- 24 ม.ค. 2559
ติดตาม่ข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วที่จะได้เห็นหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญในร่างแรก ซึ่งร่างโดย “21 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” จากนี้ยังคงเหลือในส่วนของบทเฉพาะกาล ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค.นี้
แต่ทว่าสัญญาณไม่สู้ดีนักเมื่อเสียงสะท้อนต่อร่างแรกรัฐธรรมนูญที่ปรากฏเวลานี้ เต็มไปด้วยข้อท้วงติง จนถึงขั้นคัดค้านไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในหลายส่วน ที่อาจบานปลายเป็นปัญหาในอนาคต
นายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังและสรุปความคิดเห็นที่มีผู้เสนอแนะ เปิดเผย เกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับประชาชน และรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หลังเผยแพร่ร่างแรกต่อประชาชน ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ ว่า ไม่มีความวิตกกังวลต่อกระแสข่าวการจุดประเด็นการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะมั่นใจว่าจะสามารถอธิบายต่อประชาชน ถึงจุดเด่น และประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ รวมถึงจะนำประเทศให้คืนสู่ความมั่นคงด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมได้
สำหรับการพิจารณาทบทวนถ้อยคำ เนื้อหาของ ร่างรัฐธรรมนูญในวันจันทร์นี้ ก็จะเป็นการพิจารณาต่อในหมวดของศาล เป็นต้นมา ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีก 1 - 2 วัน น่าจะครบทุกมาตรา ซึ่งตลอดช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ของการทบทวนเพิ่มเติม ไม่มีการปรับเพิ่มเนื้อหาแต่อย่างใด มีเพียงการตัด และการโยกบางมาตราออกไปเท่านั้น ส่วนบทเฉพาะกาล น่าจะเริ่มหารือได้ ในวันพุธ หรือ วันพฤหัสบดีนี้
ด้าน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้พิจารณาถึงหมวด 7 หมวด 8 ว่าด้วยเรื่องของคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยในวันจันทร์ที่ 25 ม.ค.นี้ จะเป็นการพิจารณาทบทวนถ้อยคำตามรายมาตรา จากนั้นจะเขียนรายละเอียดในบทเฉพาะกาล
ทั้งนี้ นายชาติชาย ยังเปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะมีการแถลงข่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง ในเวลา 14.00 น. ซึ่งอยู่ในการประสานงานขอใช้ห้องรับรองในการแถลงข่าวครั้งนี้ พร้อมกันนี้ จะแจกรัฐธรรมนูญร่างแรก ซึ่งเป็นฉบับสมบูรณ์ให้แก่สื่อมวลชน รวมถึงมีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านเว็บไซต์ด้วย
ด้าน นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผย ถึงความคืบหน้าการทำงานล่าสุดเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบความถูกต้องของถ้อยคำ ซึ่งจบไปแล้วในหมวดของคณะรัฐมนตรี และกำลังจัดขึ้นหมวดศาล และองค์กรอิสระต่อไป และยังมีบทเฉพาะกาลที่จะต้องพิจารณา ทุกหมวดให้แล้วเสร็จภายในวันพฤหัสบดี ที่ 28 มกราคม นี้ ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ละเอียดซ้ำกันหลาย ๆ รอบ เพื่อความถูกต้อง
ทั้งนี้ ในการเตรียมความพร้อม สำหรับการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในวันที่ 29 มกราคม นี้ คณะอนุกรรมการแต่ละคณะ ก็ได้มีการจัดเตรียมและสรุปข้อมูล และผลิตสื่อในส่วนที่เป็นสาระสำคัญให้ประชาชนเข้าใจง่าย
อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งสัปดาห์ ภายหลังการเสร็จสิ้นการประชุม ในทุกวันโฆษกแต่ละท่าน ก็ยังคงมีการให้สัมภาษณ์ตามปกติ
ขณะที่ นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ด้านการเมือง กล่าวว่า เท่าที่ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ใช้ยาแรง ต่อต้านการทุจริต ขจัดคนไม่ดีออกไปจากเวทีทางการเมือง และให้คนดีมีความรู้ความสามารถมีที่ยืนในเวทีทางการเมือง เพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นใครที่เป็นนักการเมืองดี ไม่ทุจริต ไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องกลัวต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ใครที่เป็นนักการเมืองทำมาหากินบนผลประโยชน์ของประเทศ อาศัยคราบของการเป็นนักการเมืองแล้วแสวงประโยชน์อย่างที่เคยเป็นมานั้น จากนี้ไปจะไม่ง่าย เพราะกระบวนการเข้าดำรงตำแหน่ง กระบวนการตรวจสอบ และกระบวนการลงโทษจะเข้ม รุนแรงและเด็ดขาด
นายวันชัย กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ แก้ปัญหาของประเทศ ตนเชื่อว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับรู้และเข้าใจเนื้อหาของรัฐธรรมนูญในหลักใหญ่ ๆ แล้ว คงจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และประชามติก็คงจะให้ผ่านไปได้ ที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเลือกตั้งด้วยวิธีการที่ขจัดการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง ถ้ารัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ร่วมมือกันทำให้สัมฤทธิ์ผล ประกอบกับมาตรการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่เข้มแข็งเด็ดขาด เมื่อผลเลือกตั้งออกมาประชาชนทั้งประเทศจะยอมรับได้ ดังนั้นหัวใจที่สำคัญคือการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม เมื่อทำอย่างนี้ได้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับที่ออกมานั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่กินได้ สัมผัสได้ มีการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม
ฟังคำชี้แจงจากประเด็นที่มีการเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็บอกแล้วว่าพร้อมจะรับไปพิจารณาหาทางแก้ไขจึงไม่ต้องวิตกกังวลต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือโจมตีสารพัดเรื่องของนักการเมืองหน้าเดิมๆ ที่แต่ละคนตื่นขึ้นมาก็ตั้งหน้าตั้งตากล่าวหาและโจมตีอย่างเดียว โดยไม่ดูข้อเท็จจริง คนพวกนี้กำลังจะตกจากเวทีการเมืองด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมา
ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า เท่าที่ดูในบททั่วไปซึ่งเป็นแม่บทของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็รู้แล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเดินไปในทิศทางใด ซึ่งมีแค่ 5 มาตรา เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ซึ่งมีอยู่ 7 มาตรา แสดงว่าหายไป 2 มาตรา คือ มาตรา 7 ซึ่ง กรธ. ได้แจงแล้วว่าเอาไปไว้ในหมวดศาล เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเท่ากับเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือระงับใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบางมาตราได้ตลอดเวลา ส่วนอีก 1 มาตรา คือ มาตรา 4 เดิม ที่บัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” ซึ่งเมื่อตัดข้อความในมาตรานี้ออกไป ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็จะมีบททั่วไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ที่นายมีชัยเป็นประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อเดือน พ.ค. 2535 ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นความตั้งใจของนายมีชัยหรือไม่ที่ตัดคำว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ออกไปเสียจากรัฐธรรมนูญ หรือจะให้พูดว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย
นายคณิน กล่าวว่า นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังได้เพิ่มข้อความในวรรคสองของมาตรา 3 อีกว่า “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและความผาสุขของประชาชนโดยรวม” ซึ่งเท่ากับว่า ทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเป็นสามอำนาจอธิปไตย ตามวรรคแรกของมาตรา 3 ต้องถูกลดฐานะลงมาเท่ากับองค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ และยังต้องถูกกำกับและควบคุมโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และตามหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อความในวรรคสองนี้ จึงมีผลเป็นการลบล้างข้อความในวรรคหนึ่งที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” ไปโดยปริยาย เพราะในเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลแล้ว เหตุใดจะต้องมีองค์กรอื่นใดมากำกับควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล อีกด้วย
ด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่าไม่แปลกใจที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาประกาศจุดยืนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพราะแสดงท่าทีมาตั้งแต่ยังไม่มีการยกร่างกันด้วยซ้ำ หรือแม้แต่ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างยกร่างยังไม่เสร็จ ก็ด่วนประกาศจุดยืนเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ยังมีเวลาปรับแก้เนื้อหาอีกกว่า 2 เดือน การชิงประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญของแกนนำ นปช.แม้เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไป เข้าใจว่า นปช.คงต้องการชี้นำพรรคเพื่อไทย เพราะมีอดีต ส.ส.บางส่วนของพรรคเตรียมเลือกตั้งตามโรดแมป ซึ่งเชื่อว่าความเห็นของพรรคเพื่อไทยกับ นปช.จะยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องรอคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นคนตัดสินใจอีกที
อย่างไรก็ตาม นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า หากร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ แน่นอนว่าอาจเป็นประโยชน์กับ คสช.เพราะโรดแมปเลือกตั้งในปี 2560 อาจต้องถูกขยายยาวออกไปไม่มีกำหนด ส่วนข้อเสนอของ นปช.ที่เรียกร้องให้เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาประกาศใช้หากร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำนั้นเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกบิดเบือนทำลายเจตนารมณ์จนเปิดช่องให้เกิดระบอบทักษิณขึ้นมา ในขณะนี้กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ควรเสียเวลาไปผลิตโวหารตอบโต้คนเห็นต่างแต่ควรเดินหน้าชี้แจง เผยแพร่เนื้อหาสาระ หรือจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญว่าดีอย่างไร จะแก้ปัญหาการเมืองที่ล้มเหลวแตกแยกได้จริงหรือไม่ ที่สำคัญช่วงเวลา 2 เดือนกว่าที่ยังพอปรับแก้เนื้อหาได้ กรธ.ต้องฟังความเห็นของสังคมให้มากกว่านี้ และต้องเปิดพื้นที่ในสื่อหรือเวทีตามสถาบันการศึกษา หรือตามเครือข่ายในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างตรงไปตรงมา การปิดกั้นและไม่รับฟังความเห็นประชาชนอย่างจริงจังอาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ อยากฝากไปถึง คสช.อย่าเอาการปฏิรูปไปเป็นเกมกำหนดโรดแมป และการปฏิรูปในบางด้าน คสช.ก็มีอำนาจเต็มที่จะทำได้ โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้สังคมเริ่มจับตาและตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมา คสช.ปฏิรูปอะไรไปบ้างแล้ว และจริงจังกับการปฏิรูปประเทศหรือไม่ และประเด็นปฏิรูปอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอดของ คสช.ได้เช่นกัน
ขณะที่ความคืบหน้าของร่างรัฐธรรมนูญขนาดนี้ก็เดินหน้ามากว่า 90 เปอร์เซ็นแล้วซึ่งทางด้านของ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ .ยืนยันว่าจะส่งร่างแรกได้ทันตามกำหนด 29 มกราคมนี้
ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกระแสการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่าไม่น่ากังวล เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถแสดงความเห็นได้ แต่การขอโอกาสเปิดเวทีเพื่อรณรงค์ในเรื่องนี้ อาจจะต้องดูในแง่กฎหมายว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่
นายอุดมยังกล่าวต่ออีกว่า ส่วนตัวมองว่าควรแก้ไขปมออกเสียงประชามติให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตีความภายหลัง แต่เชื่อว่ารัฐบาลคงเตรียมทางออกไว้รู้อยู่แล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป
ส่วนกรณีนายจตุพร พรมพันธุ์ ประธาน นปช. มองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างเผด็จการ นายอุดม กล่าวว่า กรธ.ร่างกฎหมายตามหลักการของประชาธิปไตย ภายใต้กฎหมายภายในประเทศทุกประการ เพียงแต่เรื่องใดที่ในอดีตมีปัญหาก็ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ทั้งนี้ ความเข้มงวดดังกล่าวก็ไม่ใช่ร่างมาเพื่อบังคับใช้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ใช้กับฝ่ายบริหาร และฝ่ายปกครอง ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน
ส่วนกรณีที่ฝ่ายการเมืองออกมาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง นายอุดม กล่าวว่า กรธ.พร้อมรับฟัง แม้จะเห็นต่างกันได้ แต่ก็ต้องว่ากันไปด้วยเหตุและผล อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมที่ไม่ใช่ประโยชน์ของกลุ่มหรือพวกพ้อง เพียงอย่างเดียว เพื่อช่วยกันคิดช่วยกันทำให้ประเทศชาติพัฒนา การร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบถ้อยคำและความเชื่อมโยง โดยในสัปดาห์หน้าว่าด้วยหมวดศาลและองค์กรอิสระ พร้อมยืนยันว่าจะส่งร่างแรกได้ทันภายตามกำหนด ในวันที่ 29 มกราคม อย่างแน่นอน
ขณะที่ทางด้านของนายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ม.ค. เวลา 11.30 น. ตนจะเข้าพบกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อหารือต่อประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการรับฟังความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. เตรียมเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในวันที่ 29 ม.ค.นี้
โดยการเข้าพบดังกล่าวเป็นการให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ อาจเป็นไปได้ที่ต้องแสดงความเห็นต่อเรื่องการปฏิรูป รวมถึงกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไปตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 35(10)กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามเมื่อผลหารือเป็นเช่นไร ตนจะนำรายละเอียดทั้งหมดเข้าที่ประชุมวิป สปท. ในวันที่ 28 ม.ค.นี้เพื่อให้ที่ประชุมร่วมพิจารณากำหนดแนวทางการให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 8-9 ก.พ. นี้
“กรุงเทพโพลล์” เผยชาวบ้าน 86.2% หนุน กกต.แจกใบแดงระงับสิทธิผู้สมัคร ส.ส.ก่อนเลือกตั้งหากพบโกง 79.9% เห็นด้วยให้พรรคเสนอชื่อนายกฯ ก่อน 77.6% โอเคให้ 3 องค์กรอิสระถกเตือนรัฐบาลส่อทำชาติเจ๊ง 52.4% รับได้ให้นายกฯ นั่งเก้าอี้รวมไม่เกิน 8 ปี 73% ไม่ค่อยมั่นใจร่าง รธน.ขจัดโกงได้ 74.6% ไม่ค่อยเชื่อทำไทยปรองดอง 86.8% ตั้งใจมาโหวตประชามติ 46.6% พอใจร่างรัฐธรรมนูญ
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนพอใจเพียงใด ซึ่งก็พบว่า เมื่อถามความคิดเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง สามารถแจกใบแดงระงับสิทธิผู้สมัคร ส.ส.ก่อนการเลือกตั้งได้หากพบมีการทุจริต
ร้อยละ 86.2 เห็นด้วย //ร้อยละ 12.1 ไม่ค่อยเห็นด้วย //และร้อยละ 1.7 ไม่ตอบ
เมื่อถามถึงประเด็นที่ให้พรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประชาชนทราบล่วงหน้าก่อนมีการเลือกตั้ง โดยอาจจะเป็นผู้สมัคร ส.ส. หรือคนนอกก็ได้
ร้อยละ 79.9 เห็นด้วย //ร้อยละ 17.3 ไม่ค่อยเห็นด้วย //และร้อยละ 2.8 ไม่ตอบ
เมื่อถามถึงการให้อำนาจองค์กรอิสระ 3 องค์กร ได้แก่ กกต., คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) หารือร่วมกันเพื่อส่งข้อตักเตือนไปยังคณะรัฐมนตรี กรณีที่พบการดำเนินงานหรือนโยบายของรัฐบาลอาจจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศในระยะยาว
ร้อยละ 77.6 เห็นด้วย// ร้อยละ 18.4 ไม่ค่อยเห็นด้วย// และร้อยละ 4.0 ไม่ตอบ
เมื่อถามถึงวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมแล้วต้องไม่เกิน 8 ปี โดยจะเป็นกี่สมัยก็ได้ (โดยไม่มีผลย้อนหลัง)
ร้อยละ 52.4 เห็นด้วย //ร้อยละ 40.4 ไม่ค่อยเห็นด้วย //และ ร้อยละ 7.2 ไม่ตอบ
เมื่อถามถึงความมั่นใจที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เน้นเรื่อง ขจัดทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง และการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จะสามารถบรรลุเจตนารมณ์ที่วางไว้ได้
ร้อยละ 24.0 มั่นใจ //ร้อยละ 73.0 ไม่ค่อยมั่นใจ//และ ร้อยละ 3.0 ไม่ตอบ
เมื่อถามถึงความมั่นใจที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะทำให้เกิดความสามัคคีปรองดองของคนในชาติได้
ร้อยละ 22.2 มั่นใจ //ร้อยละ 74.6 ไม่ค่อยมั่นใจ //และร้อยละ 3.2 ไม่ตอบ
เมื่อถามความเห็นต่อการออกมาใช้สิทธิหากมีการทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ของประชาชน
ร้อยละ 86.8 ตั้งใจจะออกมาใช้สิทธิ //ร้อยละ 2 ตั้งใจจะไม่ออกมาใช้สิทธิ //และร้อยละ 11.2 ยังไม่แน่ใจว่าจะออกมาใช้สิทธิหรือไม่
และเมื่อถามถึงความพึงพอใจที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในภาพรวม ร้อยละ 46.6 พอใจ //ร้อยละ 37.7 ไม่ค่อยพอใจ// และ ร้อยละ 15.7 ไม่ตอบ
ขณะที่สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้มีการสำรวจความาคิดเห็นของประชาชนสิ่งที่ประชาชนห่วง เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยส่วนใหญ่ระบุว่าการร่างรธน.อาจไม่เป็นธรรมและมีช่องโหว่
สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ต่อความวิตกกังวลของคนไทยต่อข้อคำถามที่ว่า สิ่งที่ประชาชนห่วงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 78.91 การร่างรธน.ไม่เป็นธรรม มีช่องโหว่ / ร้อยละ75.09 การไม่ยอมรับร่าง รธน. ของบางกลุ่มก่อให้เกิดความขัดแย้ง และร้อยละ63.64 ร่างฯไม่เสร็จ หาข้อยุติไม่ได้เมื่อถามว่า ปชช.มีความเป็นห่วงมากขึ้นหรือน้อยลง ร้อยละ71.72 ห่วงมากขึ้น เพราะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง และร้อยละ28.28 ห่วงน้อยลง
