"กยท." ดีเดย์ 25 ม.ค. รับซื้อยาง 4.5 พันล้าน ตอบโจทย์ทุกข์เกษตรกรหรือไม่ ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

จากวันนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียง  72  ชั่วโมงที่ภาครัฐรับปากจะเข้าดำเนินการรับซื้อยางพาราจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วไปประเทศ  ในวงเงินขั้นต้นกว่า  5 พันล้านบาท  ท่ามกลางข้อสังเกตุจากหลายฝ่ายว่าขั้นตอนการปฏิบัติจะทำได้สมบูรณ์เรียบร้อยมากน้อยแค่ไหน

 

 

 


ขณะที่สถานการณ์ราคายางล่าสุด   ณ  ตลาดกลางหาดใหญ่  เป็นดังนี้   น้ำยางสดหน้าโรงงานอยู่ที่  39.00  บาทต่อกิโลกรัม   ยางแผ่นดิบ  ราคา  39.12 บาทต่อกิโลกรัม และ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่   41.19  บาทต่อกิโลกรัม   ซึ่งถ้าเปรียบเทียบจากวันที่  15  ม.ค. หรือประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา  พบว่าราคาน้ำยางสดมีการปรับเพิ่มขึ้นแล้ว  5  บาทต่อกิโลกรัม , ราคายางแผ่นดิบ เพิ่มขึ้น  0.85 บาทต่อกิโลกรัม  และยางแผ่นรมควันชั้น 3  เพิ่มขึ้น  0.04 บาทต่อกิโลกรัม

 


ทั้งนี้การยางแห่งประเทศไทย  (กยท.)    ประเมินว่าราคายางในช่วงนี้ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น  เป็นผลมาจากปัจจัยบวกที่นักลงทุนเริ่มคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ซึ่งมีการปรับตัวสูงขึ้น   รวมถึงยังมีข่าวเกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ     รวมถึงยังได้รับอานิสงส์จากมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางของรัฐบาล  และปริมาณผลผลิตที่เริ่มลดลงตามตามฤดูกาล   แต่อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคายางที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป 

 


ส่วนประเด็นความสับสนเรื่องเงินงบประมาณ  ที่ภาครัฐจะนำมาใช้ดำเนินการรับซื้อยางพารา   ทางด้าน    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ชี้แจงว่า   ภายในวันนี้ ( 22 ม.ค.)    คณะกรรมการกฤษฎีกาจะตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร  ว่า   สามารถใช้เงินกองทุนเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยาง หรือ เงินเซส ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย  พ.ศ. 2558    ในการรับซื้อยางได้หรือไม่     โดยหากไม่สามารถใช้ได้หรือได้แต่ปริมาณไม่เพียงพอกับยอดที่ตั้งไว้    ก็จะเสนอขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  และธนาคารออมสิน  เพื่อนำเม็ดเงินมารับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกร   ซึ่งยังคงยืนยันว่าภายใน วันที่ 25 มกราคมนี้   จะมีการซื้อยางจากภาครัฐเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 


ขณะเดียวกันในส่วนของการยางแห่งประเทศไทย เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา  ก็มีการประชุมคณะกรรมการกยท  .โดยมีวาระสำคัญเพื่อกำหนดแนวทางการรับซื้อยางพาราจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวน  

 

         
ทั้งนี้ นายเชาว์  ทรงอาวุธ  ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ระบุถึงกรอบซื้อยางพาราในวันที่  25 ม.ค. ว่า   ประกอบด้วยยาง  3 ประเภท   ภายใต้กรอบวงเงิน   4,500  ล้านบาท คือ

1.ยางแผ่นดิบคุณภาพ  3 ราคารับซื้อสูงสุดไม่เกิน  45 บาทต่อกิโลกรัม

2.น้ำยางสด ที่มีค่า DRC  หรือ   ปริมาณเนื้อยางแห้งที่มีอยู่ในน้ำยางสดไม่ต่ำกว่า  28 %  ราคารับซื้อ  42   บาทต่อกิโลกรัม

3.ยางก้อนถ้วย ที่มีค่า DRC  หรือ   ปริมาณเนื้อยางแห้งไม่ต่ำกว่า  55 %      ราคารับซื้อ   41 บาทต่อกิโลกรัม

 


ส่วนข้อกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่เกษตรกรสามารถนำขายตามเงื่อนไขนี้  ประกอบด้วย

1.ผลผลิตนำขายรายละไม่เกิน  15 ไร่  โดยจำนวนเศษของไร่ให้ปัดขึ้นเป็น  1 ไร่

2.ปริมาณผลผลิตต่อไร่ไม่เกิน    10 กิโลกรัม   รวมรายละไม่เกิน  150  กิโลกรัม

 


ขณะที่สถานที่รับซื้อยาง  หรือ  สหกรณ์การเกษตร  ,  สหกรณ์กองทุนสวนยาง , กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง  และวิสาหกิจชุมชน       จะมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นประมาณ  1,500  จุดกระจายในพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ    โดยในส่วนจุดรับซื้อของกยท.    จะตั้งอยู่ที่กยท.จังหวัด  และสาขาโรงงานแปรรูปยาง   รวมถึงศูนย์รับซื้อผลผลิต

 


นอกจากนี้กยท.ได้กำหนดให้กระบวนการรับซื้อยาง  ประกอบด้วย คณะทำงาน  2  คณะ    คือ  คณะกรรมการบริหารโครงการจังหวัด    ประกอบด้วย

 


นอกจากนี้กยท.ได้กำหนดให้กระบวนการรับซื้อยาง  ประกอบด้วย คณะทำงาน  2  คณะ    คือ  คณะกรรมการบริหารโครงการจังหวัด    ประกอบด้วย

1.ประธานคณะกรรมขับเคลื่อนเกษตรแบบเบ็ดเสร็จ

2.ผู้แทนคสช.ในพื้นที่จังหวัด

3.ผู้แทนสำนักงานจังหวัด

4.ผู้แทนสภาเกษตรกรจังหวัด

5.ผู้แทนเครือข่ายสวนยางจังหวัด

6.ผู้อำนวยการกยท.จังหวัด

 


และคณะกรรมการประจำจุดรับซื้อยาง   ประกอบด้วย

1.เจ้าหน้าที่ กยท.

2.เจ้าหน้าที่ คสช.

3.เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตร

4.เจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า

5.เจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่

6.ผู้แทนปปช. และ สตง.  ในพื้นที่   เป็นผู้สังเกตุการณ์

 

 

 


และเพื่อให้ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการรับซื้อยางพาราที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25  ม.ค. รวมถึงมาตรการป้องกันการทุจริตในขั้นตอนการรับซื้อ  เราจะไปฟังบางช่วงบางตอนจากแถลงของ  นายเชาว์  ทรงอาวุธ  ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย 


ส่วนหลักเกณฑ์เกษตรกรที่จะเข้าโครงการรับซื้อยางพาราของภาครัฐในครั้งนี้   คือ

1.ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.  ตาม พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย 2558

2.ต้องมีบัญชีธนาคารกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เนื่องจากเมื่อเกษตรกรนำน้ำยางสด ,   ยางก้อนถ้วย  และยางแผ่นดิบมาขาย  เจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกข้อมูลลงในระบบอิเล็กทรอนิกส์ และออกเป็นเอกสารให้แก่เกษตรกร หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจ่ายเงินให้เกษตรกรผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ภายใน 2 วัน

 


ขณะเดียวกันเพื่อให้ครบถ้วนกับแนวทางการรับซื้อยางของภาครัฐ เราจะไปสอบถามความเห็นจาก คุณสังข์เวิน  ทวดห้อย  กรรมการกยท. และอีกสถานะหนึ่งยังเป็นประธานคณะกรรมการเครือข่ายชาวสวนยาง   ภาคตะวันออก  เกี่ยวกับความครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นกับราคายางที่ตกต่ำ รวมถึงข้อเสนอแนะอื่น ๆ   เพื่อให้อุตสาหกรรมยางพาราไทยเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนอย่างที่พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.