จับตา!! ครม.ถกมาตรการซื้อ "ยางพารา" แสนตัน พรุ่งนี้!!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

มาถึงประเด็นความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำของภาครัฐ   เพราะแม้จะมีการสรุปเบื้องต้นถึงขั้นตอนการรับซื้อยางพาราจำนวน  1 แสนตัน  ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่นดิบ  แต่ในทางปฏิบัติยังมีรายละเอียดอีกหลายจุดที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ  

 

 

 


ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่าราคายางพาราในประเทศวันนี้ ( 18 ม.ค.)    ยังคงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำยางสด  ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่   ปรับขึ้นไปอยู่ที่  36.50  บาท ต่อกิโลกรัม   หรือเพิ่มขึ้นอีก  2  บาท  จากราคาสุดท้ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  ที่  34.00 บาทต่อกิโลกรัม    ส่วนราคายางแผ่นดิบ  อยู่ที่  38.47 บาทต่อกิโลกรัม  เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว  0.20 บาท   ที่  38.27 บาทต่อกิโลกรัม   และ ราคายางแผ่นรมควันชั้น  3 อยู่ที่  41.49 บาทต่อกิโลกรัม   เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว  0.34 บาท   ที่  41.15 บาทต่อกิโลกรัม 

 


ตามข้อบ่งชี้ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)   ซึ่งประเมินว่าการปรับขึ้นของราคายางในช่วงนี้เป็นผลโดยตรงจากมาตรการของภาครัฐที่จะเข้ารับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง จำนวน  1 แสนตันในราคานำตลาด    กอรปกับเป็นช่วงกำลังเข้าสู่ฤดูยางผลัดใบ  ทำให้ผลผลิตลดลง  ผู้ประกอบการจึงเร่งซื้อยางเพื่อส่งมอบคู่ค้าให้ทันตามกำหนด   แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามราคายางอย่างใกล้ชิด  เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากราคาตลาดล่วงหน้าโตเกียว    รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  และตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่าการส่งออกและการผลิตของจีนยังไม่ฟื้นตัว  ซึ่งอาจส่งผลทำให้ราคายางในประเทศปรับตัวลดลงได้ในระยะยาว   

 


ขณะเดียวกันตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีการประชุมบอร์ดกยท.เป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดกรอบการทำงานร่วมกัน รวมถึงแผนการรับซื้อยาง  1 แสนตัน   ก่อนนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.เพื่อขออนุมัติในวันพรุ่งนี้  ( 18 ม.ค.) 

 


โดยทางด้าน  พล.อ.ฉัตรเฉลิม  เฉลิมสุข  ประธานบอร์ด  กยท.     ระบุว่า บอร์ดกยท.พร้อมเดินหน้าดำเนินมาตรการตามนโยบายรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม    โดยเฉพาะโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง   ซึ่งบอร์ดกยท.ต้องเร่งรัดการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับเจ้าของสวนยาง   ผู้เช่าสวนยาง    ในจำนวน   900  บาทต่อไร่  และ   คนกรีดยาง   600   บาทต่อ     ไม่เกินรายละ  15  ไร่  ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ม.ค. นี้ 

 

         
รวมถึงยังต้องสรุปกระบวนการการรับซื้อยางจากเกษตรกรรายย่อยจำนวน   1   แสนตัน   ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างกยท .  องค์การคลังสินค้า (อคส.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)   เพราะถือเป็นอีกหนึ่งโครงการเร่งด่วนที่จะต้องทำอย่างรัดกุม   โดยเฉพาะข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการเงินของโครงการฯ นี้   ซึ่งบอร์ดกยท.ต้องกำหนดรายละเอียดเสนอให้ ครม. เห็นอย่างชัดเจนว่าจะใช้เงินในการบริหารจัดการ และทำขั้นตอนการปฏิบัติทำให้เงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง  ถึงมือเกษตรกรรายย่อยทุกรายได้อย่างไร 

 


 


 

ขณะที่ภายหลังการประชุมบอร์ดกยท.  มีรายงานว่า  แนวทางการรับซื้อยางพาราจำนวน  1 แสนตัน จะเป็นการซื้อตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อยโดยตรง  ทั้งยางแผ่นดิบ   น้ำยางสด  และยางก้อนถ้วย  ในจำนวนไม่เกิน  150 กิโลกรัมต่อราย โดยใช้สถานที่ที่เป็นสถาบันเกษตรกรโดยตรงและไม่ใช่สถาบันเกษตรกรเป็นจุดรับซื้อยาง    โดยนายสุรพล จารุพงศ์    โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ในฐานะคณะกรรมการพิจารณากระบวนการทำงานรับซื้อยางของ กยท.   ระบุว่า ในการรับซื้อยางจะเป็นไปตามบัญชี รายชื่อเกษตรกรสวนยาง  ที่เคยมาขายในจุดรับซื้อต่างๆ  โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง  ส่วนจุดรับซื้อจะมีประมาณ  3,000 จุด ได้แก่  ในโซนภาคเหนือ-ภาคอีสาน 1,000 จุด และภาคใต้ 2,000 จุด   โดยใช้จุดรับซื้อเดิมของ กสย.เดิมที่มีประจำในแต่ละท้องถิ่นและเกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการนำยางมาขายเป็นปกติ   รวมถึงอาจเพิ่มจุดย่อยในพื้นที่ห่างไกล  ให้เกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงกระบวนการซื้อขายยางของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง     โดยมีหน่วยทหารในพื้นที่ต่างๆ  เข้าร่วมดูแลความเรียบร้อยจุดรับซื้อทั้งหมด  และในส่วนองค์การคลังสินค้า (อคส.)  จะทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลการรับซื้อยางแต่ละประเภทให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด

 


ทางด้าน  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  และ หัวหน้าคสช. ได้พูดถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา   ซึ่งจะเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ ( 19 ม.ค.)    ว่าการดำเนินการทั้งหมดต้องไม่ทำให้กระบวนการรับซื้อยางพาราจากเงินกองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เซส)   เกิดปัญหาทางกฎหมาย  และรวมถึงไปสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง 

 


ทั้งนี้เงินงบประมาณที่จะมีการพิจารณานำมาใช้สำหรับการจัดซื้อยางพารา 1 แสนตัน      เป็นเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่กยท.จัดเก็บจากบริษัทส่งออกยางพารา    ตามมาตรา 47 ของพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย   พ.ศ. 2558     กำหนดว่า   “บุคคลใดส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร  ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมให้กยท.  ตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ  ว่าด้วยการส่งออกสินค้าไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร”    ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดอัตราจัดเก็บขั้นต่ำสุดที่  1.40 บาทต่อกิโลกรัม  และ สูงสุดที่  3 บาทต่อกิโลกรัม  ตามอัตราราคายางในขณะนั้น  และมียอดเงินสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ  3.1  หมื่นล้านบาท

 


และตามมาตรา 49 พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2558  กำหนดให้บอร์ดกยท.สามารถจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการใช้จ่ายใน  6 ประเภทสำคัญ  ดังนี้

          
1.ไม่เกินร้อยละ 10  เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของ กยท.

2.ไม่เกินร้อยละ 40  เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม  สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อการปลูกแทน     

3.ไม่เกินร้อยละ  35  เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม   สนับสนุน  และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง   สถาบันชาวสวนยาง   และ ผู้ประกอบกิจการยางในด้านการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต  การผลิต  การแปรรูป  การตลาด   และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับยางพารา   อุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นต้น   เและการรักษาเสถียรภาพราคา 35%
        
4.ไม่เกินร้อยละ  7  เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง
       
5. ไม่เกินร้อยละ  5   เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเงิน วิชาการ  การศึกษาวิจัย  และการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับยางพารา
      
6.ไม่เกินร้อยละ 3 เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

 


อย่างไรก็ตามแผนการรับซื้อยางจำนวน 1 แสนตันนี้ คงต้องติดตามว่าในการประชุมครม.วันพรุ่งนี้จะเห็นชอบหรือมีรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ ภายใต้ข้อห่วงใยของเครือข่ายเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของภาครัฐ เพื่อให้โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนยางพาราจริง ๆ