- 19 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
เป็นประเด็นติดตามกันต่อเนื่องมากว่าสัปดาห์กับการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบตามกรอบข้อเสนอของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายาง ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเป็นประธานแล้ว
โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการรับซื้อยางพาราเพื่อกระตุ้นตลาดการบริโภคในประเทศ มีสาระสำคัญว่าด้วยการอนุมัติจัดซื้อยางพาราในวงเงิน 4.5 พันล้านบาท และเป็นการจัดซื้อโดยตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางพารา ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.นี้เป็นต้นไป ในระดับราคา 45 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่นดิบ
ที่สำคัญก็คือเป็นอีกครั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงหลักการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำว่า ต้องการให้เม็ดเงินทั้งหมดถึงมือเกษตรกรโดยตรง ปราศจากการทุจริตในขั้นตอนการรับซื้อ และถึงแม้ภาครัฐจะใช้แนวทางการรับซื้อยางพาราในระยะนี้แต่ในภาพรวมยังคงแนวนโยบายมุ่งหน้าสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรยางพาราเป็นสำคัญ
ทางด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว. เกษตรและสหกรณ์ ระบุถึงมาตรการช่วยเหลือราคายางพาราว่า ขณะนี้ภาพรวมปริมาณการใช้ยางของแต่ละกระทรวง ยังไม่เรียบร้อย ที่ประชุมครม.จึงผลักดันให้ 8 กระทรวงกลับไปพิจารณาการใช้งบประมาณปกติในการจัดซื้อยางพาราตามนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรของนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมในสัดส่วน 14,000 ตัน ทั้งยางดิบ น้ำยาง ยางก้นถ้วย นอกเหนือจากการผลักดันการจัดซื้อยางล็อคแรกด้วยวงเงินงบประมาณไม่เกิน 4,500 ล้านบาทตามมติครม. ซึ่งจะเริ่มต้นเข้ารับซื้อในวันที่ 25 ม.ค. นี้เป็นต้นไป
ขณะที่พล.อ. ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการคสช. ได้เน้นย้ำแนวทางสนับสนุนมาตรการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางของรัฐบาล ว่า ได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ทำงานร่วมกับองค์การคลังสินค้า , การยางแห่งประเทศไทย ในการเข้ารับซื้อยางจากเกษตรชาวสวนยางพาราทุกภูมิภาคอย่างใกล้ชิดและเป็นไปตามรายละเอียดที่ภาครัฐกำหนด สำหรับการนำยางพาราจากการรับซื้อครั้งนี้ไปใช้ในหน่วยงานกองทัพให้มากขึ้น ทั้งการนำผลิตสิ่งอุปกรณ์จากยางพารา เช่น ที่นอนในหน่วยทหาร ยางรถยนต์ และการใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ
ส่วน พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ครั้งที่ 1/2559 ว่า มีข้อสรุปถึงการสนับสนุนมาตรการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรเป็นเบื้องต้น โดยการนำยางพารามาใช้ในการปรับปรุงถนน 37 เส้นทาง (ระยะที่ 2) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ในปีงบประมาณ 2559 ระยะทาง 148.14 กม. ด้วยปริมาณน้ำยางสดจำนวนทั้งสิ้น 812.9 ตัน
นอกเหนือจากหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ออกมาสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา ทางด้าน 8 กระทรวงที่เป็นหน่วยงานหลักในการนำผลผลิตยางพาราไปใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรม ก็มีความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินการเช่นกัน
โดยกรณีของกระทรวงมหาดไทย ทางด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยจะรับซื้อผลิตภัณฑ์จากยางพารามาแปรสภาพ โดยผู้ประกอบการจะต้องทำเป็นวัตถุสำเร็จรูปให้ได้ตามต้องการ โดยขั้นต้นจะประเมินจากลานกีฬาหรือศูนย์เด็กเล็กที่มีแล้วคำนวณออกมาเป็นปริมาณยาง ซึ่งน่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 50,000 ตันของยางแผ่นที่รมควันแล้ว
ส่วนกระทรวงกลาโหม โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการช่วยเหลือราคายางในส่วนของกระทรวงกลาโหมว่า ในปี 2559กระทรวงกลาโหม มีแผนใช้ยางประมาณ 6,000 ตัน แต่ในเบื้องต้นจะใช้ประมาณพันกว่าตันก่อน สำหรับการนำผลิตยางรถยนต์ ที่นอนยาง แต่ในอนาคตถึงปี 2560 อาจเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราได้ถึง 15,000 ตันในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับกำลังพลต่อไป
แต่ที่น่าสนใจก็คือ วันนี้( 18 ม.ค.) นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานชุมนุมสหกรณ์เกษตรอุตสาหกรรมยางแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าที่สุดแล้วรัฐบาลอาจไม่ต้องใช้เงินแทรกแซงราคายางพารา 4,500 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางพารา 100,000 ตันในราคานำตลาด 45 บาทหรือกิโลกรัมก็ได้ เพราะจนถึงวันที่ 25 ม.ค. ราคาตลาดในประเทศอาจขยับแซงหน้าราคาดังกล่าวได้ เนื่องจากราคาปัจจุบันเริ่มขยับขึ้นจากปลายเดือนที่แล้วอย่างมาก อาทิ ยางแผ่นดิบรมควันเคยอยู่ที่ 32 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ขยับเป็น 39 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว และกำลังขยับขึ้นเรื่อย ๆ เพราะยางในสต็อกมีน้อยและยางเริ่มปิดการกรีด ซึ่งน่าจะทำให้ราคายางมีโอกาสขยับขึ้นได้เรื่อย ๆ
นายอุทัยระบุด้วยว่าสิ่งที่ต้องการเห็นต่อจากนี้ ก็คือการที่รัฐบาลหันมาส่งเสริมการใช้ในประเทศอย่างจริงจัง ด้วยการแปรรูปยางเป็นอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและต้องทำให้ได้ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากทำไม่ได้ ก็คงไม่มีรัฐบาลไหนทำได้ เพราะต้องยอมรับราคายางที่ตกต่ำนอกจากตลาดโลกแล้ว ที่ผ่านมาพ่อค้าคนไทย และผู้ส่งออกต่างก็ช่วยกันกดราคาเพื่อสร้างผลกำไรทางธุรกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตยาง ก็คือ มาเลเซียซึ่งเริ่มต้นจากนโยบายการโค่นต้นยางเมื่อปี 2534 แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาง จนสามารถรักษาการเป็นแชมป์ส่งออกอุตสาหกรรมยางพาราอันดับ 1 ได้มาถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ถ้าพิจารณาจากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร พบว่าที่ผ่าน ๆ มาประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้ผลผลิตยางธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอัตราการเพิ่มที่น้อยมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับปริมาณการส่งออกกว่า 3 ล้านตันต่อปี
อาทิเช่นในปี 2554 กับผลผลิตยางธรรมชาติ 2.32 ล้านตัน พบว่ามียอดการส่งออกรวมกว่า 2.04 ล้านตัน และมีการนำใช้ประโยชน์ในประเทศเพียง 2.53 แสนตันเท่านั้น หรือในปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่ยางพาราไทยถึงยุคบูมสุดขีด ด้วยสนนราคายางแผ่นดิบ 104.66- 107.73 บาทต่อกิโลกรัม และต่อมารัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เดินหน้าผลักดันนโยบายโครงการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น 1 ล้านไร่ในปี 2547 จนผลผลิตยางธรรมชาติในปี 2547-2549 ก้าวกระโดดเป็น 2.99-3.14 ล้านตันต่อปี ข้อเท็จจริงก็คือ ทิศทางการส่งเสริมตลาดยางพาราของไทยกลับไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปแต่อย่างใด โดยปริมาณใช้ผลผลิตยางธรรมชาติของไทยขณะนั้น ยังคงเน้นพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นสำคัญ ด้วยตัวเลขปีละ 2.64 – 2.77 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการใช้ในประเทศมีสัดส่วนเพียง 3.19-3.21 แสนตัน เท่านั้น
และถึงแม้ในช่วงปี 2554 -2557 ที่ผลผลิตยางธรรมชาติเพิ่มเป็น 3.57 – 4.32 ล้านตัน แต่ดูเหมือนว่าทิศทางการนำยางพาราแปรรูปใช้ในประเทศ ยังคงอัตราไม่สูงนักเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออก โดยข้อมูลของ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร พบว่า ในช่วงปี 2554 – 2557 ไทยมีปริมาณการส่งออกยาง 2.95-3.77 ล้านตัน และมีการนำผลผลิตแปรรูปใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 4.87-5.41 แสนตัน
ถึงตรงนี้ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือผลสำเร็จของการเข้ารับซื้อยางภาครัฐจะเกิดขึ้นในระดับใด แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเป้าหมายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำให้อุตสาหกรรมกรรมยางพาราของไทย ทั้งการส่งออกและแปรรูปใช้ในประเทศมีความสมดุลมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา
