"สนธิญาณ" ชี้!! "กรธ." ควรสื่อสารให้ปชช.เข้าใจในร่างรธน. "ฉบับนักการเมืองสยอง"เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และคสช.ต้องมีบทบาทร่วมผลักดันอย่างจริงจัง!!

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 25 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน วันที่ 29 ม.ค. 59 เราก็จะได้เห็นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดแล้วว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ครับ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาในการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างฯในครั้งนี้เรียกว่าได้ใช้เวลาในแต่ละช่วงสื่อสารต่อประชาชนโดยมุ่งเน้นแต่ละประเด็นไม่ว่าจะเป็นประเด็นเนื้อหาหมวดทั่วไป เนื้อหาหมวดการเลือกตั้ง ส.ว. ส.ส. ที่มาต่าง ๆ สิ่งที่เราได้เห็นและสัมผัสได้คือการตอบโต้จากบรรดานักการเมือง โดยไม่ต้องแยกว่าฝ่ายไหน พรรคมารหรือพรรคเทพ กระแสเสียงจะออกมาแบบเดียวกันเป๊ะ จะแตกต่างกันในเรื่องของรายละเอียด แต่ถ้าถามประชาชนในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้สิ่งที่เราได้เห็นก็คือการสนับสนุนแนวทางของคณะกรรมการกลางตลอดมา ซึ่งประชาชนหนุนนะครับประเด็นของการที่จะขจัดโกง ป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาและใช้อำนาจตามอำเภอใจซึ่งนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน หรือประเด็นที่สะท้อนกลับอย่างรุนแรงเช่นแต่แรกคณะกรรมการร่างฯ ต้องการที่จะให้วุฒิสภาเป็นสภาผัว-เมียได้ ปรากฏว่าเมื่อประชาชนได้รับทราบเนื้อหาเหล่านี้ขึ้นมาก็มีแรงกระเพื่อมออกมาไม่เห็นด้วย ร้อยละ 99 ที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่มากจากความรู้สึกในการที่จะต่อต้านนักการเมือง นั่นก็แสดงว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มองเห็นรวม ๆ กันว่านักการเมืองคือปัญหาของชาติ แต่มาถึงประเด็นล่าสุดผมคิดว่าน่าสนใจ สวนดุสิตโพล เขาบอกว่าเขาเป็นห่วงเรื่องความปรองดอง

 

 

สถาพร : ความปรองดอง คุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกของคนในชาติ 89.60 เปอร์เซ็นต์ ถ้าความปรองดอง 79 เปอร์เซ็นต์

 

 

สนธิญาณ : กระแสความรู้สึกของประชาชนในเรื่องของความปรองดองหรือรัฐธรรมนูญจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะนำพาไปสู่ความแตกแยก ไม่เพียงเท่านั้นยังห่วงเรื่องสองมาตรฐาน ยังห่วงเรื่องประเด็นช่องว่างอย่างนี้แปลความหมายความอย่างไร แม้ประชาชนส่วนใหญ่โดยทั่ว ๆ ไปจะสนับสนุนแนวทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ความรู้สึกที่นักการเมืองออกมาขัดขวางคัดค้านหรือเปิดประเด็นเข้าทิ่มแทงทั้งคณะกรรมการร่างฯ และคสช. ไปตกผนึกในความรู้สึกของประชาชนด้วยเช่นกัน

 

 

สถาพร : เพราะประชาชนคิดว่าเดี๋ยวปัญหาก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีก นักการเมืองยังไม่หยุด

 

 

สนธิญาณ : ไม่ใช่นักการเมืองไม่หยุดเพียงอย่างเดียว คือเขากังวลล้ำไปข้างหน้าแล้วว่ารัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งความแตกแยก รัฐธรรมนูญอาจจะนำมาซึ่งความปรองดอง รัฐธรรมนูญมีสองมาตรฐานได้ ความหมายที่ผมเรียนก็คือว่าน้ำเสียงของฟากฝั่งพรรคการเมืองที่พูดอยู่ตลอดเวลาออกมาตอกย้ำทั้ง ๆ ที่เราได้เห็นว่ากระแสเสียงของประชาชนสนับสนุน คสช. และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เสียงของนักการเมืองก็มีผลเป็นอย่างยิ่งเหมือนกันที่เข้าไปอยู่ในความรู้สึกของประชาชน สาเหตุมาจากการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีโฆษกเป็นคุณชาติชาย ณ เชียงใหม่ แต่วิธีของการสื่อสารจะกลับมาที่ประเด็นที่ว่าการสื่อสารของคณะกรรมการร่างฯ ไม่ทรงประสิทธิภาพเพียงพอที่เราต้องการในท้ายที่สุดคือการลงประชามติรับหรือไม่รับโดยประชาชน ดังนั้นการสื่อสารและทำความเข้าใจนับตั้งแต่ยกร่างฯมาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คณะกรรมการร่างฯต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่การทำประชาสัมพันธ์คือมีอะไรก็ออกมาบอกเล่าให้ประชาชนฟัง ผมคิดว่ามากกว่านั้น คือการสื่อสารและการเชื่อมโยงทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปในแต่ละประเด็น แต่อาจจะเป็นได้ว่าอาจจะรอจนฉบับสมบูรณ์แบบวันที่ 29 ม.ค. จะสื่อสารกับประชาชน อันนี้ก็มีความเป็นไปได้และไปใช้เวลาที่เหลือในการที่จะเชื่อมโยงความรู้สึกกับประชาชนแลกเปลี่ยนมาพูดทีละวรรคที่ละตอน แต่สิ่งที่ผมสะท้อนก็คือว่าการเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองได้ผล ถึงไปก่อความรู้สึกแบบนี้กับประชาชนก็ต้องดูต่อไปนะครับว่า เมื่อเลยวันที่ 29แล้วทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะปรับระบบและกระบวนการในการสื่อสารกับประชาชนหรือไม่ และที่สำคัญก็คือว่า คสช. ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามามีบทบาทช่วยทำความเข้าใจกับประชาชนเวลานี้ คสช.ก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เข้ามาครอบงำให้แต่กับอำนาจสิทธิ์แก่กรรมการร่างอย่างเต็มที่ เพียงแต่บอกแนวทางของ คสช. มาตั้งแต่ต้น แล้วคณะกรรมการร่างฯก็ว่าไปเลย เรื่องแบบนี้ทางฟากฝั่ง นปช. ก็ไม่ได้เห็นด้วยเขายิ่งเอาไปโหมกระหน่ำซ้ำเสียด้วยว่าไม่จริง ความจริงมีการหารืออยู่ตลอดเวลาเพราะอาจารย์มีชัย คสช. ยึดอำนาจก็มานั่งเป็นที่ปรึกษาแล้วจะไม่มีการพูดคุยกันได้อย่างไร ความจริงแล้วที่ออกมาแบบนี้เขาต้องการให้เกิดแรงเหวี่ยง ต้องการให้ประชาชนปฏิเสธเพื่อที่จะได้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญครับ เวลาก็จะบิดไป แล้วแต่ทางที่จะบิดให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองในการพูด ดังนั้นวันนี้ผมคิดว่าทางฝั่งประชาชนก็เช่นเดียวกัน ถ้าเลยวันที่ 29 ไปแล้วเราจะต้องอ่านรัฐธรรมนูญกันอย่างจริงจัง ซึ่งเที่ยวนี้มีไม่เยอะมาตรา ทางฟากฝั่งของคณะกรรมการร่างฯก็ต้องสร้างระบบและกระบวนการในการสื่อสารถึงประชาชนที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจเนื้อหาของรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกัน

 

 

สถาพร : จำเป็นไหมครับว่ากรรมการร่างฯ ต้องให้ประชาชนได้ทราบได้รู้ในเจตนารมณ์

 

 

สนธิญาณ : จำเป็นมากครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่ละหมวดซึ่งจะทำให้เห็นภาพของการเชื่อมโยง คือกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้มีมาตราหนึ่งแล้วก็ลอย ๆ เหมือนกับที่ถารายงานข่าวที่คุณคณินออกมาโจมตีเรื่องคุณค่าของความเป็นมนุษย์อะไรแบบนี้เป็นต้น แต่คณะกรรมการร่างฯอาจจะเห็นอีกอย่างเขียนอยู่ตรงนี้เชื่อมมาตรงนี้นำไปสู่การปฏิบัติจริง

 

 

สถาพร : คือฟากฝั่งนักการเมืองจะโจมตีเป็นจุด ๆ ที่ตัวเองคิดว่าเอาไปพูดแล้วได้ประโยชน์ ซึ่งจริง ๆ ต้องดูทั้งฉบับซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน

 

 

สนธิญาณ : เจตนารมณ์และการเชื่อมโยงทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่าถ้าโดยทั่วไปคณะกรรมการร่างฯอยู่ในใจประชาชนอยู่แล้ว ประชาชนเชียร์และหนุนหลังอยู่แล้ว ทางฟากฝั่งนักการเมืองเรียกว่าเป็นรองอยู่แต่ว่าสามารถที่จะสร้างกระบวนการดังกล่าวได้ ก็จะเรียนให้เห็นนะครับว่าเป็นเรื่องที่จะต้องกลับมาทบทวนบทเรียนและมุ่งเน้นในการที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะทำให้เกิดประโยชน์ในฟากฝั่งประชาชนที่ได้เข้าใจร่างฯนี้อย่างแท้จริงว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนทั้งหลายอย่างไร และเมื่อถึงเวลาการลงประชามติเขาจะได้ตัดสินใจบนเนื้อหาและเหตุผลที่แท้จริงไม่ใช่ว่าไปตามกระแส กระแสชอบ คสช. หรือกระแสในการที่จะชอบพรรคการเมือง ต้องการที่จะล้มโดยไม่มีเหตุไม่มีผลอย่างนั้นเป็นต้น

 

 

สถาพร : นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของร่างรัฐธรรมนูญที่จะต้องดำเนินการให้เข้าถึงพี่น้องประชาชนทุกคน เพื่อที่จะให้ได้รู้ถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้