- 18 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
มาถึงประเด็นความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำของภาครัฐ เพราะแม้จะมีการสรุปเบื้องต้นถึงขั้นตอนการรับซื้อยางพาราจำนวน 1 แสนตัน ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่นดิบ แต่ในทางปฏิบัติยังมีรายละเอียดอีกหลายจุดที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ
ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่าราคายางพาราในประเทศวันนี้ ( 18 ม.ค.) ยังคงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาน้ำยางสด ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 36.50 บาท ต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นอีก 2 บาท จากราคาสุดท้ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ 34.00 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคายางแผ่นดิบ อยู่ที่ 38.47 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.20 บาท ที่ 38.27 บาทต่อกิโลกรัม และ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 41.49 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.34 บาท ที่ 41.15 บาทต่อกิโลกรัม
ตามข้อบ่งชี้ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งประเมินว่าการปรับขึ้นของราคายางในช่วงนี้เป็นผลโดยตรงจากมาตรการของภาครัฐที่จะเข้ารับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง จำนวน 1 แสนตันในราคานำตลาด กอรปกับเป็นช่วงกำลังเข้าสู่ฤดูยางผลัดใบ ทำให้ผลผลิตลดลง ผู้ประกอบการจึงเร่งซื้อยางเพื่อส่งมอบคู่ค้าให้ทันตามกำหนด แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามราคายางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยกดดันจากราคาตลาดล่วงหน้าโตเกียว รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่าการส่งออกและการผลิตของจีนยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งอาจส่งผลทำให้ราคายางในประเทศปรับตัวลดลงได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกันตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีการประชุมบอร์ดกยท.เป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดกรอบการทำงานร่วมกัน รวมถึงแผนการรับซื้อยาง 1 แสนตัน ก่อนนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.เพื่อขออนุมัติในวันพรุ่งนี้ ( 18 ม.ค.)
โดยทางด้าน พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานบอร์ด กยท. ระบุว่า บอร์ดกยท.พร้อมเดินหน้าดำเนินมาตรการตามนโยบายรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งบอร์ดกยท.ต้องเร่งรัดการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าสวนยาง ในจำนวน 900 บาทต่อไร่ และ คนกรีดยาง 600 บาทต่อ ไม่เกินรายละ 15 ไร่ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ม.ค. นี้
รวมถึงยังต้องสรุปกระบวนการการรับซื้อยางจากเกษตรกรรายย่อยจำนวน 1 แสนตัน ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างกยท . องค์การคลังสินค้า (อคส.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะถือเป็นอีกหนึ่งโครงการเร่งด่วนที่จะต้องทำอย่างรัดกุม โดยเฉพาะข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการเงินของโครงการฯ นี้ ซึ่งบอร์ดกยท.ต้องกำหนดรายละเอียดเสนอให้ ครม. เห็นอย่างชัดเจนว่าจะใช้เงินในการบริหารจัดการ และทำขั้นตอนการปฏิบัติทำให้เงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ถึงมือเกษตรกรรายย่อยทุกรายได้อย่างไร
ขณะที่ภายหลังการประชุมบอร์ดกยท. มีรายงานว่า แนวทางการรับซื้อยางพาราจำนวน 1 แสนตัน จะเป็นการซื้อตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อยโดยตรง ทั้งยางแผ่นดิบ น้ำยางสด และยางก้อนถ้วย ในจำนวนไม่เกิน 150 กิโลกรัมต่อราย โดยใช้สถานที่ที่เป็นสถาบันเกษตรกรโดยตรงและไม่ใช่สถาบันเกษตรกรเป็นจุดรับซื้อยาง โดยนายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะคณะกรรมการพิจารณากระบวนการทำงานรับซื้อยางของ กยท. ระบุว่า ในการรับซื้อยางจะเป็นไปตามบัญชี รายชื่อเกษตรกรสวนยาง ที่เคยมาขายในจุดรับซื้อต่างๆ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่วนจุดรับซื้อจะมีประมาณ 3,000 จุด ได้แก่ ในโซนภาคเหนือ-ภาคอีสาน 1,000 จุด และภาคใต้ 2,000 จุด โดยใช้จุดรับซื้อเดิมของ กสย.เดิมที่มีประจำในแต่ละท้องถิ่นและเกษตรกรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการนำยางมาขายเป็นปกติ รวมถึงอาจเพิ่มจุดย่อยในพื้นที่ห่างไกล ให้เกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงกระบวนการซื้อขายยางของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง โดยมีหน่วยทหารในพื้นที่ต่างๆ เข้าร่วมดูแลความเรียบร้อยจุดรับซื้อทั้งหมด และในส่วนองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลการรับซื้อยางแต่ละประเภทให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช. ได้พูดถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งจะเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ ( 19 ม.ค.) ว่าการดำเนินการทั้งหมดต้องไม่ทำให้กระบวนการรับซื้อยางพาราจากเงินกองทุนจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เซส) เกิดปัญหาทางกฎหมาย และรวมถึงไปสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้เงินงบประมาณที่จะมีการพิจารณานำมาใช้สำหรับการจัดซื้อยางพารา 1 แสนตัน เป็นเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่กยท.จัดเก็บจากบริษัทส่งออกยางพารา ตามมาตรา 47 ของพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 กำหนดว่า “บุคคลใดส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมให้กยท. ตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ ว่าด้วยการส่งออกสินค้าไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร” ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดอัตราจัดเก็บขั้นต่ำสุดที่ 1.40 บาทต่อกิโลกรัม และ สูงสุดที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม ตามอัตราราคายางในขณะนั้น และมียอดเงินสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท
และตามมาตรา 49 พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 กำหนดให้บอร์ดกยท.สามารถจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อการใช้จ่ายใน 6 ประเภทสำคัญ ดังนี้
1.ไม่เกินร้อยละ 10 เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของ กยท.
2.ไม่เกินร้อยละ 40 เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อการปลูกแทน
3.ไม่เกินร้อยละ 35 เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันชาวสวนยาง และ ผู้ประกอบกิจการยางในด้านการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต การแปรรูป การตลาด และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับยางพารา อุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราขั้นต้น เและการรักษาเสถียรภาพราคา 35%
4.ไม่เกินร้อยละ 7 เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง
5. ไม่เกินร้อยละ 5 เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการเงิน วิชาการ การศึกษาวิจัย และการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับยางพารา
6.ไม่เกินร้อยละ 3 เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง
อย่างไรก็ตามแผนการรับซื้อยางจำนวน 1 แสนตันนี้ คงต้องติดตามว่าในการประชุมครม.วันพรุ่งนี้จะเห็นชอบหรือมีรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ ภายใต้ข้อห่วงใยของเครือข่ายเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของภาครัฐ เพื่อให้โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนยางพาราจริง ๆ
