"สนธิญาณ" ชี้! คุณูปการ "หลวงพ่อจรัญ" ยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย เมื่อละสังขารจึงเห็นปรากฏการณ์แห่งศรัทธา ต่างจาก "เจ้าคุณเสนาะ" ที่จากไปอย่างเศร้าหมอง - ห่างแก่นธรรม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.tn

 

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 26 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

 

 

สนธิญาณ : เมื่อวานเหมือนที่ถาได้เกริ่นไว้ว่ามีพระสองรูปมรณภาพ เห็นได้ชัดว่าสังคมรู้สึกอย่างไรกับท่านเจ้าคุณเสนาะกับหลวงพ่อจรัญ ไม่ต้องอ้างเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินในเรื่องของหลวงพ่อจรัญหรอกครับ ผมอยากจะเรียนให้ท่านได้เห็นหนังสือสวดมนต์คำสอนต่าง ๆ ที่ถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียลมากมายของหลวงพ่อจรัญ ผมต้องเรียนย้ำว่าคำสอนที่หลั่งไหลออกมานั้นมาจากการปฏิบัติจริงขององค์ท่าน ย้ำนะครับ จากการฝึกฝนตัวเองอย่างเข้มงวดจนรู้แจ้งในคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อรู้แจ้งในคำสอนของพระพุทธองค์แล้วก็นำเอาความรู้ที่ได้พบที่ได้ประสพมาถ่ายทอดต่อสาธุชนทั้งหลาย ถ่ายทอดด้วยความเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกต่อเพื่อนมนุษย์ที่วัดอัมพวันของหลวงพ่อท่านนะครับ ผมคิดว่าอบรมคนมานี้อาจจะเป็นล้านคนแล้วครับ

 

สถาพร : ผมว่าน่าจะหลายล้านแล้วครับ เพราะอบรมทุกวัน

 

สนธิญาณ : อบรมทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์แน่นไปหมดนะครับ วันเทศกาลไม่ต้องไปพูดถึงและไปกันมาก ๆ ทุกอย่างฟรีหมด

 

สถาพร : แล้วผู้มีจิตศรัทธาจะทำบุญ

 

สนธิญาณ : แออัดยัดเยียด นอนเบียดกันในที่พักครับ

 

สถาพร : อย่างที่พี่ต้อยบอกนะครับว่าเรื่องของวัดวาเป็นที่ที่ต้องให้สติให้ความรู้กับประชาชน แต่ว่าวันนี้วัดบางวัดพระบางรูปไปทำเรื่องของพุทธพาณิชย์ทำให้ประชาชนไปอยู่ตรงนั้นมากขึ้น เรียกว่าใช้เอาในสิ่งที่ประชาชนนั้นกำลังขาดสติมาเป็นเรื่องของทางการตลาด วัดอัมพวันถ้าใครเคยได้ไปสัมผัสก็อย่างที่เรียนไปนะครับว่าจะมีการจัดอบรม จะมีการจัดให้ไปทำสมาธิไปฝึกปฏิบัติธรรมมีหลักสูตร 3 วัน ก็เข้าตั้งแต่วันศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ มีหลักสูตร 7 วัน เข้าวัดพระก็ออกพร้อมกับวันพระอีกวันหนึ่ง ก็หมุนเปลี่ยนกันใครที่จะไปปฏิบัติ

 

สนธิญาณ : ก็ต้องเรียนต่อแบบนี้ครับสิ่งที่ท่านสอนคือสอนแนวทางสติปัฏฐาน4 ให้พิจารณาจิตกายปฏิบัติทั้งนั่งสมาธิทั้งเดินจงกลม วันนี้ผู้คนที่ผ่านการฝึกอบรมเหล่านั้นการสอนให้เกิดสติที่ผมได้เรียนตั้งแต่ต้น สิ่งที่นำพาให้สู่การหลุดพ้นก็คือสติปัฏฐาน4 ใครที่ผ่านการฝึกแล้วคือไม่ได้หมายความว่าเป็นคนดีเลอเลิศประเสริฐศรี แต่จะเป็นคนที่รู้จักควบคุมจิตใจตัวเอง รู้จักพิจารณาเห็นความจริงจากกฎแห่งการกระทำของตัวเอง ต้องเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดประโยชน์มากมายมหาศาลกับสังคม เพราะฉะนั้นเมื่อองค์ท่านมรณภาพลงเราจึงได้เห็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ ในขณะที่พระอีกรูปหนึ่งผมไม่ได้เรียนตอกย้ำซ้ำเติมนะครับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่าน แต่บวชมาแล้วเสียชาติเกิดการเป็นพระคำพูดนี้ไม่ได้รุนแรงครับ พระพุทธองค์สอนว่าผู้ที่จะขาดใจตายลงไปนั้นหากจิตใจเศร้ามองก็จะมีทุคติเป็นที่ตั้ง หากจิตใจเบิกบานแจ่มใสแสดงว่าจะมีสุคติเป็นที่ตั้ง แปลว่าการมีทุคติตอนจะตายจิตใจเศร้ามองฟุ้งซ่านคิดแต่เรื่องบาปเมื่อตายไปไปสู่ไม่เป็นเปรตเป็นสัตว์นรกเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นอสุรกายเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ไปเกิดเป็น 4 แห่งนี้แน่นอน หากมีความสุขเป็นที่ตั้งก็จะไปเกิดเป็นคนหรือเป็นเทวดา ทีนี้เวลาจะตายและฆ่าตัวตายนั่นก็หมายความว่าใจกำลังเศร้ามองตอนตายใจเศร้าหมองการฆ่าตัวตายจึงเป็นบาปอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็นพระฆ่าตัวตายเองแสดงว่าไม่ได้ซาบซึ้งในคำสอนของพระพุทธศาสนา และผู้ที่จะซาบซึ้งในพระพุทธศาสนาไม่ใช่ผู้ที่มาจากการอ่านหนังสือ มาจากการปฏิบัติฝึกฝนจิตใจตัวเอง ผู้ที่ปฏิบัติฝึกฝนจิตใจตัวเองสิ่งไหนผ่านเข้ามาก็จะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาและปกติ คือเป็นธรรมชาติมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ เป็นไปตามกรรมผลอันใดเกิดขึ้นกับเรา อย่างไปตีโพยตีพายเหมือนทักษิณ ชินวัตร พูดแล้วก็ยกธรรมะนู้นนี่ก็ว่าไป ผมไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่แสดงว่าไม่ได้เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม

 

สถาพร : คือนอกจากโวยวายแล้ว ยังเคียดแค้นอีก แสดงว่าไม่เข้าถึงธรรมะอย่างแท้จริงเหมือนอย่างที่พูด

 

สนธิญาณ : ก็กลับมาที่พระ นั่นเปรียบเทียบให้เห็น เราต้องกลับมาดูว่าท่านเจ้าคุณเสนาะคือสิ่งที่สะท้อนของวงการพระสงฆ์ในวันนี้ คุณจะร่ำเรียนมหา เปรียญ9ประโยค อะไรก็ตามแต่ ถ้าไม่ฝึกฝนถ้าไม่ตั้งมั่นในธุดงค์วัด นั่นคือมีผ้าเพียง 3 ชิ้น อยู่โคนไม้อยู่ป่า ฉันอาหารในบาตรเพียงมื้อเดียว บางอย่างอาจจะอะลุ่มอล่วยกันบ้าง แต่แนวของธุดงค์วัดที่พระพุทธองค์กำหนดไว้เป็นแนวที่ให้ผู้มาบวชจะได้พิจารณาสมถะเพียงพอในสิ่งที่มีไม่ต้องการกิเลศเสริม เพราะการบวชนำไปสู่การละวาง ทุกวันนี้เป็นอย่างไรครับ พรรคพวกฉันไม่ได้เป็นสังฆราชฉันจะมาประท้วงพวกแบบนี้ไม่ใช่พระเป็นคนที่ห่มเหลืองหัวโล้นธรรมดา เพราะจิตที่ต้องการต่อสู้นี่ไม่ใช่จิตของพระ ไม่ใช่แนวทางของพระพุทธเจ้า มาบวชนี่เสียข้าวสุกข้าวบ้านเปล่า ๆ ครับ และผลคือสะท้อนให้เห็นไม่ว่าพวกที่จะไปปลุกเสกพระหารายได้ทำมาหากินกับพระหรือที่กำลังเป็นอยู่ดูได้เลยครับ พระที่มียศถาบรรดาศักดิ์อยู่ในเมืองได้กันตั้งแต่หนุ่ม ๆ ก็ได้กันเข้าไป แต่พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ไปดูกันสิครับไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่พุทธทาส หลวงพ่อจรัญ หลวงตามหาบัว หรือใครที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้เป็นพระธรรมก็ถือว่านั่น แต่พระเหล่านี้จะไม่ได้สนใจและคนจะไม่ได้เรียกยศไม่ได้เรียกสมณศักดิ์ด้วยซ้ำ นั่นแสดงว่าความเคารพถึงขีดสุดไม่ได้ไปติดกับตำแหน่งของท่าน นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นของการมรณภาพของพระสองรูป และถ้าสังคมไทยเอาเรื่องเหล่านี้ไปขบคิดก็จะได้ช่วยกัน มิเช่นนั้นสังคมเราก็จะไหลไปเรื่อย ๆ โดยไร้ทิศไร้ทาง