"สนธิญาณ" ชำแหละ!! "ลูกเทพ" ฟีเว่อร์ สะท้อนความไร้สติของสังคมไทย แม้แต่ "ไทยสไมล์" ยังโหนกระแสความงมงายนี้ ไม่รับผิดชอบสังคม เอาแต่การค้า

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 26 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
 

 
 
สถาพร : สวัสดีครับพี่ต้อยครับ

 
สนธิญาณ : สวัสดีครับถาครับ สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ท่านผู้ชมทุกท่านครับ ก็เจอกันทุกเช้าประมาณนี้ 08.40 น. โดยประมาณ สังคมไทยมีบทเรียนเกิดขึ้นในช่วงระยะนี้ควรที่เราจะได้ร่วมกันตั้งสันติคิดแล้วก็พิจารณาโดยระเอียดนะครับ ความเป็นไปของสังคมในวันนี้จะสะท้อนถึงอนาคตของสังคมไทยในวันข้างหน้าซึ่งนั้นหมายความว่า คือการสะท้อนถึงความเป็นอยู่ ของลูกของหลานเราต่อในอนาคตนี้สำหรับคนที่มีวัยมาถึงเรียกว่า กลางเกือบจะปลาย แบบผมแล้วนี้นะครับ จะคิดไปถึงเรื่องวันข้างหน้า คิดถึงเรื่องของลูกของหลาน

 
สถาพร : คิดถึงเรื่องของคนที่จะอยู่ข้างหลังแล้วละ

 
สนธิญาณ : ครับ ในสังคมใดสังคมหนึ่งนะครับ หากมันมีพื้นฐานการเป็นอยู่กันอย่างไรสติย้ำ เป็นการอยู่อย่างไรสติ ความหมายของคำว่าสติคืออะไรครับ สติก็คือการพิจารณา ขบคิด ใคร่ครวญ นะครับ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องสติ เป็นหัวใจการดำรงอยู่ของชีวิตที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันและจะก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า สติมาปัญญามี นะครับ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าปลายทางคือปัญญา ก็คือการหยั่งรู้ได้ใคร่ครวญคิด พินิจแล้วก็เห็นข้อสรุปที่ถูกต้องที่ดีนั้นก็คือปัญญา ศีล สมาธิ  สมาธิก็คือการฝึกสตินั้นเอง การฝึกฝนสติจึงจะบังเกิดเป็นสมาธิขึ้นนี้เป็นหลักทั่วไป วันนี้นะครับ กระแสลูกเทพ ที่เกิดขึ้นจะโทษคนที่เอามาเลี้ยง จะโทษคนที่คลั่งไคล้ไปตามกระแสก็ใช่จะถูกที่เดียวนะ เพราะไรครับ เพราะว่าไอ้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วสะท้อนมาจนถึงกลายเป็นกระแสลูกเทพ นั้นก็คือ กระแสแห่งการไม่เชื่อมั่นตัวเอง กระแสแห่งการคิดหวังพึ่งพาสิ่งอื่น กระแสแห่งการไม่เชื่อมั่นตัวเองไม่ได้หมายความว่า ทำอะไรเราต้องเชื่อนะ การไม่เชื่อมั่นตัวเอง นั้นคือการเชื่อผลแห่งการกระทำ เชื่อในกฎแห่งกรรม ที่เรากระทำ

 
สถาพร : คือคนเหล่านี้กำลังหาสิ่งยึดเหนี่ยวหรือเปล่าพี่ต้อย

 
สนธิญาณ : ละครับเพราะเรารู้สึกว่างเปล่า เพราะเรารู้สึกมันว้าเหว่ เพราะเราสึกว่ามันไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง มันจึงต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยว แต่หลักพระพุทธศาสนาสอนให้ชัดเจนนะครับ สิ่งที่เราต้องยึดเหนี่ยวเป็นสิ่งแรกคือตัวเราเอง จิตใจเราเอง พระพุทธเจ้าสอนเลยชัดเจนอัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนนั้นแหล่ะเป็นที่พึ่งแห่งตน พระพุทธเจ้านะครับต้องเรียกว่าเป็นอริยบุคคลที่สุดแห่งที่สุดของการฝึกฝนตนเอง จนบรรลุธรรม รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งทั้งหลาย สะสมบารมี สะสมการฝึกฝนมาเป็นแสน เป็นกับนับชาติเกิดไม่ถ้วนไม่ได้ ยังช่วยอะไรเราไม่ได้เลยย้ำนะ พระพุทธเจ้ายังช่วยอะไรเราไม่ได้เลย  พระพุทธเจ้าเพียงแค่มาบอกให้เราช่วยตัวเอง ที่นี้ประเด็นที่ผมคิดว่าการมาพูดให้เรา ไม่เชื่อโน้นเชื่อนี้เรียกว่าลำบากนะครับ เรียกว่าลำบาก เพราะถ้าเราพูดถึงลูกเทพมันก็เหมือนกับการเชื่อเรื่องของกุมารทอง ดูตรงนี้ก่อนร้านค้าทั่วไปเราจะเห็นมีกุมารทองมาตั้งถวายน้ำเขียว น้ำแดง นึกออกไหม

 
สถาพร : มีกุมารทองมีนางกวัก มีอะไรต่างๆมาบูชาเยอแยะไปหมด

 
สนธิญาณ : มันก็เรื่องปกติของสังคมไทยที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องกลับมาทบทวน ผมอยากจะพูดถึงเรื่องสายการบินไทยสไมล์ ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาตินะ เป็นบริษัทลูกของสายการบินไทยอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐย้ำนะ แม้บริษัทแม่จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผมคิดว่าควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือปรับผู้บริหารที่คิดเรื่องนี้

 
สถาพร : นี้นะผู้บริหารออกมาบอกแบบนี้พี่ต้อย บอกว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลทางการตลาด ผมบอกเลยว่าไม่เชื่อ

 
สนธิญาณ : คือคุณจะบอกยังไงก็ตามแต่ที่มาแห่งเห็นแล้วทำการตลาดแบบนี้ มันเป็นการย้ำ เสริม ว่าในองค์กรที่ควรจะมีธรรมาภิบาลคุณหาได้คิดอันนี้ไม่ ไม่ต้องไปคิดทำ CSR ว่าจะต้องรับผิดชอบทางสังคมยังไงเพราะสิ่งที่ทำอยู่เป็นการไม่รับผิดชอบ

 
สถาพร : ขาดจิตสำนึก

 
สนธิญาณ : ขาดจิตสำนึกต่อสังคม ผมย้ำนะครับว่าต่อสังคมไปตอกย้ำเสริมเติมไป ทุกวันนี้ถ้าออกมาพูดได้ต้องออกมาพูดแบบสำนึกผิด เสียใจที่รู้ว่ากระแสมันไม่ได้เป็นตามตัวเองคิดในการที่จะไปเกาะไปโหมกระแสเพื่อการตลาด เพราะฉะนั้นนะครับเรื่องไอ้นี้ผู้บริหารหรือผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ผู้ถือหุ้น รัฐมนตรี ไปทบทวนไปดูให้ดีสักทีเถอะครับ ว่าผู้ที่บริหารองค์กรระดับชาติขนาดใหญ่คิดอย่างนี้ องค์กรจะไปต่อไหวหรือเปล่า ส่วนที่เราคนไทยด้วยกันคิดว่ามันยากลำบากในการที่จะไปทลายความเชื่อพวกนี้ลงทีเดียว ย้ำนะครับว่าเรากำลังเป็นเหยื่อหรือเปล่าต้องลองคิด คำว่าตกเป็นเหยื่อผมเรียนอย่างนี้ว่า อย่าว่าแต่กระแสลูกเทพ แม้แต่การสร้างวัตถุศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคลที่ไม่ใช่พระยังต้องคิดใคร่ครวญและแม้แต่การสร้างพระ เมื่อมีวัตถุประสงค์ทางการค้าขาดเจตนาอันดีงาม เรื่องนี้ก็ต้องคิดทบทวน เพราะไอ้กระแสลูกเทพหมอโน่นหมอนี้ออกมาสร้างเพื่อทำให้เกิดรายได้ ทางการเงินสร้างการตลาดตัวเองขึ้นมา ไอ้นั้นก็พอว่าไป แต่เมื่อพระมาสร้างมีอยู่รูปหนึ่งที่ผมตั้งคำถามเสมอ "หลวงพี่น้ำฝน" เคยได้ไหมครับ วันไผ่ล้อม ถือว่าเป็นนักสร้างพระตัวยงมีรถหรูอยู่ในวัดด้วย ย้ำแบบนี้ ตัวเองไม่บวชนานนักหรอ เพียงแต่เป็นพระที่รับใช้ หลวงพ่อพูนแห่งวัดไผ่ล้อม หลวงพ่อพูนเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

 
สถาพร : คือไปอาศัยเอาจากความเชื่อของลูกศิษย์ลูกหา ก็มาสร้างเรื่องของพุทธพาณิชย์ต่อ

 
สนธิญาณ : หลังจากที่หลวงพ่อพูนท่านมรณภาพแล้ว ท่านสิ้นบุญแล้วในยุคสมัยที่หลวงพ่อพูนท่านมีชีวิตอยู่ท่านก็สร้างนะครับ สร้างในสิ่งเหล่านี้ แต่การสร้างนั้นเน้นแนวไปที่ความเมตตาที่เกิดจากจิตใจของท่านแล้วก็ 2 การสะสมการฝึกฝนภาวนา การอธิฐานจิต คือของ จะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์มันอยู่ที่จิตของผู้บูชา อยู่ที่จิตของความเชื่อ อยู่ที่ตัวเรา ในการที่จะสะสมในการที่จะสร้างจิต เพราะที่จะศักดิ์สิทธิ์ได้คือพระที่มีพุทธคุณ ความหมายของพระพุทธคุณคือ พระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าสอนการปฏิบัติ

 
สนธิญาณ : สอนการปฏิบัติ สอนการฝึกสนจิตใจเท่านั้น ไม่ได้สอนให้ไปทำอย่างอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดกรณี ยกตัวอย่างเลยว่า อย่าเอาไปเปรียบเทียบหมอนู้นหมอนี่คนที่อยู่ในผ้าเหลืองพอเริ่มมีพฤติกรรมอย่างที่ผมได้เรียนสังคมก็แห่แหนกันไป เราจะเห็นการโฆษณาใหญ่โตกันไป เป็นอย่างไรครับ พระก็สบายอยู่อย่างสบาย พระที่อยู่อย่างสบายเพราะทำพุทธพาณิชย์และหากินทางนี้ได้ก็ไม่เห็นจะเป็นพระตรงไหน

 
สถาพร : พี่ต้อยครับ อย่างวันนี้ที่วัดบัวขวัญจะมีการปลุกเสกลูกเทพมันเกิดอะไรขึ้นวัดควรจะเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ให้สติกับประชาชน

 
สนธิญาณ : ก็ต้องไปดู ทีนิวส์ก็ต้องตามไปเจาะข่าวว่าจัดเองหรือเอกชนไปขอให้วัดจัด ทีนี้วัดก็มีหน้าที่เหมือนกับที่ถาว่าเป็นหน้าที่ต้องให้สติ แต่วัดจะมาให้สติอย่างไรเมื่อพระเองกลับกลายมาเป็นคนหนึ่งของการทำลายสติคือไปสร้างสิ่งที่สวนทางกับคำสอนของพระพุทธศาสนา