เกาะติด!! แก้ไขปัญหาราคา "ยางพารา" ตกต่ำ ถึงเวลาชัด! ต้องการปฏิรูปยางไทย !!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ยังคงอยู่กับประเด็นการแก้ไขราคายางพาราตกต่ำ  และความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณเพื่อการจัดซื้อผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราซึ่งที่ประชุมครม.เห็นชอบหลักการไปก่อนหน้านี้

 

 

 


ทั้งนี้กับประเด็นดังกล่าว  พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ  รมว.เกษตรและสหกรณ์   ได้พูดถึงแหล่งที่มาของเงินสนับสนุนในการซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกรอีกครั้ง ว่า  เบื้องต้นทางสำนักงบประมาณ   จะเป็นหน่วยงานจัดหางบประมาณ  จำนวน  5,479 ล้านบาท   เพื่อนำไปใช้ดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางตามนโยบายรัฐบาล  แบ่งเป็น

1.วงเงินรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรสวนยาง 4,500 ล้านบาท

2.ค่าจ้างแปรรูป ค่าขนส่ง 739 ล้านบาท

3.ค่าเก็บรักษายางพารา 150 ล้านบาท  

4.ค่าดำเนินการของหน่วยงานตามที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินร้อยละ 2  วงเงินรวม 90 ล้านบาท

 


และมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบหลักคือ  การยางแห่งประเทศไทย  (กยท.)  โดยมีหน่วยงานสนับสนุนอีก 4 หน่วยงาน   ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , องค์การคลังสินค้า (อคส.) , คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ สำนักงบประมาณ  ซึ่งเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการส่วนหนึ่งมาจากเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยาง หรือ เงินเซส ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2558 จำนวนกว่า 300 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณปี  2559  ของแต่ละกระทรวง  รวมถึงสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย ธ.ก.ส.

 


ส่วนหลักเกณฑ์เกษตรกรที่จะเข้าโครงการรับซื้อยางพาราของภาครัฐในครั้งนี้   คือ

1.ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.  ตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย 2558 

2.ต้องมีบัญชีธนาคารกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)

 


เนื่องจากเมื่อเกษตรกรนำน้ำยางสด , ยางก้อนถ้วย  และยางแผ่นดิบมาขาย  เจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกข้อมูลลงในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และออกเป็นเอกสารให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจ่ายเงินให้เกษตรกรผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ภายใน 2 วัน

 


นอกจากนี้สิทธิ์ของเกษตรกรแต่ละรายที่เข้าร่วมโครงการ  จะมีสิทธิ์ขายยางพาราได้ไม่เกินรายละ 15 ไร่  หรือ คิดเป็นปริมาณยางไร่ละ 10 กิโลกรัม   รวมทั้งหมดไม่เกิน 150 กิโลกรัม   ซึ่งกยท.จะตั้งจัดรับซื้อไว้ทั่วประเทศ 1,500 จุด   โดยมีเจ้าหน้าที่กยท.  ,   คสช. หน้าที่กระทรวงเกษตรฯ  กระทรวงมหาดไทย  รวมถึงยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ,  สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน   ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์ด้วย  โดยการดำเนินการทั้งหมดจะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิม  คือ  เริ่มดำเนินการรับซื้อภายในวันที่ 25 ม.ค.  เป็นต้นไป

 


ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า  อาจมีขบวนการนำยางในโครงการมูลภัณฑ์กันชน และยางในโครงการรัฐบาลเดิม   เข้ามาเวียนเทียนขายในโครงการนี้   พล.อ.ฉัตรชัย   ยืนยันว่า ได้สั่งการให้กยท.เร่งรัดตรวจสอบสต็อกในโกดังของ กยท.ทั้งหมดทั่วประเทศ    รวมทั้งสต็อกยางเอกชน   ก่อนที่จะเปิดซื้อยางในวันที่  25 ม.ค.  แล้วเพื่อป้องกันการลักลอบนำยางมาขายโดยสวมสิทธิ์เกษตรกรสวนยาง   และหลังจากรับซื้อยางจากเกษตรกรแล้ว  จะเร่งนำไปยางส่งมอบให้ทั้ง 8  กระทรวงรับผิดชอบนำไปใช้ตามรายละเอียดที่เสนอ     ซึ่งจากการสำรวจล่าสุดพบว่าทั้ง  8   กระทรวงสามารถนำยางพาราไปใช้แปรรูปตามลักษณะงานของแต่ละกระทรวงได้ทันทีในงบประมาณประจำปี   2559   จำนวน  2 หมื่นตัน  วงเงินโดยรวม 2 หมื่นล้านบาท  ส่วนที่เหลือจะทยอยใช้ยางในงบปี  2560   ให้หมดอีก 8 หมื่นตันโดยเร็วที่สุด

 


ขณะที่ความคืบหน้าโครงการชดเชยรายได้แก่ชาวสวนยางพารา  และคนกรีดยางไร่ละ 1,500 บาท   ไม่เกินครัวเรือนเรือนละ 15 ไร่   พล.อ.ฉัตรชัย  ยืนยันว่า   มีเกษตรกรในฐานข้อมูลของ กยท. แล้ว  798,919 ครัวเรือน   แบ่งเป็น

1.ชาวสวนและกรีดเอง   235,026  คน

2.คนกรีด 7,049 คน

3.ชาวสวนจ้างต่างด้าว 30,453 คน

 


โดยทั้งหมดนี้มีเกษตรกรที่ได้รับการรองรับสิทธิ์จากการขึ้นทะเบียนแล้ว 103,799 คน  ซึ่ง   กยท. จะประมวลข้อมูลส่งให้ ธ.ก.ส.   ภายในวันที่  21-22 ม.ค.  ก่อนจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรในช่วงวันที่  22-24 ม.ค.    และคาดว่าจะได้รับเงินภายในวันที่ 25 ม.ค.นี้เป็นต้นไป           

 


อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญนอกเหนือจากมาตรการภาครัฐ  ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินในโครงการสร้างความเข้มแข็งแก่เจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในมูลค่า 1,500 บาทต่อไร่  รวมถึงการรับซื้อยางแผ่นดิบในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม   ที่จะต้องติดตามว่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่  อย่างไร   เป้าหมายของภาครัฐว่าด้วยการปฏิรูปโครงสร้างยางพาราของประเทศ  ก็ยังเป็นคำถามข้อใหญ่ที่ทุกคนอยากรู้ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด 

 


โดยก่อนหน้านี้  รศ.ดร.อาซีซัน  แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   วิทยาเขตปัตตานี  ได้เคยสรุปความเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ   ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยางพาราไทย   ว่า  หลักการใหญ่ ๆ  มาจากความไม่มีประสิทธิภาพในนโยบายการเพิ่มมูลค่ายางพาราของภาครัฐหลายยุคสมัยที่ผ่านมา    

 


  เนื่องจากรัฐบาลมักจะเน้นให้เกษตรกรพยายามลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มกำไร   แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและไม่ตรงจุด    เพราะโครงสร้างต้นทุนปัจจัยการผลิตมีมูลค่าเพียง ร้อยละ 15-20 ในขณะที่สัดส่วนของต้นทุนค่าแรงงานผลิตตลอดช่วงอายุยาง   25  ปี  คิดเป็นตัวเลขที่สูงถึง  ร้อยละ 65   

 


หรือถ้าแยกย่อยลงในรายละเอียด   โดยประมาณการของต้นทุนทั้งหมด   สัดส่วนต้นทุนปุ๋ยบำรุง  จะอยู่ที่  ร้อยละ 15 ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์   ค่าที่ดิน  และอื่น ๆ อีกร้อยละ  20  ของต้นทุนทั้งหมด  แต่ขณะที่ต้นทุนการกรีดยางพารา เก็บน้ำยาง  และทำยางแผ่นดินจะอยู่ที่ระดับ    ร้อยละ  60.45  ดังนั้นถ้าจะแก้ไขเรื่องต้นทุนการผลิตให้ลดลง  จึงต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร    กับต้นทุนในส่วนของการบริหารจัดการแรงงานชาวสวนยางพารา   เนื่องจากถ้าลดต้นทุนในส่วนนี้ได้ก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้อย่างตรงจุด

 


นอกจากแนวทางว่าด้วยการดูแลเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการของชาวสวนยางพารา   เพื่อนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายแล้ว     สถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   วิทยาเขตปัตตานี  ยังถือเป็นหน่วยงานต้นแบบในการคิดวิจัยโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทยในเชิงการเพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม  

 

       
อาทิเช่น  การจัดตั้งเครือข่ายเกษตรอุตสาหกรรมยางพารา  5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่าง 
 

1.กลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์   ทำหน้าที่ลงทุนจัดตั้งโรงงานแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ยางพารา  


2.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  ทำหน้าที่สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ย
ต่ำ  ภายใต้โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา     


3.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ทำหน้าที่ด้านวิชาการ โดยเฉพาะการ
วิจัยและพัฒนา  รวมถึงการจัดหาตลาดในระยะยาว 


4.รัฐบาล  ทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์
จากโครงการไปใช้ในระยะแรก      

 

 

 


ซึ่งชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล   ถือเป็นเกษตรกรกลุ่มแรกที่สามารถนำผลผลิตยางในท้องถิ่นไปต่อยอดในการจัดทำแผ่นยางปูพื้นได้สำเร็จ   นับจากการเริ่มต้นโครงการเมื่อเดือนมิ.ย.  2558   ด้วยปริมาณการผลิตแผ่นยางในพื้นที่ 100 ตารางเมตร  ต่อวัน   และปัจจุบันสามารถนำผลผลิตยางในพื้นที่มาแปรรูปให้มูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว  รวมถึงยังก่อเกิดกระบวนการจ้างแรงงานอีกถึง  20   คน

 


ที่สำคัญขณะนี้โครงการดังกล่าวยังได้ต่อยอดไปยังอีกหลายพื้นที่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้  ตามการสนับสนุนของศอ.บต. ซึ่งอนุมัติงบประมาณปี  2558   จำนวน  50  ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราจำนวน  2 โรง ที่ อ.บันนังสะตา   และ อ.ยะหา  จ.ยะลา    ส่วนที่   จ.ปัตตานี ได้รับการจัดสรรงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์จังหวัด ในการจัดหาเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา  โดยใช้โรงงานต้นแบบอุตสาหกรรมยาง ภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   วิทยาเขตปัตตานี   ส่งผลทำให้ภายในปี  2559  โรงงานที่ยะลาและปัตตานีจะสามารถผลิตแผ่นยางปูพื้น สำหรับสนามกีฬาหรือการใช้งานด้านต่าง ๆ  ได้ไม่น้อยกว่า  1,000 ตารางเมตรต่อวัน  และทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นอีกไม่น้อยกว่า 100 คน 

 


จากแนวทางการสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา มาถึงการกระตุ้นราคาซื้อขายในประเทศ และแนวทางการพัฒนาแปรรูปยางพาราที่เริ่มต้นในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ต้องยอมรับว่านี่คือวิถีทางที่ถูกต้องในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยางพาราไทย และควรได้ขยายความในโอกาสต่อไป