- 22 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีที่ศาลทหารกรุงเทพ ได้ทำการยกคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ที่ขอยื่นฝากขังนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว พร้อมกับพวก 4 คน ในข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12 ทำให้เกิดข้อคำถามถึงเหตุผล หรือกระบวนการในการพิจารณาของศาลทหารครั้งนี้
ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้ขยายรายละเอียดให้กับคุณผู้ชมได้รับทราบ และในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรมไทยว่ามีมาตรฐานอีกด้วย
ทั้งนี้พนักงานสอบสวนสถานีรถไฟธนบุรี ยื่นขอฝากขังผู้ต้องหา 4 คนประกอบด้วย
1.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว
2.น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว
3.น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์
4.นายกรกช แสงเย็นพันธ์
โดยขออนุญาตฝากขัง ผัดแรกเป็นเวลา 7 วัน
ทั้งนี้ข้อมูลเบื้องต้น ศาลยกคำร้องฝากขัง ตามเหตุผลที่ทนายยื่นคำร้องคัดค้าน เพราะเจ้าหน้าที่สอบสวนพยานหลายปากแล้ว แต่ขาดเพียงไม่กี่ปาก และกลุ่มของผู้ต้องหาไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานใดๆได้ ฉะนั้นศาลจึงพิจารณายกคำร้อง
พิจารณาจากการยกคำร้องของศาลทหารดังกล่าวล้วนเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั่นเอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ลักษณะ 5 จับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยชั่วคราว หมวด 1 จับ ขัง จำคุก
มาตรา 87 ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูก จับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี
ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใคร และที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น
ในกรณีที่ผู้ถูกจับ ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว และมีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือการฟ้องคดีให้นำตัวผู้ถูกจับไปศาลภาย ในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนตาม มาตรา 83
เว้นแต่มีเหตุสุด วิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ โดยให้พนัก งานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ ให้ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่าจะมีข้อคัดค้านประการใดหรือไม่ และศาลอาจเรียก พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมาชี้แจงเหตุจำเป็น หรืออาจเรียก พยานหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้
ในกรณีความผิดอาญาที่ ได้กระทำลงมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียว มีกำหนดไม่เกินเจ็ดวัน
ในกรณีความผิด อาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน
ในกรณีความผิด อาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินแปดสิบสี่วัน
ในกรณีตามวรรคหกเมื่อศาลสั่งขังครบสี่สิบแปดวันแล้ว หากพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขังต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะสั่งขังต่อไปได้ก็ต่อเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนได้แสดงถึงเหตุจำเป็น และนำพยานหลักฐานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจแก่ศาล
ในการไต่สวนตามวรรคสามและวรรคเจ็ด ผู้ต้องหามีสิทธิแต่งทนายความเพื่อแถลงข้อคัดค้านและซักถามพยาน ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความเนื่องจากยังไม่ได้มีการปฏิบัติตาม มาตรา 134/1 และผู้ต้องหาร้องขอ ให้ศาลตั้งทนายความให้ โดยทนายความนั้นมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 134/1 วรรคสาม โดยอนุโลม
ถ้าพนักงานสอบสวน ต้องไปทำการสอบสวนในท้องที่อื่นนอกเขตของศาลซึ่งได้สั่งขังผู้ต้องหาไว้ พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอให้โอนการขังไปยังศาล ในท้องที่ที่จะต้องไปทำการสอบสวนนั้นก็ได้ เมื่อศาลที่สั่งขังไว้เห็นเป็นการสมควรก็ให้สั่งโอนไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าว เป็นมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งศาลก็ได้วินิจฉัยอย่างละเอียดแล้ว จึงปล่อยตัวผู้ต้องหา
ในขณะเดียวกันได้มีการวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มเติมตามบทบัญญัติวรรค 3 ว่าคดีในลักษณะนี้ สามารถฝากขังได้ครั้งเดียว 7 วัน ก็จะต้องปล่อยตัวนั้น อาจสร้างเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มผู้ต้องหานำไปขยายผลทางการเมืองได้
แหล่งข่าวจาก คสช. เปิดเผยว่า การที่ศาลทหารได้มีคำสั่งยกคำร้องฝากขังนายสิรวิชญ์และพวกนั้น ไม่ได้อิงตามกระแส เนื่องจากการสอบปากคำผู้ต้องหาในส่วนสำคัญหมดไปแล้วเหลือเพียงสอบปากคำเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ ตอนที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยและกำลังจะปล่อยตัวผู้ต้องหา ได้ขอทำเงื่อนไขว่า เมื่อตำรวจส่งสำนวนพนักงานสอบสวนเรียกก็ให้มารายงานตัว แต่นายสิรวิชญ์กลับไม่รับข้อเสนอ ยืนยันที่จะให้ถูกจับหรือนำไปฝากขังอย่างเดียว
“เขาต้องการติดคุกเพื่อต้องการเป็นข่าวเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าติดคุกไปก็ไม่เกิน 7 วัน ทนได้ แต่ 7 วัน ที่พวกเขาติดคุกได้ผลอะไรอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสื่อทำข่าวจะมีการไปจุดเทียน รวมทั้งดึงเอานานาชาติเข้ามาถล่มรัฐบาล ซึ่งวันนี้ก็มีมาแล้วโดยโฆษกสหรัฐฯก็เริ่มออกมาอัดรัฐบาลไทยเห็นไหมว่า การที่เขายอมติดคุก 7 วัน แต่ผลที่ออกมามันได้มากกว่านั้น”
อย่างไรก็ตามหลังจากปล่อยตัวนายสิรวิชญ์และพวกไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เมื่อตำรวจเรียกมารายงานตัวก็ต้องมา ถ้าเรียก 2 ครั้ง ไม่มาก็ต้องออกหมายจับซ้ำใหม่ เมื่อจับมาก็ต้องเอาตัวไปส่งตำรวจขั้นตอนก็เป็นไปตามกฎหมายทุกอย่าง
ตามที่กล่าวมานั้นล้วนเเป็นการพิจารณาทางข้อกฎหมาย และเงื่อนไขอันสลับซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมือง
พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า การดำเนินคดีกับ นายสิรวิชญ์ เป็นการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบของฝ่ายความมั่นคง พบว่า จ่านิว มีการกระทำผิดหลายครั้ง การออกมาเคลื่อนไหวไม่มีเจตนาบริสุทธิ์ไม่เป็นไปตามสิทธิและเสรีภาพ แต่มีประเด็นทางการเมืองแอบแฝง เป็นกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐบาล คสช. และต้องการผลประโยชน์ มีความพยายามเคลื่อนไหวเกินข้อกฎหมาย ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่สหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์มีความกังวลเรื่องสิทธิเสรีภาพของประเทศไทย จากกรณีการชุมนุมการกล่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่นั้น ยืนยันว่า ทางการไทยให้เสรีภาพเต็มที่ แต่การเคลื่อนไหวต้องเป็นไปตามกรอบกติกาของกฎหมาย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ระบุว่า ตนถามว่านายสิรวิชญ์มีหมายจับหรือไม่ ถ้ามีแล้วเจ้าหน้าที่ไม่จับได้หรือไม่ หากมีหมายจับแล้วไม่จับ เจ้าหน้าที่ก็จะผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่เมื่อเขาออกมาให้เห็นตัว ส่วนที่นายสิรวิชญ์ประกาศจุดยืนจะเคลื่อนไหวต่อไปนั้น ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่จะต้องทำตามกฎหมาย
เมื่อถามว่าประเด็นการควบคุมตัวครั้งนี้จะทำให้นานาชาติออกมากดดันรัฐบาล และคสช. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมาย ส่วนที่มองว่าการควบคุมตัวขัดกับหลักสากล ตนยืนยันว่าเราทำตามกฎหมาย เมื่อถามต่อว่า หากทางสหรัฐฯออกมาแสดงความเป็นห่วงจะชี้แจงอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนระมัดระวังเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว
ก็เป็นที่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่กระบวนการตั้งข้อกล่าวหา ไปจนถึงการออกหมายจับ และศาลได้ยกคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน ล้วนดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน แต่ทว่ากลับมีคณะบุคคลหรือกลุ่มองค์กรที่รอคอยจังหวะนำไปขยายผลทางการเมืองเพื่อโจมตีคสช. โดยพยายามเบี่ยงไปที่เรื่องสิทธิและเสรีภาพ
โดยนอกจากสหรัฐอเมริกาที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ ก็เห็นจะเป็นขาประจำอย่างนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรต์สวอตช์ ประจำประเทศไทย
นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรต์สวอตช์ ประจำประเทศไทย โจมตีชนิดหลุดออกไปจากข้อเท็จจริงอย่างมากว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจ่านิวถือเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าการอุ้มหาย เพราะไม่มีการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนกระบวนการกฎหมายและมาตรฐานสากล แล้วยิ่งกว่านั้น ผู้บังคับบัญชากลับพูดให้ท้ายการกระทำของเจ้าหน้าที่เช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ทำได้
นายสุนัยพยายามโยงใยเรื่องของจ่านิว โจมตีให้ร้ายประเทศไทยเพิ่มเติมอีกว่า มีกว่า 82 รายที่ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าตัวเลขจริงจะสูงกว่านี้พอสมควร แต่ผู้เห็นเหตุการณ์หรือญาติไม่กล้าต่อสู้ เนื่องมีความหวาดกลัว
จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกที่นายสุนัย หรือสหรัฐอเมริกา จะฉวยโอกาวนำเรื่องของจ่านิวมาโจมตีประเทศไทย เพราะจากหลักฐานความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ก็เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คสช.และพยายามทำทุกวิถีทางที่จะโจมตีประเทศไทยมาโดยตลอด
ขณะที่ โฆษกรัฐบาลแนะ โฆษกสหรัฐฯเปิดใจมองอย่างเป็นกลาง โดยอย่ามัวห่วงคนที่ละเมิดกฎหมายและทำลายสิทธิการอยู่อย่างสงบของคนไทยส่วนใหญ่ ย้อนถามหากคนฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงของสหรัฐจะจัดการอย่างไร
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีการแสดงความคิดเห็นของ โฆษกสหรัฐฯ ที่กล่าวว่าเป็นห่วงการปิดกั้นเสรีภาพในประเทศไทย กรณีการจับกุม นาย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ว่า
“เมื่อกลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มอื่นๆในประเทศไทย ต้องการจัดชุมนุม ก็จะขออนุญาตตามขั้นตอนที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ แต่นาย สิรวิชญ์ และพวก ไม่เคยคิดจะใช้ครรลองกฎหมายเพื่อขออนุญาตจัดกิจกรรมใดๆ แต่กลับจงใจกระทำผิดอย่างเปิดเผยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อยั่วยุให้เจ้าหน้าที่จับกุม แล้วออกมาให้ข้อมูลบิดเบือนสร้างกระแสหวังผลทางการเมือง
ตรรกะ หรือ เหตุผลง่ายๆ เช่นนี้หาก สังคม เปิดใจให้เป็นกลางปราศจากอคติก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก และหากศึกษาข้อมูลอย่างครบถ้วน ก็คงไม่ออกมาแสดงความเห็นปกป้องคนเช่นนาย สิรวิชญ์ ซึ่งเป็นผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิการดำรงชีวิตอย่างสงบสุขของคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศ”
ขณะที่ นายสิรวิชญ์ กระทำผิดกฎหมายหลายฉบับทั้งกฎหมายการชุมชุน กฎหมายจราจร และประกาศ คสช. เจ้าหน้าที่ไม่มีทางเลือกเป็นอื่นนอกจากบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์เพราะเมื่อตั้งใจทำผิดกฎหมาย จะเดินทางไปที่ใดก็ต้องดำเนินคดีทั้งสิ้น เมื่อพบผู้กระทำผิดจะกี่โมงกี่ยาม ก็ต้องจับกุม เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกคน
“หากมีผู้กระทำผิดกฎหมายความมั่นคงแห่งรัฐ ในสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่ามีเสรีภาพที่จะกระทำ อยากเรียนถามว่า ประเทศของท่าน จะดำเนินการเช่นไร
จึงอยากให้เข้าใจความไม่สบายใจของพี่น้องชาวไทยด้วย และไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นแม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของทั้งสองประเทศ”
