- 26 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 25 ม.ค.59 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้สัมภาษณ์กับ คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการบริหารบริษัททีนิวส์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
สนธิญาณ: กราบสวัสดีครับ
มีชัย: สวัสดีครับคุณสนธิญาณ
สนธิญาณ: ดีใจนะครับที่ได้มาคุยกับอาจารย์ภายใต้สถานการณ์การรับผิดชอบในบ้านเมืองที่กำลังเป็นอยู่นะครับ และที่มาพร้อมๆ กับลมหนาวในตอนนี้ก็คือกระแสที่โหมกระหน่ำนะครับ ใช้คำว่าโจมตีเลยว่าอาจารย์เข้ามารับใช้คสช. รับใช้เผด็จการ เหมือนกับที่เคยทำมา มีการวางแผนสลับซับซ้อน แม้จะเป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเนี่ย เพราะอยากให้รัฐธรรมนูญล้มลงไป ผมอยากจะเรียนถามอาจารย์อย่างนี้นะครับว่า การตัดสินใจเข้าร่วมงานกับคสช. ตั้งแต่เข้ามารัฐประหาร ไม่ทราบว่าใครได้เป็นคนชักชวนอาจารย์ แล้วก็แรงบันดาลใจที่ทำให้ตัดสินใจเนี่ยมาจากอะไรครับ
มีชัย: จริงๆ ตอนที่เค้าปฏิวัติกันเนี่ย ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเค้าจะต้องทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ตามปกติคณะปฏิวัติเค้าก็จะมีคณะที่ปรึกษาของเค้าที่จะไปเขียนขึ้นในกองบัญชาการคณะปฏิวัติ แต่คราวนี้เนี่ยเค้าส่งไปทำที่คณะกรรมการกฤษฎีกา
สนธิญาณ: คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยยกร่าง
มีชัย: ทางกฤษฎีกาเค้าก็เลือกมา 2-3 คน ที่พอรู้เรื่องนี้ให้มาช่วยกันทำ แล้วก็มีผู้แทนจากคณะปฏิวัติมาคอยนั่งบอกเล่าเก้าสิบว่าวัตถุประสงค์คืออะไร
สนธิญาณ: มีความต้องการอะไรยังไง ตอนนั้นอาจารย์ยังไม่ได้เข้าไป
มีชัย: ไม่ได้เข้าครับ ก็ทำรัฐธรรมนูญกันจนเสร็จ ผมก็ไม่ได้เป็นอะไร ตอนนั้นก็พูดกันว่าผมควรจะเป็นไอ้นั่นผมควรจะเป็นไอ้นี่ ผมก็บอกว่าเลิกพูดเถอะ เลิกคิด
สนธิญาณ: หมายถึงสังคมภายนอกหรือคสช.ครับ
มีชัย: ในหมู่ที่คุยกัน ผมก็บอกว่าเลิกคิดเถอะ ใครอยากเป็นอะไรก็เป็นไปเถอะยกเว้นผม ผมไม่เป็น ในที่สุดคณะปฏิวัติเค้าก็ทราบว่าผมไม่อยากเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเวลาที่จะตั้งเป็นอะไรก็ไม่ได้เป็น ก็ถูกต้อง
สนธิญาณ: ทีนี้ในร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับที่อาจารย์ว่าเนี่ย อาจารย์ไม่ได้มีส่วนร่วมร่างหรอครับ
มีชัย: ร่วมร่าง
สนธิญาณ: ในคณะกรรมการกฤษฎีกา
มีชัย: ในที่กฤษฎีกา เมื่อรู้วัตถุประสงค์แล้วเราก็ใส่รายละเอียด เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ทั้งในมาตรา 35 ก็ดี ในกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ เราก็ไปช่วยคิดกันมา พอรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็มีการตั้งคสช.มารองรับไว้ ก่อนที่จะตั้งเราขึ้นมา ซึ่งความจริงก็ไม่ได้บอก
สนธิญาณ: คือเค้าไม่ได้บอกอาจารย์ก่อน ตั้งเป็นที่ปรึกษาเลย
มีชัย: ผมก็ไม่ค่อยรู้จักใครในนั้น พอจะรู้จักบ้างก็คือท่านนายก กับท่านพล.อ.ประวิตร คนอื่นก็ไม่ได้รู้จัก เวลาไปประชุมก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ว่าเมื่อตั้งมาแล้วก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องไปปฏิเสธ มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องตำแหน่งทางการเมือง เพียงแต่ถ้ามีปัญหาทางกฎหมายอะไรเราก็ให้ความคิดเห็นได้
สนธิญาณ: ที่อาจารย์บอกว่าไม่ได้รู้จักกับใครในคสช. นอกจากท่านนายกเนี่ย รู้จักกันมานานรึยังครับ รู้จักกันแบบไหน
มีชัย: ไม่นานหรอกครับ เคยพบกันครั้งสองครั้ง เหมือนกับคราวก่อนตอนที่คุณสนธิปฏิวัตินั่นแหล่ะครับ ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณสนธิเลย
สนธิญาณ: ก่อนหน้านั้นหรอครับ
มีชัย: ก่อนหน้านั้นไม่เคยเลย ไม่รู้ด้วยว่าใครคือคุณสนธิ จนกระทั่งเค้าเอาทหารมารับตัวไป ให้มาช่วยทำให้หน่อย วันนั้นเดินมา 2 คน คือพล.อ.สนธิ กับ พล.อ.วินัย ผมยังไม่รู้เลยว่าคนไหนคือหัวหน้าคระปฏิวัติ คือคนเค้าก็คิดว่าผมคงสนิทสนมกับทหาร ผมเป็นคนที่รู้จักทหารน้อยที่สุดนะ แล้วก็ไม่ค่อยสนิทสนมกับใคร แต่พอเวลาที่จะต้องทำอะไรให้ชาติบ้านเมือง เค้ามาใช้ให้เราทำ เราจำเป็นต้องทำก็ทำ
สนธิญาณ: อยู่ในภาวะแบบนั้น อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ก็อยู่ในมือเค้าแล้ว ก็ช่วยทำให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง
มีชัย: แล้วก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์ได้ดิบได้ดีอะไรกับใครเค้าหรอก
สนธิญาณ: ทีนี้ในฐานะเป็นที่ปรึกษาคสช. เนี่ยนะครับ เวลาภาพปรากฏเนี่ย ก็เห็นอาจารย์นั่งติดกับท่านนายกหรือหัวหน้าคณะคสช.ทุกครั้ง ก็ถือว่าเค้าให้ความสำคัญกับอาจารย์มั้ย
มีชัย: เวลาประชุมคสช.เค้าก็คงนึกถึงว่าผมดูอาวุโส ดูจะแก่กว่าเพื่อนในนั้น เค้าก็คงให้เกียรติพอสมควรนะครับ ไม่อยากให้ไปนั่งท้ายแถวในฐานะเป็นพลเรือน เค้าก็ให้นั่งอยู่ต้นๆ หน่อย
สนธิญาณ: แล้วในการประชุมคสช.ทุกครั้งเนี่ย จะต้องมีประเด็นที่มีการถามความเห็นอาจารย์ทุกครั้งมั้ยครับ
มีชัย: บางทีก็ถาม แต่ถ้าไม่ได้ถามแล้วผมคิดว่ามันไม่ถูกผมก็บอก ก็จะบอกเค้าตรงๆ ว่าอันนี้มันอาจจะไม่ถูกนะ จะต้องทำด้วยวิธีนี้ ก็ตามความรู้ความสามารถของเรา
สนธิญาณ: แล้วเวลาทักท้วงเนี่ยฟังมั้ยครับคสช.
มีชัย: ฟังครับ ท่านก็ฟัง เพราะเราไม่ได้ทักท้วงส่งเดช เราก็มีเหตุมีผลมีหลักกฎหมายที่จะบอกให้เค้ารู้ว่าจริงๆ มันเป็นยังไง
สนธิญาณ: ไม่ใช่ว่าถ้าเค้าตั้งธงมาแล้วจะเอาแบบไหนก็ต้องแบบนั้น ไม่ใช่
มีชัย: ไม่ใช่ คือถ้ามันไม่ถูกก็ต้องทำเสียให้มันถูก
สนธิญาณ: ทีนี้นอกเหนือจากเรื่องข้อกฎหมายเนี่ยนะครับ ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมั้ยครับที่อาจารย์ได้ให้ความเห็นหรือให้คำเสนอแนะกับคสช.
มีชัย: ไม่ค่อยมี เพราะผมค่อนข้างจะจำกัดตัวเองนะครับ ถ้าผมมีหน้าที่อะไรผมก็ทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ถ้าไม่ใช่หน้าที่ยกเว้นถ้าคุยเล่นกันมาถามไถ่แบบนี้ก็อาจจะบอก แต่ถ้าเรื่องเป็นทางการถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราก็ไม่ไปยุ่งกับเค้า
สนธิญาณ: อาจารย์ก็เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ แต่พอตอนที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเนี่ยนะครับ ครั้งแรกเนี่ยคสช.ได้ทาบทามอาจารย์ก่อนรึเปล่าครับ
มีชัย: ก็มีวี่แววว่าอยากจะให้ผมไปทำ แต่ผมก็บอกว่าอย่าเลย ผมก็แนะนำว่าอ.บวรศักดิ์ นั่นแหล่ะเหมาะ
สนธิญาณ: ตอนนั้นที่ได้เป็นชื่ออ.บวรศักดิ์ เพราะอาจารย์แนะนำหรอครับ
มีชัย: เค้าอาจจะคิดอยู่แล้วก็ได้นะครับ อาจจะไม่ใช่เพราะผม แต่อ.บวรศักดิ์ ก็รีๆ รอๆ ก็มาคุยขอให้ผมไปเป็นประธานเถอะ แล้วท่านจะยอมเป็นรองประธานให้ แล้วจะช่วยทำให้ทุกอย่าง ผมบอกไม่หรอกคุณโตแล้ว ทำเองได้แล้วล่ะ ไม่ต้องหรอก ผมอยู่ข้างนอกมีอะไรจะให้ช่วยทำ ผมก็จะช่วยทำให้ ก็ให้กำลังใจเค้า เพราะเค้าก็เป็นคนมีความรู้ความสามารถคนหนึ่ง แล้วก็มีประสบการณ์พอสมควร ก็อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ แล้วการร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่การทำด้วยตัวคนเดียว ยังไงก็ต้องมีใครต่อใครมาช่วยคิดช่วยอ่าน
สนธิญาณ: ช่วยระดมความคิด
มีชัย: ช่วยระดมความคิดกันอยู่แล้ว เพียงแต่คุณต้องไปทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเพื่อที่จะคอยตะล่อมคอยสรุปอะไร ผมว่าเท่าที่ผ่านมาเค้าก็ทำได้ดี
สนธิญาณ: แล้วระหว่างยกร่างฉบับของอ.บวรศักดิ์ เนี่ยนะครับ ได้มีการมาปรึกษาแลกเปลี่ยนขอความเห็นจากอาจารย์บ้างมั้ย
มีชัย: น้อยมาก นอกจากเป็นปัญหาทางเทคนิคอะไร นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็มาถามไถ่คุยกัน แต่เวลาเจอหน้าก็คุยกันเท่านั้นเอง ผมก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งว่าเค้าจะร่างยังไง เพราะก็ต้องถือว่าแต่ละคนก็ต้องมีวิธีคิด มีความจำเป็นในแต่ละเรื่องแต่ละราว บางเรื่องสิ่งที่เขียนนั้นอ.บวรศักดิ์ อาจจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเสียงในที่ประชุมเค้าจะเอาอย่างนั้น อ.บวรศักดิ์ ก็คงต้องเขียนตามเค้า เพราะว่าไม่ได้อยู่ในวิสัยที่จะไปงัดง้างอะไรได้ เค้าก็มาบ่นให้ฟังเหมือนกันแหล่ะ ผมก็บอกว่าโอเค จะทำยังไงได้ คนเค้าเฮโลไปทางนั้นก็ต้องปล่อยมันไปก่อน
สนธิญาณ: ทีนี้พอไม่ผ่านฉบับของอ.บวรศักดิ์ เนี่ยนะครับ ใครมาคุยกับอาจารย์ล่ะครับ ที่ขอให้อาจารย์มาเป็นประธานในครั้งนี้
มีชัย: ทีแรกพล.อ.ประวิตร มาคุย บอกว่ามันคงถึงคราว ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ ตอนนั้นท่านนายกไม่อยู่ ผมก็เลยบอกว่าเอาไว้ท่านนายกกลับมาแล้วค่อยคุยกันก็แล้วกัน
สนธิญาณ: พอพล.อ.ประยุทธ์ กลับมา ก็ได้มาคุยกับอาจารย์
มีชัย: ท่านก็เชิญไปพบที่ทำเนียบ ผมก็ตั้งคำถาม คำถามแรกว่ามันมีความจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องให้ผมมาทำ เพราะผมก็วางมือไปแล้ว ท่านก็พูดว่ามันจำเป็นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง เลี่ยงไม่ได้ ซึ่งมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่ควรจะพูด ผมก็คิดว่าเมื่อท่านพูดอย่างนั้นเนี่ย เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่งแล้วก็พอมีความรู้อยู่บ้าง มันก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธได้
สนธิญาณ: การตัดสินใจอยู่บนเงื่อนไขที่ต้องการทำให้บ้านเมืองมีส่วนในการที่จะ...
มีชัย: ให้มันเดินหน้าไปได้ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญมันร่างไม่ได้ ไม่สำเร็จหรือติดขัดยังไงเนี่ย การเดินหน้าไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง มันก็ไม่เกิดขึ้น ก็เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องทำ
สนธิญาณ: ในวันที่พล.อ.ประยุทธ์ มาคุยกับอาจารย์เนี่ยนะครับ อาจารย์ได้ยื่นเงื่้อนไขหรือว่าได้ตั้งกรอบอะไรของตัวเองไว้มั้ยครับ
มีชัย: ผมไม่ได้ยื่นเงื่อนไข เพราะผมถือว่าถ้าให้ผมทำเนี่ย ผมก็ต้องทำไปตามกำลังความสามารถและความคิด ที่ผมกับคณะที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครเนี่ย จะต้องอิสระ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นผมก็ถามก่อนว่า ท่านต้องการเงื่อนไขอะไร
สนธิญาณ: เป็นฝ่ายถามท่านนายกว่าต้องการเงื่อนไขอะไร
มีชัย: เพราะว่าถ้าเป็นเงื่อนไขที่ท่านต้องการแล้วเรารับไม่ได้เนี่ย มันก็จะได้จบกันไป เมื่อได้พูดคุยกันแล้วก็พบว่า มีอยู่ 5 ข้อ
สนธิญาณ: เงื่อนไขของท่านนายกมีอยู่ 5 ข้อ คือ
มีชัย: 5 ข้อนั้นเนี่ย มันก็อยู่ในมาตรา 35 ที่เราเขียนไว้ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีปัญหา เพื่อให้เป็นสากล เพื่อป้องกันการทุจริตอะไรพวกนี้ ซึ่งมันอยู่ใน...
สนธิญาณ: ถือว่าเป็นหลักทั่วไปอยู่แล้ว
มีชัย: ที่ยังไงก็ต้องทำ
สนธิญาณ: มีอะไรฝากเป็นพิเศษมั้ยครับ
มีชัย: ไม่มี
สนธิญาณ: เพื่อต้องการจัดการนักการเมือง นู่นนี่นั่นหรือต้องการทำลายฝ่ายที่คิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม
มีชัย: ไม่มีครับ แล้วเชื่อมั้ยว่าตั้งแต่วันนั้นน่ะผมก็ลงมาทำงาน พบอีกครั้งนึงเมื่อตอนรัฐธรรมนูญใกล้จะเสร็จแล้วด้วยซ้ำไป
สนธิญาณ: พบคุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญหรือเรื่องอะไรครับ
มีชัย: คุยกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เพียงแต่เล่าให้ฟังว่าเราทำไปถึงไหนแล้ว
สนธิญาณ: อาจารย์ก็ได้เล่าว่าทำอะไรไปถึงไหน แนวคิดในแต่ละมาตราในแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร แล้วท่านมีความเห็นยังไงบ้าง
มีชัย: ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะจริงๆ ท่านก็ติดตาม แต่ติดตามโดยผ่านทางไหนก็ไม่รู้แหล่ะ เข้าใจว่าติดตามจากสื่อที่รายงานเวลาที่เราบอกกับชาวบ้าน ท่านก็พลอยรู้ไปด้วย
สนธิญาณ: ไม่ได้หมายความว่า ไม่มาเจอกับอาจารย์แต่ว่าส่งทหารมาติดตาม มาดูรายละเอียด มาออกความเห็นอะไร ไม่มีเลย
มีชัย: ไม่มีครับ
สนธิญาณ: คือหมายความว่าไม่มีการมาข้องเกี่ยวใดๆ ทั้งสิ้นในขณะที่อาจารย์และคณะทำ
มีชัย: บางทีเราอาจต้องไปถามด้วย อย่างนี้พอไหวไหม
สนธิญาณ: ในบางประเด็น เช่นเรื่องอะไรบ้างล่ะครับ
มีชัย: เช่นเรื่องการทุจริต ผมอาจจะเขียนแรงนะ ท่านก็บอกเอาเลย ก็ดี ก็เท่านั้น
สนธิญาณ: คงไม่ใช่แค่ความเห็นของท่านนายกหรอกครับ แต่คงจะเป็นคนไทยทั้งประเทศ เพราะดูโพลออกมานะพอบอกว่าเอาแรงเรื่องทุจริตเนี่ย เอาเลยดี
มีชัย: และที่สำคัญก็คือว่า ท่านติดตามแล้วศึกษาจริงๆ เพราะว่าเวลาที่ท่านอธิบายเนี่ย ผมว่าอธิบายได้ดีกว่ากรรมการบางคนอีก
สนธิญาณ: อธิบายได้ชัดเจน
มีชัย: ชัดเจน แปลว่าท่านเข้าใจเลยว่าทำไมเราถึง...
สนธิญาณ: ร่างแบบนั้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการพูดคุย
มีชัย: ไม่มีเลย เพราะว่าจริงๆ ก็มีนายทหารอยู่ 2-3 ท่านที่อยู่ในนั้น มีนายทหารที่ค่อนข้างจะสนิทกับท่านหรือทำงานอยู่กับท่านส่วนบุคคล ผมก็ถามเค้าว่าตกลงที่มาประชุมคุณเคยไปเล่าให้ท่านนายกฟังบ้างรึเปล่า คำตอบคือเปล่า
สนธิญาณ: ไม่ได้เล่าด้วย
มีชัย: ไม่ได้เล่า แต่ว่าบันทึกว่าวันนี้ไปถึงไหนแล้ว
สนธิญาณ: อ๋อ แสดงว่าอ่าน
มีชัย: แต่ว่าเค้าไม่ได้บอกละเอียด บอกแต่เพียงว่าวันนี้ไปถึงเรื่องนั้นแล้ว เรื่องนี้แล้ว เพราะว่าเค้าก็ไม่ได้บอกว่ารายละเอียดเรื่องนั้
