ดีเดย์ !! รัฐซื้อ "ยางพารา" ล็อตแรก 25 ม.ค.! สั่งทหารคุมเข้ม กันนายทุนตีเนียนหาช่องแทรก !!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th

เป็นประเด็นติดตามกันต่อเนื่องมากว่าสัปดาห์กับการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ซึ่งล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบตามกรอบข้อเสนอของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายาง  ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเป็นประธานแล้ว

 

โดยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการรับซื้อยางพาราเพื่อกระตุ้นตลาดการบริโภคในประเทศ มีสาระสำคัญว่าด้วยการอนุมัติจัดซื้อยางพาราในวงเงิน    4.5 พันล้านบาท  และเป็นการจัดซื้อโดยตรงจากเกษตรกรชาวสวนยางพารา ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.นี้เป็นต้นไป   ในระดับราคา 45 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับยางแผ่นดิบ

ที่สำคัญก็คือเป็นอีกครั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงหลักการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำว่า ต้องการให้เม็ดเงินทั้งหมดถึงมือเกษตรกรโดยตรง  ปราศจากการทุจริตในขั้นตอนการรับซื้อ  และถึงแม้ภาครัฐจะใช้แนวทางการรับซื้อยางพาราในระยะนี้แต่ในภาพรวมยังคงแนวนโยบายมุ่งหน้าสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรยางพาราเป็นสำคัญ

ทางด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว. เกษตรและสหกรณ์  ระบุถึงมาตรการช่วยเหลือราคายางพาราว่า  ขณะนี้ภาพรวมปริมาณการใช้ยางของแต่ละกระทรวง  ยังไม่เรียบร้อย  ที่ประชุมครม.จึงผลักดันให้ 8 กระทรวงกลับไปพิจารณาการใช้งบประมาณปกติในการจัดซื้อยางพาราตามนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรของนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมในสัดส่วน  14,000 ตัน      ทั้งยางดิบ  น้ำยาง   ยางก้นถ้วย     นอกเหนือจากการผลักดันการจัดซื้อยางล็อคแรกด้วยวงเงินงบประมาณไม่เกิน  4,500 ล้านบาทตามมติครม.    ซึ่งจะเริ่มต้นเข้ารับซื้อในวันที่ 25 ม.ค. นี้เป็นต้นไป

ขณะที่พล.อ. ธีรชัย  นาควานิช  ผู้บัญชาการทหารบก  ในฐานะ เลขาธิการคสช.   ได้เน้นย้ำแนวทางสนับสนุนมาตรการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางของรัฐบาล   ว่า ได้สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย  ทำงานร่วมกับองค์การคลังสินค้า  , การยางแห่งประเทศไทย ในการเข้ารับซื้อยางจากเกษตรชาวสวนยางพาราทุกภูมิภาคอย่างใกล้ชิดและเป็นไปตามรายละเอียดที่ภาครัฐกำหนด    สำหรับการนำยางพาราจากการรับซื้อครั้งนี้ไปใช้ในหน่วยงานกองทัพให้มากขึ้น   ทั้งการนำผลิตสิ่งอุปกรณ์จากยางพารา เช่น   ที่นอนในหน่วยทหาร   ยางรถยนต์   และการใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ

ส่วน  พล.อ.พิสิทธิ์  สิทธิสาร เสนาธิการทหารบก   ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.  กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)  ครั้งที่ 1/2559  ว่า   มีข้อสรุปถึงการสนับสนุนมาตรการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรเป็นเบื้องต้น  โดยการนำยางพารามาใช้ในการปรับปรุงถนน 37 เส้นทาง  (ระยะที่ 2) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา  ในปีงบประมาณ 2559   ระยะทาง 148.14 กม.  ด้วยปริมาณน้ำยางสดจำนวนทั้งสิ้น   812.9 ตัน

นอกเหนือจากหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ออกมาสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา   ทางด้าน  8 กระทรวงที่เป็นหน่วยงานหลักในการนำผลผลิตยางพาราไปใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรม  ก็มีความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินการเช่นกัน

โดยกรณีของกระทรวงมหาดไทย  ทางด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย  ระบุว่า   กระทรวงมหาดไทยจะรับซื้อผลิตภัณฑ์จากยางพารามาแปรสภาพ  โดยผู้ประกอบการจะต้องทำเป็นวัตถุสำเร็จรูปให้ได้ตามต้องการ  โดยขั้นต้นจะประเมินจากลานกีฬาหรือศูนย์เด็กเล็กที่มีแล้วคำนวณออกมาเป็นปริมาณยาง  ซึ่งน่าจะมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 50,000 ตันของยางแผ่นที่รมควันแล้ว

ส่วนกระทรวงกลาโหม โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม  กล่าวถึงการช่วยเหลือราคายางในส่วนของกระทรวงกลาโหมว่า ในปี 2559กระทรวงกลาโหม มีแผนใช้ยางประมาณ 6,000  ตัน แต่ในเบื้องต้นจะใช้ประมาณพันกว่าตันก่อน  สำหรับการนำผลิตยางรถยนต์ ที่นอนยาง แต่ในอนาคตถึงปี 2560  อาจเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราได้ถึง  15,000 ตันในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ  สำหรับกำลังพลต่อไป

แต่ที่น่าสนใจก็คือ วันนี้( 18 ม.ค.) นายอุทัย สอนหลักทรัพย์  ประธานชุมนุมสหกรณ์เกษตรอุตสาหกรรมยางแห่งประเทศไทย  ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าที่สุดแล้วรัฐบาลอาจไม่ต้องใช้เงินแทรกแซงราคายางพารา 4,500 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางพารา 100,000 ตันในราคานำตลาด 45 บาทหรือกิโลกรัมก็ได้   เพราะจนถึงวันที่ 25 ม.ค.  ราคาตลาดในประเทศอาจขยับแซงหน้าราคาดังกล่าวได้    เนื่องจากราคาปัจจุบันเริ่มขยับขึ้นจากปลายเดือนที่แล้วอย่างมาก     อาทิ   ยางแผ่นดิบรมควันเคยอยู่ที่ 32 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ขยับเป็น 39 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว  และกำลังขยับขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะยางในสต็อกมีน้อยและยางเริ่มปิดการกรีด  ซึ่งน่าจะทำให้ราคายางมีโอกาสขยับขึ้นได้เรื่อย ๆ

นายอุทัยระบุด้วยว่าสิ่งที่ต้องการเห็นต่อจากนี้  ก็คือการที่รัฐบาลหันมาส่งเสริมการใช้ในประเทศอย่างจริงจัง  ด้วยการแปรรูปยางเป็นอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและต้องทำให้ได้ในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หากทำไม่ได้ ก็คงไม่มีรัฐบาลไหนทำได้   เพราะต้องยอมรับราคายางที่ตกต่ำนอกจากตลาดโลกแล้ว  ที่ผ่านมาพ่อค้าคนไทย และผู้ส่งออกต่างก็ช่วยกันกดราคาเพื่อสร้างผลกำไรทางธุรกิจ    ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตยาง ก็คือ  มาเลเซียซึ่งเริ่มต้นจากนโยบายการโค่นต้นยางเมื่อปี 2534   แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยาง   จนสามารถรักษาการเป็นแชมป์ส่งออกอุตสาหกรรมยางพาราอันดับ 1 ได้มาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ถ้าพิจารณาจากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง  กรมวิชาการเกษตร  พบว่าที่ผ่าน ๆ มาประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้ผลผลิตยางธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอัตราการเพิ่มที่น้อยมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับปริมาณการส่งออกกว่า 3 ล้านตันต่อปี

อาทิเช่นในปี  2554  กับผลผลิตยางธรรมชาติ  2.32 ล้านตัน พบว่ามียอดการส่งออกรวมกว่า 2.04 ล้านตัน  และมีการนำใช้ประโยชน์ในประเทศเพียง 2.53 แสนตันเท่านั้น   หรือในปี  2546   ซึ่งเป็นช่วงที่ยางพาราไทยถึงยุคบูมสุดขีด    ด้วยสนนราคายางแผ่นดิบ  104.66- 107.73 บาทต่อกิโลกรัม   และต่อมารัฐบาลทักษิณ ชินวัตร  ได้เดินหน้าผลักดันนโยบายโครงการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น  1  ล้านไร่ในปี  2547   จนผลผลิตยางธรรมชาติในปี   2547-2549    ก้าวกระโดดเป็น 2.99-3.14 ล้านตันต่อปี   ข้อเท็จจริงก็คือ  ทิศทางการส่งเสริมตลาดยางพาราของไทยกลับไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปแต่อย่างใด   โดยปริมาณใช้ผลผลิตยางธรรมชาติของไทยขณะนั้น    ยังคงเน้นพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นสำคัญ  ด้วยตัวเลขปีละ 2.64 – 2.77 ล้านตัน   ขณะที่ปริมาณการใช้ในประเทศมีสัดส่วนเพียง    3.19-3.21  แสนตัน  เท่านั้น
 
และถึงแม้ในช่วงปี   2554 -2557     ที่ผลผลิตยางธรรมชาติเพิ่มเป็น 3.57 – 4.32  ล้านตัน  แต่ดูเหมือนว่าทิศทางการนำยางพาราแปรรูปใช้ในประเทศ  ยังคงอัตราไม่สูงนักเมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออก  โดยข้อมูลของ    สถาบันวิจัยยาง  กรมวิชาการเกษตร  พบว่า ในช่วงปี  2554 – 2557  ไทยมีปริมาณการส่งออกยาง  2.95-3.77  ล้านตัน  และมีการนำผลผลิตแปรรูปใช้ในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง  4.87-5.41 แสนตัน

ถึงตรงนี้ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือผลสำเร็จของการเข้ารับซื้อยางภาครัฐจะเกิดขึ้นในระดับใด แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเป้าหมายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำให้อุตสาหกรรมกรรมยางพาราของไทย  ทั้งการส่งออกและแปรรูปใช้ในประเทศมีความสมดุลมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา