"สนธิญาณ"ชี้! "ปชป." ตัดสัมพันธ์"ชายหมู" สะท้อนรอยร้าวหนักในพรรค จับตาฝั่ง "สุขุมพันธุ์" พลิกเกมอย่างไร และเก้าอี้ "มาร์ค"จะยังมั่นคงหรือไม่?

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 


รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 22 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้


สนธิญาณ : สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ แฟนข่าวทีนิวส์จำนวนหนึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์เป็นคนที่รักอภิสิทธิ์เรียกว่าน่าจะเป็นจำนวนมาก ผมก็ต้องทบทวนเรื่องราวให้ดูนะครับ การแถลงคุณจุติ ไกรฤกษ์ กับคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ เมื่อวานนี้ย้ำนะครับว่าไม่ได้ขับจากการเป็นสมาชิกพรรค หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ยังเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ เขาใช้คำว่าตัดความสัมพันธ์ ความหมายคือไม่สังฆกรรม ไม่ร่วมเสวนา ไม่สนับสนุน ไม่เกี่ยวข้องเป็นการบอกให้สาธารณชนได้รับรู้ว่าคน ๆ นี้คนละพวกกันแล้วไม่เกี่ยวไม่ยุ่งกับพรรคประชาธิปัตย์แล้วนั่นเป็นวัตถุประสงค์สำคัญ ทำไมใช้คำว่าตัดความสัมพันธ์เพราะว่ากฎหมาย คสช. ห้ามพรรคการเมืองประชุมเมื่อพรรคการเมืองประชุมมีมติไม่ได้

 

 

สถาพร : ขอมติพรรคไม่ได้

 

 

สนธิญาณ : ซึ่งมติพรรคมีผลบังคับตามกฎหมายนักการเมือง ดังนั้นเมื่อประชุมไม่ได้ก็มีมติไม่ได้พรรคประชาธิปัตย์จึงใช้วิธีการหารือคณะกรรมการบริหารเพื่อซาวด์เสียงส่วนใหญ่ ถ้าประชุมจะผิดกฎหมายทันที ก็หารือกันและมีมติไม่ได้แต่มีความเห็นเสียงส่วนใหญ่ มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในกรณีของการที่จะตัดความสัมพันธ์หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่าให้ตัดความสัมพันธ์

 

 

สถาพร : มาถึงจุดนี้ได้อย่างไรครับ

 

 

สนธิญาณ : ผมเคลียร์ข้อกฎหมายข้อนี้ให้ท่านผู้ชมได้ชัดเจนก่อน ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องนี้ว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เราดูผิวเผินก็เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องแรกก็คือภาพลักษณ์ของหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์จะกระทบต่อพรรคแล้วเพราะมีเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกับความไม่ชอบมาพากลที่กรุงเทพฯทำ แม้จะไม่ได้โดยตัวของหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ แต่ในฐานะผู้ว่ากรุงเทพฯต้องรับผิดชอบนั่นเป็นเรื่องแรกครับ เรื่องที่สองก็คือหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ไม่ให้ความสำคัญกับพรรคทำอะไรตามอำเภอใจ แปลภาษาง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับตัดความสัมพันธ์พรรค เมื่อคุณไม่แคร์พรรค พรรคก็ไม่สนใจคุณ จะไปเกี่ยวข้องกับคุณทำไม เอาชื่อเสียงของพรรคไปเกี่ยวกับคุณทำไม บอกให้ประชาชนรับรู้ ก็มีคำถามที่ผมจะถามไปยังหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ และถามไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า แค่นี้หรือ ระหว่างที่คุณตัดความสัมพันธ์กันไปมาแล้วคุณมีความรับผิดชอบอะไรต่อประชาชนคนกรุงเทพฯที่เลือกหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ไปเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนที่เลือกหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯมีอยู่ 3 กลุ่ม  ใน 2 กลุ่มแรกคือ 1.ผู้ที่ชื่นชอบหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ เพราะเที่ยวนี้เป็นสมัยที่2 ก็ต้องมีคนชื่นชอบอยู่บ้าง 2. คือกลุ่มที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ 3.คือไม่ได้ชอบพรรคประชาธิปัตย์เลย แต่ไม่อยากให้อีกฝ่ายหนึ่งมาก็ตัดสินใจเลือกหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ นี่ก็เป็นบทเรียนของฟากฝั่งประชาชน และการตัดสินใจที่ว่าต่างฝ่ายต่างตัดความสัมพันธ์กันหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ก็ไม่ให้ราคาพรรค พรรคก็ตัดความสัมพันธ์แล้วแต่ความรับผิดชอบต่อประชาชนคนเลือกพวกคุณเข้าไป แต่ว่าตอนที่ให้เลือกคุณเป็นพวกเดียวกัน คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ ในภาพเห็นไหมตอนหาเสียงเดินตามหลังหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ ก็ชัดเจนครับว่ามีความมีความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างไร หรือแค่การตัดความสัมพันธ์เป็นความรับผิดชอบต่อประชาชนแล้วเพราะว่าไม่รู้จะทำอะไรได้ก็น่าเห็นใจว่าแค่นี้หรือที่เป็นความรับผิดชอบของพรรคประชาธิปัตย์ต่อประชาชนและชะตากรรมของคนหลายล้านคนในกรุงเทพฯ ต้องกลับมาดูครับว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว เมื่อเรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึกกันอย่างไรโปรดติดตามดังนี้ครับ บทบาทของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกคนกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามมาด้วยความเบื่อหน่ายอันนี้เรื่องจริงครับ

 

 

สถาพร : คนกลุ่มนี้คือคนในพรรคหรือครับ

 

 

สนธิญาณ : คนในพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามถึงคุณอภิสิทธิ์มาด้วยความเบื่อหน่ายในวิธีคิดและวิธีบริหารจัดการของคุณอภิสิทธิ์ ภาพรวมภาพใหญ่ที่เห็นชัดก็คือคุณอภิสิทธิ์นำพาพรรคในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน เวลานำพาพรรคฝ่ายค้านจะบอกว่าผมคัดค้านแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะทำ ข้อเสนอควรต้องทำอย่างนู้นอย่างนี้ เที่ยวนี้เลือกตั้งให้เลือกผม ชี้ข้อไม่ดีของฝ่ายตรงข้ามแล้วเสนอความหวังให้เห็นว่าถ้าผมเป็นรัฐบาลผมจะแก้อย่างไร ก็แพ้เลือกตั้ง คำว่าแพ้เลือกตั้งคือประชาชนเขาเชื่อพรรคเพื่อไทยมากกว่าว่าที่คุณคัดค้านผมก็เชื่อคุณเท่านี้ คนจะรักจะชื่นชอบจะเป็นแม่ยกคุณอภิสิทธิ์เท่าไหร่มันไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญตรงที่ลงคะแนนเสียง จู่ ๆ ได้เป็นรัฐบาลส้มหล่นในขณะที่คนเสื้อแดงพวกจตุพร พรมพันธุ์ บอกว่าเป็นรัฐบาลทหารไปตั้งในค่ายทหาร ผมย้ำว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสาระสำคัญ ประเด็นสาระสำคัญอยู่ที่คุณเนวิน ชิดชอบพลิกขั้วไม่พอใจคุณทักษิณที่หักหลังคุณสมัคร สุนทรเวช และจำกัดบทบาทของคุณเนวินจากที่เคยมีบทบาทคับพรรคเป็นพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคสายเลือดที่สองที่สืบทอดจากพรรคไทยรักไทย คุณเนวินก็พลิกขั้วมาหนุนคุณอภิสิทธิ์ คุณอภิสิทธิ์ได้ใช้เวลาในการบริหารแผ่นดิน จะมาบอกคนเสื้อแดงมาชุมนุมเพื่อจะได้ประท้วงเพื่อที่จะก่อผลงานไม่ได้หรอกครับ การจัดการกับคนเสื้อแดงก็เป็นผลงานอย่างหนึ่ง เพราะมีคนที่ทั้งชอบและไม่ชอบ และทั้งสิ้นทั้งปวงจะนำพาไปที่ส่วนใหญ่จะลงมติ การชุมนุมกับคนเสื้อแดงในพฤษภา ปี 53 ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ก่อให้เห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายการใช้กองกำลังติดอาวุธแต่คนก็ยังเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ นั่นคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ก็ตั้งคำถามเป็นหัวหน้าพรรคตอนฝ่ายค้านก็เลือกตั้งแพ้ เป็นหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีก็แพ้อีก แล้วเลือกตั้งในครั้งต่อไปมีเหตุผลอะไรที่จะมาขอเสียงจากประชาชน ในแง่การจัดการบริหารพรรคหนึ่ง การทำงานของคุณอภิสิทธิ์มีการกล่าวขานให้สมญานามกันว่าทำงานกับแก๊งไอติม ประกอบด้วย คุณเทพไท เสนพงศ์ คุณ ส.ส.สงขลา และเด็กหนุ่ม ๆ ก็เป็นการกล่าวขานว่าทำงานกับแก๊งไอติมไม่ได้รับความเห็นจากคนกลุ่มอื่นซึ่งเป็นคนที่มีศักยภาพในการทำงานเป็นข้อที่สอง ข้อที่สามต้องดูว่าคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคได้อย่างไร ในแง่ประวัติการต่อสู้ทางการเมืองแทบไม่ได้ทำอะไรเลยครับ เป็นหนุ่มหล่ออภิปรายดีเข้ามาทำงานการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็สร้างกระแสทั้งนอกและในตัวพรรคว่าเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตไกล จบนอกจบอังกฤษ จบสถาบันที่ดี เพราะฉะนั้นคนที่เป็นอนาคตของประเทศชาติกระแสมาแบบนั้น

 

 

สถาพร : คือมุมมองคือโดยหลักการที่ผ่านมาคุณอภิสิทธิ์นำเสนอหลักการดีมาตลอด แต่ภาคปฏิบัติมาว่ากัน

 

 

สนธิญาณ : คือการเมืองไม่ใช่การนำเสนอหลักการดีหรอกครับ เป็นนักอภิปรายในสภา คือบทบาท ส.ส. ทำได้คือการอภิปรายเสนอสภาและเสนอกฎหมายอันนี้เราก็ต้องยอมรับนะครับ แต่ในแง่ประวัติการทำงานเป็นนักวิชาการมากกว่า เดี๋ยวผมเรียงลำดับความให้เข้าใจ เมื่อเป็นนักวิชาการกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับครั้งแรกก็คือเป็นโฆษกได้สอดคล้องกับความถนัดชัดเจนมีความรู้ภาษาอังกฤษดีโฆษกรัฐบาลพูดจาดีมีหลักการมีเหตุมีผล ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นไม่มีบทบาทอะไรเลยเพราะพรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่ความเป็นฝ่ายค้านจนถึงคราวที่คุณชวน หลีกภัย ลงจากหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์แบ่งเป็นสองสาย สายของคุณบัญญัติ บรรทัดฐาน กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กับอีกสายหนึ่งเป็นสายของคุณอภิสิทธิ์โดยการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยมีท่านชวน หลีกภัยเป็นคนประทับตรารับรองว่าสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ด้วย ก็เลือกตั้งแข่งกันในพรรคแน่นอนล่ะครับ ณ นาทีนั้นคุณบัญญัติชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค มีคุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค คือตัวแทนของคุณสนั่น ก็ผ่านมายุคสมัยหนึ่งคุณบัญญัติก็เป็นนักการเมืองอาชีพ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพมีคุณธรรม บอกว่าถ้าเลือกตั้งแพ้หนึ่งครั้งก็จะลาออกเลย ถึงเวลาก็ลาออกเลยคุณอภิสิทธิ์คุณสุเทพก็เข้ามาบริหารพรรคต่อ ภายใต้การสนับสนุนของคุณสุเทพ ทำงานร่วมกันมาก็เหมือนกับที่เราเห็นจนได้เป็นรัฐบาลภายใต้การเคลื่อนไหวการทำงานของคุณสุเทพ ประสานกับทีมงานคุณเนวินพลิกให้คุณอภิสิทธิ์ให้คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี พลิกที่ทำให้พรรคเพื่อไทยกลายไปเป็นพรรคฝ่ายค้านจากนั้นก็เหมือนกับที่เราเห็นกันกับสิ่งที่ได้พบได้เจอ แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาติดตามมาก็คือว่าหม่อราชวงศ์สุขุมพันธุ์ตอนที่จะลงเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯเป็นสมัยที่2 พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการในระยะตอนนั้นคือฝ่ายบริหารก็เกิดการประลองกำลังกันขึ้นระหว่างคนที่สนับสนุนหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์คือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ในเวลานั้น   สายและกำลังมาจากทางฟากฝั่งคุณสุเทพ อีกฝั่งหนึ่งคุณกร ทัพพะรังสี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นมีทักษะมีผลงานมีประวัติชีวิตทำงานเอกชนผ่านบทเรียนมามากมายประสบความสำเร็จเป็นรัฐมนตรีคลังที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐมนตรีคลังแห่งโลก มาลงแข่งกับหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ก็แพ้ ก่อนหน้าที่จะมีมติในครั้งนี้คุณวิลาสออกมาเคลื่อนไหวตลอดมาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การเคลื่อนไหวนั้นชัดเจนว่าต้องการขับหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ออกจากพรรค แต่ขับไม่ได้เพราะพรรคไม่สามารถประชุมและมีมติได้ พยายามจะประชุมหลายครั้งแต่ คสช.ไม่อนุญาต เมื่อทำไม่ได้จึงออกมติมาแบบนี้ ก็เพราะในระหว่างนี้ได้มีการเคลื่อนไหวที่ต้องการเปลี่ยนคุณอภิสิทธิ์ออกจากหัวหน้าพรรคที่ผมเรียนมาตั้งแต่ต้นว่ามีคนจำนวนหนึ่งไม่พอใจคุณอภิสิทธิ์เหมือนกัน ดูสภาพการแล้วเห็นว่านำพาการเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะพ่ายแพ้อีกต่อไปก็จัดการหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ พอจัดการเสร็จจึงมีข่าวว่าหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์อาจจะไปตั้งพรรคมีคนสนับสนุนเงินมา 3 พันล้านบาท ตอนนั้นเป็นการออกข่าวเพื่อที่จะรักษาหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ต่อไป เพราะมีข่าวว่าหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์จะมาลงแข่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปมอยู่ตรงนี้ครับถ้าลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและมีข่าวออกมาว่าพร้อมจะมีคนบริจาคสนับสนุน 3 พันล้านบาท คือการทำงานการเมืองไม่มีเงินไม่ได้หรอกครับ และคุณอภิสิทธิ์วันนี้ไม่มีคุณสุเทพ ตามคุณจุติ ไกรฤกษ์ บารมีในการที่จะหาเงินมาสนับสนุนการเลือกตั้งก็ไม่ง่าย นี่อยู่ในพรรคฝ่ายค้านโพลออกมาแพ้ด้วย ก็เกิดการผสมผสานและนำมาสู่ท้ายสุดการตัดสินใจเพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องดูนับจากนี้ไปเมื่อตัดความสัมพันธ์กับหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์สถานะของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในพรรคจะเป็นอย่างไรต่อไป ฟากฝั่งที่เคยสนับสนุนหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์จะเป็นอย่างไร หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ขึ้นมาแข่งไม่ได้จะไปหาใครมาแข่งต่อหรือทำอะไรต่อไปอย่างไร เพราะคุณอภิสิทธิ์ยืนยันว่าขอลงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งถ้าแพ้แล้วจะไป ขอ 3 ครั้งว่าอย่างนั้นเถอะ ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องติดตามต่อไป ปมอยู่ตรงนี้ครับว่าทางนู้นจะหันมาเล่นงานคุณอภิสิทธิ์อย่างไรและเล่นงานได้หรือไม่โปรดติดตามครับ