- 21 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
อีกหนึ่งประเด็นปัญหาของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช คือการตีความข้อกฎหมาย นั่นก็คือมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ.2535 ว่าการที่มหาเถรสมาคมมีมติเสนอชื่อสมเจพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ.2535 มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ประเด็นของการตีความนั้นก็คือประโยคที่ระบุว่า ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม นั้น นายกรัฐมนตรีจะต้องเสนอชื่อของพระราชาคณะที่จะเป็นสมเด็จพระสังฆราชไปให้กับมหาเถรสมาคมก่อนหรือมหาเถรสมาคมสามารถเสนอชื่อได้เอง
ประเด็นการตีความดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ม.ค. นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมาย ม.7 ว่าหน่วยงานใดมีอำนาจในการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
เนื่องจากเห็นว่าตามเจตนารมณ์ของมาตรา 7 นั้น บัญญัติว่านายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณะศักดิ์สูงสุด ซึ่งเท่ากับกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มในการพิจารณาและเสนอนามของสมเด็จราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณะศักดิ์สูงสุดต่อมหาเถรสมาคมเพื่อให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แล้วจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล ไม่ใช่มหาเถรสมาคมจะเป็นผู้ริเริ่มหยิบยกขึ้นพิจารณาเสนอนามและลงมติเลือกเอง แล้วจึงเสนอนายกฯให้ทำหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเปรียบเทียบได้กับมาตรา 44ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่บัญญัติว่า หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอำนาจในการออกคำสั่ง ซึ่งย่อมหมายความว่าหัวหน้า คสช.ต้องเป็นผู้ริเริ่มเสนอเรื่องต่อ คสช.เพื่อให้ความเห็นชอบ
หรือกรณี พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน หรือกฎหมายอื่นๆ ที่บัญญัติว่านายกฯโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี การดำเนินการก็ต้องนายกฯเป็นผู้ริเริ่มนำเรื่องเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบ
ดังนั้นการที่มหาเถรสมาคมมีการประชุมวาระพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา และมีการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณะศักดิ์สูงสุดขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอนและไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจาณาปัญหาการปฏิบัติตามข้อกฎหมายของสำนักพระพุทธศาสนา ในฐานะเลขานุการของมหาเถรสมาคมที่นำมติดังกล่าวเสนอต่อนายกฯ ว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
อย่างไรก็ตามการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ก็ได้มีมติยืนยันว่าการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชโดยใช้มติของมหาเถรสมาคมนั้น เป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 อย่างถูกต้องแล้ว
นายกนก แสนประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ว่า ขั้นตอนที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือพศ.ส่งมติ มส.เรื่องการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชไปยังรัฐบาลนั้น พศ.พิจารณาแล้วว่าถูกต้องตามกฎหมาย
แต่ภายหลังจากนี้รัฐบาลอาจดูความรอบคอบ โดยนำเอาข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.สงฆ์ในอดีต เช่น พ.ร.บ.สงฆ์ ร.ศ.121 พ.ร.บ.ปกครองสงฆ์ พ.ศ.2485 รวบทั้งธรรมเนียมตามโบราณประเพณีมาประกอบการพิจารณา จึงขอให้ชาวพุทธสบายใจได้ว่า การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเรื่องของพระสงฆ์พิจารณา รัฐบาลโดย พศ.ในฐานะเลขาธิการ มส. จะนำมติ มส.มาหารือในที่ประชุม พศ.ก่อนนำความเห็นเสนอต่อนายกฯ เรื่องดังกล่าวเหมือนกระบวนการเขียนกฎหมายเรื่องอื่นๆ กระบวนการก่อนให้นายกฯ ลงนามต้องมีมาก่อน ไม่ใช่ให้นายกฯ เขียนเรื่องหรือเป็นต้นเรื่องเอง
เมื่อ มส.มีมติเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชมาแล้ว เว้นแต่มีปัญหาเกิดขึ้น มิฉะนั้นมติ มส.คงอยู่ในขั้นตอนการเสนอนายกฯ ต่อไป และหากเกิดเรื่องใดๆ ขึ้นจริง คนนอกไม่มีสิทธิ์ตีกลับ หรือเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าว มส.เท่านั้นจะเป็นผู้พิจารณาเองว่าสมควรจะทบทวนมติ หรือพิจารณาเรื่องการเสนอชื่อใหม่หรือไม่
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 19 ม.ค. กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มบุคคลไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบกฎหมายคณะสงฆ์เรื่องอำนาจเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชเป็นของนายกรัฐมนตรี หรือมหาเถรสมาคม นั้น เป็นแผนถ่วงรั้งการแต่งตั้งสมเด็จวัดปากน้ำ ฝ่ายมหานิกายไม่ให้เป็นสมเด็จสังฆราช กลุ่มคนพวกนี้ ต้องการสร้างความวุ่นวาย ทั้งที่แนวทางปฏิบัติถูกวางไว้ให้คณะสงฆ์ปกครองกันเอง แต่คนพวกนี้เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีมีสิทธิ์เสนอชื่อ แล้วมส.เห็นชอบ นั่นเท่ากับให้คนธรรมดามามีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่ากับบ้านเมืองเข้าสู่กลียุค ใครทำ คือ มารครองเมือง เป็นความโง่ เลว แต่ตามขั้นตอนแล้ว มส. เลือกปฏิบัติตามกฎหมายคณะสงฆ์
นายจตุพร กล่าวว่า การพยามพลิกให้นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชก็ตาม แต่ มส. ก็พิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นผลลัพธ์จึงเท่าเดิม เพราะ มส. คงไม่เลือกคนอื่นต้องเอาตามบุคคลที่เข้ากับกฎหมายกำหนดไว้
จากประเด็นของการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกันนี้ ก็ต้องจับตาผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าจะชี้ออกมาอย่างไร ทำให้สถานการณ์การตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่นอกจากจะต้องรอผลของคดีรถหรูโดยดีเอสไอแล้ว ยังอาจต้องรอการวินิจฉัยของผู้ตรวจกรแผ่นดินอีกด้วย
