในปี 2505 โดยรื้อฟื้นมหาเถระสมาคมขึ้นมา และมีการแก้ไขกฎหมายอีกครั้งในปี 2535

 


โดยเฉพาะในมาตรา 7 ที่ให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชต้องเข้าสู่กระบวนการและหลักของการพิจาณาโดยมหาเถรสมาคม
พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505

ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535

 


มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 


ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จ พระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 


ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงมีแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่มาจากมหานิกายคือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 นับจากนั้นเรื่อยมา การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชจะมีการสับเปลี่ยนกันระหว่างมหานิกายและธรรมยุติกนิกายฝ่ายละสมัย

 


กระทั่งเมื่อสิ้นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 ซึ่งเป็นฝ่ายธรรมยุติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวัฑฒโน) จึงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ซึ่งเป็นฝ่ายธรรมยุติเช่นองค์ก่อน ทั้งที่น่าจะเป็นฝ่ายมหานิกายที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 


ถึงปี 2545 เกิดความขัดแย้งในหมู่สงฆ์เกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยกลุ่มสนับสนุนนำโดยพระราชกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย มีแนวร่วมสำคัญคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ส่วนกลุ่มคัดค้านหลักคือกลุ่มของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด หนึ่งในประเด็นร้อนที่สุดขณะนั้นที่ฝ่ายหลังหยิบยกขึ้นมาคัดค้านคือประเด็นที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไขลิดรอนพระราชอำนาจแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชของพระมหากษัตริย์ ซึ่งด้านหนึ่งถูกมองว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างสองนิกาย เป็นเหตุให้ในปี 2546 ถึงกับมีความคิดเล็ดลอดออกมาว่า ควรให้มีสมเด็จพระสังฆราช 2 องค์จากทั้งสองนิกาย ซึ่งถูกต่อต้านอย่างหนัก

 


ความขัดแย้งดังกล่าวสงบลงชั่วคราว จนถึงกลางปี 2547 เมื่อสมเด็จพระญาณสังวรทรงอาพาธ และมีการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งประกอบด้วยสมเด็จพระราชาคณะ 7 รูป มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโน) เป็นประธาน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระสายหลวงตาบัวนำโดยลูกศิษย์-ทองก้อน วงษ์สมุทร ออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่าเป็นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 2

 


ปลายปี 2547 ส.ส.พรรคไทยรักไทย 70 คน ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช, ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หรือคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการแก้ไขมาตรา 7 และมาตรา 10 และการขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไม่ต้องถืออาวุโสตามสมณะศักดิ์ แต่ให้ถืออาวุโสตามพรรษา ซึ่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าแนวคิดการแก้กฎหมายเกิดจากการพูดคุยกับหลวงตาบัว ทว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนั้นไม่สำเร็จ เรื่องจึงเงียบไปอีกครั้ง

 


แต่แล้วความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็ถูกจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยเป็นการริเริ่มจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) กว่า 30 คน สาระสำคัญคือการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชจากความอาวุโสตามพรรษา มิใช่ตามสมณศักดิ์ ซึ่งก็ไม่สำเร็จอีกตามเคย

 


หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนั้นสำเร็จและสมเด็จพระญาณสังวรเกิดสิ้นพระชนม์ในคราวนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโน) พระสายมหานิกาย ซึ่งมีสมณศักดิ์สูงสุดในขณะนั้นก็จะพลาดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และเช่นกันหากกฎหมายแก้ไขสำเร็จ ว่าที่ผู้ที่จะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ตามความอาวุโสของสมณะศักดิ์ก็จะมิใช่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) พระสายมหานิกาย เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ

 


แต่จะเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) พระสายธรรมยุติ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร เนื่องจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) มีอาวุโสทางพรรษามากกว่าคือ 76 พรรษา ขณะที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) มีอายุพรรษาเพียง 68 พรรษา

 


 


 

 


ทั้งนี้หลังจากที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) มรณภาพด้วยภาวะไตวายเรื้อรังและติดเชื้อในกระแสเลือดที่โรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ลำดับของสมเด็จพระราชาคณะ เรียงลำดับความอาวุโสตามสมณศักดิ์ ดังนี้


1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ปธ.9) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (มหานิกาย) เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ แม่กองบาลีสนามหลวง ถือว่ามีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงที่สุดทุกด้าน ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ.2538 เกิดวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2468


2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร (ธรรมยุติกนิกาย) ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ.2544 เกิดวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2460


3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร (ธรรมยุติกนิกาย) ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ.2552 เกิดวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2470

4.สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร (ธรรมยุติกนิกาย) ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ. 2552 เกิดวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2479


5.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร (มหานิกาย) ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ. 2553 เกิดวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2473


6.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร (ธรรมยุติกนิกาย) ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ. 2553 เกิดวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2490


7.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการามวรวิหาร (มหานิกาย) ได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ. 2554 เกิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484

 


เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็จะเห็นว่าความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้นมีมาอย่างยาวนาน และยังสะท้อนภาพการต่อสู้ระหว่างมหานิกายและธรรมยุตินิกายจนถึงปัจจุบัน        

 


ทั้งนี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์จึงได้นำข้อมูลที่มีอยู่เกี่ยวกับการจัดตั้ง มหานิกาย ธรรมยุต จีนนิกาย และ อนัมนิกาย  มานำเสนอให้กับคุณผู้ชมได้รับทราบโดยพระฝ่ายมหานิกาย ทั่วทั้งประเทศไทยมี 31,890 วัด ธรรมยุต 1,987 วัด พระฝั่งมหานิกาย 256,826 รูป และ พระฝั่งธรรมยุต 33,189 รูป

โดยจากข้อมูลการจัดตั้งมหานิกาย ธรรมนิกาย จีนนิกาย และ อนัมนิกาย ทั่วทุกภาคของประเทศไทยจำนวน 6 ภาค


ซึ่งภาคกลางมี
วัดฝ่ายมหานิกาย 7,475 วัด
วัดฝ่ายธรรมยุต   413 วัด
วัดฝ่ายอนัมนิกาย 12 วัด
วัดฝ่ายจีนนิกาย   4 วัด
รวมทั้งหมดของภาคกลางจะมี 7,904 วัด
หากรวมแค่ วัดฝ่ายมหานิกายและวัดฝ่ายธรรมยุต จะมี 7,888 วัด


ซึ่งภาคเหนือมี
วัดฝ่ายมหานิกาย 5,630 วัด
วัดฝ่ายธรรมยุต   1,74 วัด
วัดฝ่ายจีนนิกาย   1 วัด
รวมทั้งหมดของภาคเหนือจะมี 5,805วัด
หากรวมแค่ วัดฝ่ายมหานิกายและวัดฝ่ายธรรมยุต จะมี 5,804 วัด


ซึ่งภาคใต้มี
วัดฝ่ายมหานิกาย 2,263 วัด
วัดฝ่ายธรรมยุต   236 วัด
รวมทั้งหมดของภาคใต้จะมี 2,499 วัด


ซึ่งภาคตะวันตกมี
วัดฝ่ายมหานิกาย 1,634 วัด
วัดฝ่ายธรรมยุต   110 วัด
วัดฝ่ายอนัมนิกาย 4 วัด
วัดฝ่ายจีนนิกาย   2 วัด
รวมทั้งหมดของภาคตะวันตกจะมี 1,750 วัด
หากรวมแค่ วัดฝ่ายมหานิกายและวัดฝ่ายธรรมยุต จะมี 1,744 วัด


ซึ่งภาคตะวันออกมี
วัดฝ่ายมหานิกาย 2,153 วัด
วัดฝ่ายธรรมยุต   155 วัด
วัดฝ่ายอนัมนิกาย 3 วัด
วัดฝ่ายจีนนิกาย   4 วัด
รวมทั้งหมดของภาคตะวันออกจะมี 2,315 วัด
หากรวมแค่ วัดฝ่ายมหานิกายและวัดฝ่ายธรรมยุต จะมี 2,308 วัด


ซึ่งภาคตะวันออก/เหนือมี
วัดฝ่ายมหานิกาย 17,167 วัด
วัดฝ่ายธรรมยุต   2,293 วัด
วัดฝ่ายจีนนิกาย   2 วัด
รวมทั้งหมดของภาคตะวันออก/เหนือ จะมี 19,462  วัด
หากรวมแค่ วัดฝ่ายมหานิกายและวัดฝ่ายธรรมยุต จะมี 19,460 วัด