- 24 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
พรุ่งนี้ ( 25 ม.ค.) แล้วที่ภาครัฐจะเริ่มต้นกระบวนการทยอยรับซื้อยางพาราในวงเงินกว่า 5 พันล้านบาทเพื่อส่งมอบให้ 8 กระทรวงนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการแปรรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวนโยบายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางในประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้ นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เปิดเผยว่าตลอดทั้งวันที่ผ่านม า ได้ดำเนินการซักซ้อมระบบในการรับซื้อยางพารา 100,000 ตัน จากเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ในจุดรับซื้อทั้งหมด 834 จุดทั่วประเทศ ก่อนเปิดรับซื้อจริงในวันพรุ่งนี้ (25 ม.ค.) เพื่อป้องกันความผิดพลาด และขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางมาขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 1,200,000 ราย โดยแต่ละรายได้สิทธิ์นำผลิตผลยางพารามาขายรายละไม่เกิน15 ไร่ ไร่ละ 10 กิโลกรัม หรือรายละไม่เกิน 150 กิโลกรัม แต่ถ้าเกษตรกรมีสวนยางต่ำกว่า15 ไร่จะซื้อตามเอกสารสิทธิจริง โดยพรุ่งนี้จะเริ่มรับซื้อตั้งแต่เวลา 08.30 น.- 16.30 น. ผ่านสถาบันเกษตรกร 614 จุด ก่อนจะขยายให้ครบ 834 จุดทั่วประเทศ และหากพบความผิดปกติมีการหมุนเวียนนำยางเก่ามาขาย จะตัดสิทธิเกษตรกรห้ามเข้าโครงการของรัฐอีกต่อไป
ขณะที่ก่อนหน้านั้นที่ประชุมกยท. ได้สรุปหลักเกณฑ์การรับซื้อยางพารา ว่าประกอบด้วยลักษณะยาง 3 ประเภท คือ
1.ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 สูงสุดไม่เกิน 45 บาท/กก.
2.น้ำยางดิบ ราคา 42 บาท/กก.
3.ยางก้อนถ้วย ราคา 41 บาท /กก.
ส่วนเงินสนับสนุนโครงการ จะใช้เงินงบประมาณรวม 5,479 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินรับซื้อยางจากเกษตรกร ชาวสวนยาง ไม่เกิน 4 ,500 ล้านบาท , ค่าจ้างแปรรูป ค่าขนส่ง 739 ล้านบาท , ค่าจัดเก็บ 150 ล้านบาท และค่าดำเนินการเท่าที่จ่ายจริงอีกไม่เกินร้อยละ 2
ขณะที่ นายสังข์เวิน ทวดห้อย กรรมการ กยท. ในสัดส่วนผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง ให้สัมภาษณ์กับสนข.ทีนิวส์ ว่าแนวทางของภาครัฐครั้งนี้น่าจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ไม่มากก็น้อย แม้ว่าจะไม่ครบถ้วนในสิ่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ และเชื่อมั่นการดำเนินการทุกอย่างของกยท.จะเป็นไปอย่างโปร่งใส
ทางด้าน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเกษตรกรสวนยางแห่งประเทศไทย ระบุถึงการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยภาครัฐวันแรกพรุ่งนี้ (25 ม.ค.) ว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเกษตรกรทุกคนมีความพร้อมที่จะนำน้ำยางพาราไปขายให้กับรัฐบาล เพราะเป็นสิ่งที่เกษตรกรรอคอย แต่ขณะนี้ถือว่ายังติดปัญหาในส่วนของการรับซื้อ เนื่องจากเกษตรกรหลายรายยังไม่ทราบจุดที่จะรับซื้อที่ชัดเจน และการประชาสัมพันธ์ของทางภาครัฐยังไม่ทั่วถึงมากนัก โดยมีการแจ้งเบื้องต้นให้ทราบเพียงว่ามีจุดรับซื้อในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 2,000 แห่ง ภาคเหนือ และภาคอีสานอีก จำนวน 1,000 แห่ง โดยจะรับซื้อรายละไม่เกิน 150 กิโลกรัมเท่านั้น อย่างไรก็ตามถ้าให้ประเมินแล้วคาดว่าการรับซื้อยางพาราครั้งนี้อาจจะมีความวุ่นวายบ้างแต่คงไม่มากนัก และเชื่อว่ารัฐบาลจะมีแนวทางบริหารจัดการทำให้สามารถดำเนินโครงการไปได้ด้วยดี
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทางด้านกยท.จะยืนยันความพร้อมเข้ารับซื้อยางพาราจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีหลายฝ่ายมีความกังวลว่ากระบวนการดำเนินงานอาจไม่เป็นไปตามที่ภาครัฐกำหนดเป็นเป้าหมาย
โดยตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่พบในปัจจุบันก็คือ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งมีการกำหนดให้เกษตกร 2 ส่วน คือ เจ้าของสวน / ผู้เช่าสวน และผู้กรีดยางได้รับเงินอุดหนุนในสัดส่วน 900 บาท และ 600 บาท ซึ่งจากข้อมูลของเวปไซด์กยท.เองพบว่า แม้จะเริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2558 ปรากฎว่าจำนวนครัวเรือนของผู้ขอรับสิทธิ์ 727,669 ครัวเรือน แต่มีผู้ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์เพียง 71,250 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 8.92 ในจำนวนมีผู้ได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีเพียง 31,237 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 3.91 เท่านั้น
ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กลับยืนยันว่า โครงการชดเชยรายได้ชาวสวนยางและคนกรีดยางไร่ละ 1,500 บาท ขณะนี้มีเกษตรกรในฐานข้อมูลของ กยท.แล้ว 798,919 ครัวเรือน และมีเกษตรกรได้รับการรับรองสิทธิ 103,799 คน ซึ่งกยท.จะเร่งประมวลข้อมูลส่ง ธ.ก.ส. และโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรวันที่ 22-24 มกราคม ซึ่งภายในวันที่ 25 มกราคม เชื่อว่าเกษตรกรจะทยอยได้รับเงินอย่างแน่นอน ส่วนเกษตรกรที่แจ้งเข้าร่วมโครงการส่วนที่เหลือจะเร่งให้ได้รับเงินภายในเดือนนี้
ขณะที่ในการประชุมผู้บริหารสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ อ.เมืองตรัง และ อ.นาโยง ที่ห้องประชุม กยท. เพื่อเตรียมความพร้อมกระบวนการรับซื้อยาง ปรากฏรายงานข่าวระบุว่า โครงการรับซื้อยาง 1 แสนตันดังกล่าวได้สร้างความกดดันให้เจ้าหน้าที่ กยท.ทุกพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นโครงการเร่งด่วนที่มาซ้อนกับโครงการช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่กยท.ต้องเร่งจัดเตรียมความพร้อมรับซื้อยางไปพร้อมๆกับการจัดทำทะเบียนเกษตรกรในโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์
ด้วยข้อมูลที่ปรากฎกับโครงการโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งสะท้อนว่ากับทะเบียนรายชื่อเกษตรกร รวมถึงระเบียบต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินการ ที่เป็นปัญหาต่อการเข้าถึงนโยบายรัฐ อีกจุดหนึ่งซึ่งถูกมองว่าอาจะเป็นปัญหาก็คือปริมาณยาง 1 แสนตันจะนำไปดำเนินการในรูปแบบไหน อย่างไร ถึงแม้ว่าทุกหน่วยงานราชการจะมีความตื่นตัวนำยางจากโครงการรับซื้อไปบริหารจัดการให้เป็นรูปธรรมก็ตาม
โดยอีกหนึ่งตัวอย่างก็คือแนวทางการขับเคลื่อนนำยางพาราใช้ทำถนน ซึ่งแม้จะเป็นนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบจากมติครม.เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2558 ให้พิจารณานำยางพาราในประเทศ ไปใช้ในการซ่อม –สร้างถนน 30,000 ตัน พร้อมกำหนดกรอบงบประมาณในการดำเนินการสำหรับกรมทางหลวงแผ่นดิน รวม 2.5 หมื่นล้านบาท และกรมทางหลวงชนบท 1.5 หมื่นล้านบาท ด้วยเป้าหมายเพื่อลดสต็อกยางซึ่งเป็นแรงกดดันราคาซื้อขายยางจากต่างประเทศ
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการดำเนินตามนโยบายของจังหวัดบุรีรัมย์ ในการนำยางพาราไปเป็นส่วนผสมการทำถนน กลับถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดบุรีรัมย์ ออกหนังสือลงวันที่ 13 ต.ค. 2558 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สั่งการต่อถึงหน่วยราชการท้องถิ่นให้พิจารณาทบทวนการดำเนินโครงการ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทางราชการ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงตามหนังสือกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 30 มี.ค. 2555 เรื่องหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางก่อสร้างของทางราชการ ยังมิได้กำหนดวิธีการคำนวณราคากลางค่างานต้นทุนต่อหน่วยงานผิวจราจรที่มีส่วนผสมของยางพาราไว้
จากข้อมูลบางส่วนว่าด้วยข้อมูลของกยท.เองรวมถึงแนวนโยบายภาครัฐที่ต้องการนำยางในประเทศไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็พอเห็นภาพว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทยคงต้องมีการปรับแก้ไขในอีกหลายจุดเพื่อให้ทำกระบวนการการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมยางพาราไทยยั่งยืนตามเป้าหมายของภาครัฐ ซึ่งคงต้องติดตามและเอาใจช่วยให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ประสบความสำเร็จกันต่อไป
