- 25 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ย้ำกันอีกครั้งว่าในวันนี้นับเป็นวันสูญเสีย อีก 1 วัน สำหรับชาวพุทธ โดยเช้านี้ เวลา 08.37 น. พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ
จากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ก็มีข่าวช็อกตามมาติดๆ ที่พุทธศาสนิกชนไม่ทันตั้งตัว เมื่อมีรายงานว่าพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร)หรือ เจ้าคุณเสนาะ ได้ทำอัตวินิบาตกรรม ด้วยการผูกคอ ภายในกุฏิของท่านเอง
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงการมรณภาพของพระพรหมสุธี หรือ “เจ้าคุณเสนาะ” เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ภายในกุฏิของวัดสระเกศ และไม่มีร่องรอยของการทำร้ายร่างกายพระพรหมสุธี จึงเชื่อว่าพระพรหมสุธีน่าจะแขวนคอจนมรณภาพ แต่ทั้งนี้จะได้ส่งศพไปตรวจพิสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ถึงสาเหตุการมรณภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นญาติไม่ติดใจการมรณภาพของพระพรหมสุธี
จากการสอบถามลูกศิษย์พบว่า ในช่วงเกิดเหตุพระพรหมสุธีอาศัยอยู่ในกุฎิเพียงรูปเดียว และมีอาการเครียดให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง หลังจากถูกทางมหาเถรสมาคมปลดพระพรหมสุธีออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม เพราะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบพบว่า พระพรหมสุธีมีพฤติกรรมส่อทุจริตต่องบประมาณแผ่นดิน 67 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติเป็นค่าใช้จ่ายในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) จึงปลดพระพรหมสุธี เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์โดยรวม ซึ่งทำให้พระพรหมสุธีถูกตัดอนาคตในสายพระ และขณะเดียวกันพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามสั่งพระพรหมสุธีพักการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศด้วย สาเหตุนี้อาจทำให้พระพรหมสุธีเกิดความเครียด จนต้องรับประทานยาถึงวันละ 4 ครั้ง จนมาเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
ด้าน พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบพยานหลักฐานและสถานที่เกิดเหตุเบื้องต้น พบเก้าอี้ที่ใช้ในการต่อตัวและประคดที่ใช้ผูกกับขื่อ ส่วนรอยที่พบบริเวณลำคอ มีลักษณะถูกกดทับไม่พบสิ่งผิดปกติ และไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ทั้งนี้ต้องรอผลตรวจจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และผลตรวจจากแพทย์ลงความเห็นสรุปสาเหตุการมรณภาพที่แท้จริง
พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าที่ผ่านมาพระพรหมสุธีมีอาการเครียดให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง หลังจากถูกทางมหาเถรสมาคมปลดพระพรหมสุธีออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม จากการถูกตรวจสอบคดีทุจริต จนน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านคิดสั้นได้ทำอัตวินิบาตกรรม ด้วยการผูกคอ ภายในกุฏิของท่านเอง
อัตวินิบาตกรรม คือ การทำให้ตนเองถึงแก่ชีวิตหรือถึงแก่ความตาย ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตายนั่นเอง
ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า การทำอัตวินิบาตกรรมนั้นเป็นบาปอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำผิดศีลข้อที่ 1 ในศีล 5 เรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การเบียดเบียนชีวิตของตนเองและผู้อื่น พุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยาก เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรภูมิใจ จึงไม่ควรทำลายชีวิตของตนเอง เนื่องจากการทำลายชีวิตตนเองหรืออัตวินิบาตกรรมนั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงแต่การหนีปัญหาเฉพาะตนเท่านั้น โดยทิ้งปัญหาเอาไว้ให้คนข้างหลังแก้ต่อไป
การทำอัตวินิบาตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นการทำบาปหนักในทางพระพุทธศาสนา ทำให้ภาพของพระพรหมสุธีซึ่งถือเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ และเคยเป็นถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ได้ถูกสะท้อนภาพข้อเท็จจริงด้านหนึ่งออกมาว่า ต่อให้เป็นพระระดับสูงแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะเข้าใจหลักธรรมคำสอนอย่างถ่องแท้
ประกอบกับที่ผ่านมายังเคยถูกร้องเรียนตรวจสอบเรื่องกับประพฤติตนไม่เหมาะสมในหลายๆเรื่องๆ
ก่อนหน้านี้พระพรหมสุธีถูกร้องเรียนถึงพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ทั้งกรณีมีรถหรูไม่ต่ำกว่า 20 คน ธุรกิจกล้วยไม้ 300 ไร่ มูลค่ากว่า 300 ล้าน รีสอร์ตหรูหลายหลัง ธุรกิจเพาะพันธุ์ไก่ชน เพาะพันธุ์ปลากัด และธุรกิจบ้านจัดสรร มูลค่าไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
รวมทั้งมีการกล่าวหาว่ามีผู้หญิงเข้าออกวัดยามวิกาล นอกจากนี้ยังมีการปลดพระพรหมสิทธิ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ออกจากหน้าที่ดูแลบริหารจัดการเงินบริจาคในส่วนพื้นที่ภูเขาทอง
กระทั่งล่าสุดโดนกล่าวหาเรื่องทุจริตเงินค่าใช้จ่ายในพิธีพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพุฒาจารย์ จำนวน 67,550,000 บาท ทาง สตง.จึงเข้ามาตรวจสอบเงินวัดสระเกศฯทุกบัญชี และ เบื้องต้นพบว่างบจัดสร้างโต๊ะหมู่บูชา 11 ล้านบาท มีเจ้าภาพดำเนินการแล้ว แต่กลับเบิกงบจาก พศ.มาใช้ซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังพบอีกหลายรายการที่พบว่ามีเจ้าภาพหมดแล้ว อาทิ ย่าม พัดรองที่ระลึก ผ้าไตร พระพุทธรูป รวม 30 ล้านบาท แต่กลับเบิกงบมาใช้
ทาง สตง.จึงทำหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว จากนั้นภายในเดือนมกราคม 2558 พระพรหมสุธีโดนปลดจากตำแหน่งกรรมการ มส. ตามมาด้วยถูกพักงาน 3 ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะภาค 12 เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ภายหลังตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าข้อกล่าวหามีมูล
ส่งผลให้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 มส.มีมติแต่งตั้งพระพรหมสิทธิเป็นกรรมการ มส. และประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ แทนพระพรหมสุธี กระทั่งมาล่าสุดพระพรหมสุธีตัดสินใจทำหนังสือถึง มส.ขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
ประเด็นการตรวจสอบที่หนักที่สุดของพระพรหมสุธีก็คือการใช้งบประมาณในพิธีพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพุฒาจารย์ จำนวน 67,550,000 บาท
27 มีนาคม 2558 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ลงนามในหนังสือที่ ตผ 0019/1639 ลงวันที่ 26 มี.ค.2558 เรื่องการตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดสระเกศ ถึง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธาน มส.
ความตอนหนึ่งของหนังสือระบุว่า สตง.ขอแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินอุดหนุนของวัดสระเกศ ดังนี้
1. หากวัดสระเกศ มิได้ประสงค์ ขอเงินงบประมาณของรัฐเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ จำนวน 67,550,000 บาท การอุดหนุนเงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้แก่วัดสระเกศ เป็นการขัดต่อหลักเกณฑ์การตั้งงบประมาณและใช้จ่ายเงินอุดหนุน เมื่อการอุดหนุนงบประมาณแผ่นดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นหน้าที่ของพศ. ต้องเรียกคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ทางราชการ วัดสระเกศจึงไม่อาจใช้เงินอุดหนุนดังกล่าว ต้องส่งคืนพศ.ทั้งจำนวน
2. การจ่ายเงินอุดหนุนค่าจัดทำหนังสือพระไตรปิฎก จำนวน 1,050 ชุด ราคาชุดละ15,000 บาท เป็นเงิน 15,750,000 บาท ให้ พศ. ในบัญชีกองทุนพระไตรปิฎกของพศ. แต่วัดสระเกศได้รับมอบเพียง 700 ชุด ขาดหายไป 350 ชุด คิดเป็นเงิน 5,250,000 บาท ทำให้วัดสระเกศได้รับความเสียหาย อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
3. การเบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายทำย่ามจำนวน 8,000 ใบ เป็นเงิน 2,960,000 บาทในจำนวนดังกล่าว ดร.สนธยากล่อมเปลี่ยน เป็นผู้ถวาย จำนวน 5,000 ใบ จึงเป็นการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนซ้ำซ้อนกับเงินบริจาค อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามการตรวจสอบในชั้นนี้ จึงปรากฏส่อไปในทางไม่สุจริต
ซึ่งต้องตรวจสอบสืบสวน เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ต่อไป จึงขอกราบพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามควรแก่กรณี
ต่อมา 1 กรกฎาคม 2558 นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยว่า พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้ทำหนังสือ เรื่อง การตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดสระเกศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถึง นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ.
โดยส่งแนบเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาเทเวศร์ เลขที่ 00509638 สั่งจ่ายวันที่ 24 มิถุนายน 2558 จำนวน 25,225,000 บาท มาด้วย ส่วนในรายละเอียดในหนังสือ ระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง พศ. ได้แจ้งให้ทราบว่า สำนักงบประมาณ ได้อนุมัติงบกลาง จากงบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณพ.ศ.2556 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น67,550,000 บาท
เพี่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ความละเอียดแจ้งแล้ว วัดสระเกศฯได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ รวมค่าใช้จ่ายจากเงินอุดหนุนดังกล่าว 42,325,000 บาท
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ได้เบิกจ่ายจากเงินผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ดังนั้นจึงมีเงินอุดหนุนคงเหลือ 25,225,000 บาท จึงขอส่งคืนเงินอุดหนุนจำนวนดังกล่าว เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการและประเทศชาติต่อไป
"หลังจากที่พศ.ได้รับเช็คดังกล่าว จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยนำเช็คส่งให้คลังและแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตง.)ทราบต่อไป สำหรับการดำเนินคดีกับพระพรหมสุธี(เสนาะปัญญาวิชิโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ อาจมีข้อยุติ เพราะถือว่าทางวัดได้คืนเงินให้แผ่นดินแล้ว"
รายงายข่าวจากวัดสระเกศ กล่าวว่า ถึงแม้ก่อนหน้านี้ทางสตง.ได้แนะให้วัดสระเกศฯจ่ายเงินคืนแผ่นดินจำนวน 67 ล้านบาทผ่านทางพศ. แต่เมื่อทางสตง.ได้ร่วมกับวัดสระเกศ ทำการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในงานพระราชทานเพลิงศพ พบว่าทางวัดได้ใช้จ่ายจริงเป็นเงิน 42 ล้านบาท ดังนั้นทางวัดจึงต้องคืนเงินในส่วนที่เหลือให้กระทรวงการคลัง 25 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อทางวัดได้คืนให้กับแผ่นดินแล้วถือว่าแผ่นดินไม่ได้รับความเสียหาย และข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลง ในส่วนคดีความของพระพรหมสุธี สตง.ไม่ได้ส่งให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ นั่นหมายความว่าเจ้าคุณเสนาะ ไม่ได้มีความผิดร้ายแรงถึงขึ้นอาบัติปาราชิก แต่คดีทางธรรมต้องรอฟังจกมติมส.อีกครั้ง ถึงแม้การประชุมมส.ที่ผ่านมายังไม่มีรายงานเรื่องนี้ในที่ประชุมก็ตาม
ล่าสุดพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอเรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2558 โดยมีผู้ร้องเรียนมา 3-4 ประเด็น กรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าอยู่ในอำนาจของมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดีเอสไอจึงส่งเรื่องไปให้ทั้งสองหน่วยงานดำเนินการตรวจพฤติการณ์ต่อไป
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า เมื่อปี 2558 ดีเอสไอได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสการใช้งบประมาณของพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ 67 ล้านบาท หลังจากรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ดีเอสไอได้สอบพยานบุคคลพร้อมทั้งรวบรวมเอกสารบางส่วน อีกทั้งยังทราบว่าผู้ร้องเรียนได้มีการยื่นร้องเรียนไปยังหน่วยงานอื่นหลายหน่วยงาน เช่น พศ. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า จากพยานหลักฐานที่ดีเอสไอตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าในส่วนของคดีอาญาไม่พบความผิดในประเด็นการใช้งบประมาณ 67 ล้านบาท ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จึงไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ เพียงแต่รับเรื่องเข้ามาเพื่อที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง
ดังนั้น เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของสงฆ์ จึงส่งเรื่องให้ พศ. ไปดำเนินการตาม พ.ร.บ.สงฆ์ต่อไป เนื่องจากดีเอสไอพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอ
ในช่วงที่ผ่านมาสังคมไทยได้เกิดการตื่นรู้เรื่องของพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยเฉพาะการที่พระสงฆ์แต่ละระดับไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จนมาถึงในรายของพระพรหมสุธี
โดยจากอุทาหรณ์กรณีที่เกิดขึ้นทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้ตีแผ่ข้อเท็จจริงของวงการสงฆ์ไทยทุกระดับชั้นมานำเสนอให้กับคุณผู้ชมได้รับทราบต่อไป เพื่อช่วยธำรงพระพุทธศาสนาในสังคมไทย ให้เกิดไปตามหลักประพฤ๖ปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยต่อไป
