- 20 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ยังคงอยู่กับประเด็นการแก้ไขราคายางพาราตกต่ำ และความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณเพื่อการจัดซื้อผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราซึ่งที่ประชุมครม.เห็นชอบหลักการไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้กับประเด็นดังกล่าว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้พูดถึงแหล่งที่มาของเงินสนับสนุนในการซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรอีกครั้ง ว่า เบื้องต้นทางสำนักงบประมาณ จะเป็นหน่วยงานจัดหางบประมาณ จำนวน 5,479 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางตามนโยบายรัฐบาล แบ่งเป็น
1.วงเงินรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรสวนยาง 4,500 ล้านบาท
2.ค่าจ้างแปรรูป ค่าขนส่ง 739 ล้านบาท
3.ค่าเก็บรักษายางพารา 150 ล้านบาท
4.ค่าดำเนินการของหน่วยงานตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 2 วงเงินรวม 90 ล้านบาท
และมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบหลักคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยมีหน่วยงานสนับสนุนอีก 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , องค์การคลังสินค้า (อคส.) , คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ สำนักงบประมาณ ซึ่งเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการส่วนหนึ่งมาจากเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยาง หรือ เงินเซส ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 จำนวนกว่า 300 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปี 2559 ของแต่ละกระทรวง รวมถึงสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย ธ.ก.ส.
ส่วนหลักเกณฑ์เกษตรกรที่จะเข้าโครงการรับซื้อยางพาราของภาครัฐในครั้งนี้ คือ
1.ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย 2558
2.ต้องมีบัญชีธนาคารกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)
เนื่องจากเมื่อเกษตรกรนำน้ำยางสด , ยางก้อนถ้วย และยางแผ่นดิบมาขาย เจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกข้อมูลลงในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และออกเป็นเอกสารให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจ่ายเงินให้เกษตรกรผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ภายใน 2 วัน
นอกจากนี้สิทธิ์ของเกษตรกรแต่ละรายที่เข้าร่วมโครงการ จะมีสิทธิ์ขายยางพาราได้ไม่เกินรายละ 15 ไร่ หรือ คิดเป็นปริมาณยางไร่ละ 10 กิโลกรัม รวมทั้งหมดไม่เกิน 150 กิโลกรัม ซึ่งกยท.จะตั้งจัดรับซื้อไว้ทั่วประเทศ 1,500 จุด โดยมีเจ้าหน้าที่กยท. , คสช. หน้าที่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยการดำเนินการทั้งหมดจะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิม คือ เริ่มดำเนินการรับซื้อภายในวันที่ 25 ม.ค. เป็นต้นไป
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีขบวนการนำยางในโครงการมูลภัณฑ์กันชน และยางในโครงการรัฐบาลเดิม เข้ามาเวียนเทียนขายในโครงการนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ยืนยันว่า ได้สั่งการให้กยท.เร่งรัดตรวจสอบสต็อกในโกดังของ กยท.ทั้งหมดทั่วประเทศ รวมทั้งสต็อกยางเอกชน ก่อนที่จะเปิดซื้อยางในวันที่ 25 ม.ค. แล้วเพื่อป้องกันการลักลอบนำยางมาขายโดยสวมสิทธิ์เกษตรกรสวนยาง และหลังจากรับซื้อยางจากเกษตรกรแล้ว จะเร่งนำไปยางส่งมอบให้ทั้ง 8 กระทรวงรับผิดชอบนำไปใช้ตามรายละเอียดที่เสนอ ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดพบว่าทั้ง 8 กระทรวงสามารถนำยางพาราไปใช้แปรรูปตามลักษณะงานของแต่ละกระทรวงได้ทันทีในงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 2 หมื่นตัน วงเงินโดยรวม 2 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยใช้ยางในงบปี 2560 ให้หมดอีก 8 หมื่นตันโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการชดเชยรายได้แก่ชาวสวนยางพารา และคนกรีดยางไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกินครัวเรือนเรือนละ 15 ไร่ พล.อ.ฉัตรชัย ยืนยันว่า มีเกษตรกรในฐานข้อมูลของ กยท. แล้ว 798,919 ครัวเรือน แบ่งเป็น
1.ชาวสวนและกรีดเอง 235,026 คน
2.คนกรีด 7,049 คน
3.ชาวสวนจ้างต่างด้าว 30,453 คน
โดยทั้งหมดนี้มีเกษตรกรที่ได้รับการรองรับสิทธิ์จากการขึ้นทะเบียนแล้ว 103,799 คน ซึ่ง กยท. จะประมวลข้อมูลส่งให้ ธ.ก.ส. ภายในวันที่ 21-22 ม.ค. ก่อนจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรในช่วงวันที่ 22-24 ม.ค. และคาดว่าจะได้รับเงินภายในวันที่ 25 ม.ค.นี้เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญนอกเหนือจากมาตรการภาครัฐ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินในโครงการสร้างความเข้มแข็งแก่เจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในมูลค่า 1,500 บาทต่อไร่ รวมถึงการรับซื้อยางแผ่นดิบในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม ที่จะต้องติดตามว่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ อย่างไร เป้าหมายของภาครัฐว่าด้วยการปฏิรูปโครงสร้างยางพาราของประเทศ ก็ยังเป็นคำถามข้อใหญ่ที่ทุกคนอยากรู้ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
โดยก่อนหน้านี้ รศ.ดร.อาซีซัน แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เคยสรุปความเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยางพาราไทย ว่า หลักการใหญ่ ๆ มาจากความไม่มีประสิทธิภาพในนโยบายการเพิ่มมูลค่ายางพาราของภาครัฐหลายยุคสมัยที่ผ่านมา
เนื่องจากรัฐบาลมักจะเน้นให้เกษตรกรพยายามลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มกำไร แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและไม่ตรงจุด เพราะโครงสร้างต้นทุนปัจจัยการผลิตมีมูลค่าเพียง ร้อยละ 15-20 ในขณะที่สัดส่วนของต้นทุนค่าแรงงานผลิตตลอดช่วงอายุยาง 25 ปี คิดเป็นตัวเลขที่สูงถึง ร้อยละ 65
หรือถ้าแยกย่อยลงในรายละเอียด โดยประมาณการของต้นทุนทั้งหมด สัดส่วนต้นทุนปุ๋ยบำรุง จะอยู่ที่ ร้อยละ 15 ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ ค่าที่ดิน และอื่น ๆ อีกร้อยละ 20 ของต้นทุนทั้งหมด แต่ขณะที่ต้นทุนการกรีดยางพารา เก็บน้ำยาง และทำยางแผ่นดินจะอยู่ที่ระดับ ร้อยละ 60.45 ดังนั้นถ้าจะแก้ไขเรื่องต้นทุนการผลิตให้ลดลง จึงต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร กับต้นทุนในส่วนของการบริหารจัดการแรงงานชาวสวนยางพารา เนื่องจากถ้าลดต้นทุนในส่วนนี้ได้ก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้อย่างตรงจุด
นอกจากแนวทางว่าด้วยการดูแลเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการของชาวสวนยางพารา เพื่อนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายแล้ว สถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ยังถือเป็นหน่วยงานต้นแบบในการคิดวิจัยโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทยในเชิงการเพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม
อาทิเช่น การจัดตั้งเครือข่ายเกษตรอุตสาหกรรมยางพารา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่าง
1.กลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์ ทำหน้าที่ลงทุนจัดตั้งโรงงานแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ยางพารา
2.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ย
ต่ำ ภายใต้โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา
3.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำหน้าที่ด้านวิชาการ โดยเฉพาะการ
วิจัยและพัฒนา รวมถึงการจัดหาตลาดในระยะยาว
4.รัฐบาล ทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์
จากโครงการไปใช้ในระยะแรก
ซึ่งชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล ถือเป็นเกษตรกรกลุ่มแรกที่สามารถนำผลผลิตยางในท้องถิ่นไปต่อยอดในการจัดทำแผ่นยางปูพื้นได้สำเร็จ นับจากการเริ่มต้นโครงการเมื่อเดือนมิ.ย. 2558 ด้วยปริมาณการผลิตแผ่นยางในพื้นที่ 100 ตารางเมตร ต่อวัน และปัจจุบันสามารถนำผลผลิตยางในพื้นที่มาแปรรูปให้มูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว รวมถึงยังก่อเกิดกระบวนการจ้างแรงงานอีกถึง 20 คน
ที่สำคัญขณะนี้โครงการดังกล่าวยังได้ต่อยอดไปยังอีกหลายพื้นที่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามการสนับสนุนของศอ.บต. ซึ่งอนุมัติงบประมาณปี 2558 จำนวน 50 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราจำนวน 2 โรง ที่ อ.บันนังสะตา และ อ.ยะหา จ.ยะลา ส่วนที่ จ.ปัตตานี ได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์จังหวัด ในการจัดหาเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยใช้โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมยาง ภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ส่งผลทำให้ภายในปี 2559 โรงงานที่ยะลาและปัตตานีจะสามารถผลิตแผ่นยางปูพื้น สำหรับสนามกีฬาหรือการใช้งานด้านต่าง ๆ ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตารางเมตรต่อวัน และทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นอีกไม่น้อยกว่า 100 คน
จากแนวทางการสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา มาถึงการกระตุ้นราคาซื้อขายในประเทศ และแนวทางการพัฒนาแปรรูปยางพาราที่เริ่มต้นในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องยอมรับว่านี่คือวิถีทางที่ถูกต้องในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยางพาราไทย และควรได้ขยายความในโอกาสต่อไป
