- 27 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เริ่มต้นรายการในวันนี้กับกรณีที่ เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มชายฉกรรจ์และกลุ่มชาวเลในชุมชนหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีรายงานว่า กลุ่มนายทุนได้นำเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจหลายสิบนายเข้ามาลงมาเคลียร์พื้นที่พร้อมเครื่องจักรเข้าปิดทางสาธารณะ ทั้งนี้การเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้อยู่เป็นประจำ จึงทำให้รวมกลุ่มต่อต้านเจ้าหน้าที่
โดยก่อนเกิดเหตุปะทะกันในช่วงเช้าวันนี้(27 มกราคม2559)ชาวเลได้รวมกลุ่มกันราว 70 คน เพื่อเตรียมตัวไปยื่นหนังสือถึงรองนายกฯ ซึ่งเดินทางมายังศาลากลางจังหวัดภูเก็ต แต่ปรากฏว่ามีชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่เข้ามาปิดเส้นทาง พร้อมทั้งใช้รถสิบล้อและแบคโฮขนก้อนหินขนาดใหญ่วางขวางเส้นทางที่ชาวบ้านใช้อยู่เป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจและขัดขวาง จึงเกิดการปะทะกันจนชาวเลได้รับบาดเจ็บหลายราย ทั้งนี้ ระหว่างการปะทะกัน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจำนวนมากได้ยืนดูอยู่ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าไม่เหมาะสม
ด้านชาวเลที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า เมื่อ นายทุนในพื้นที่ได้นำเครื่องจักรเข้ามายังพื้นที่บริเวณที่อยู่ติดกับชุมชนชาวเลหาดราไวย์ โดยที่ดินที่นายทุนนำเครื่องจักรเข้ามานั้นเป็นบริเวณที่ประกอบพิธีกรรมของชาวเล โดยนายทุนได้นำกำลังทหาร ตำรวจหลายสิบคนมาปิดล้อมพื้นที่เข้า-ออก ซึ่งเป็นเส้นทางสาธารณะ โดยนายทุนอ้างกรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดินอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมากระบวนการพิสูจน์เอกสารสิทธิในที่ดินชุมชนราไวย์ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าถูกต้องหรือไม่
นายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลในชุมชนหาดราไวย์ กล่าวว่า หลังจากเมื่อ 26 ม.ค.59 นายทุนได้จ้างคนงานกลุ่มหนึ่ง พร้อมกำลังทหารปิดล้อมพื้นที่ชุมชนราไวย์ ชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้าน และวันนี้ พวกตนได้เตรียมยื่นหนังสือให้ศูนย์ดำรงธรรม เพื่อเรียกร้อง 4 ประเด็นหลักเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของชาติพันธุ์ชาวเลในพื้นที่ คือ
1.เร่งรัดการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินชุมชนชาวเลราไวย์ ตามมติคณะกรรมการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล
2.ให้มีการคุ้มครองพื้นที่ประกอบพิธีกรรม (บาลัย) และชายหาดตลอดหน้าแนวเขตเสาไฟฟ้า
3.ตรวจสอบหน่วยงานทหารที่เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ เพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชน
4.ให้เร่งรัดการประกาศการสร้างเขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง
และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการของทางเจ้าหน้าที่ ของเรื่องนี้ เราจะไปสอบถาม นายประพันธ์ ขันธ์พระแสง หัวหน้า ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต
ย้อนตำนานรื้อบาร์เบียร์ วิบากกรรมของ "ชูวิทย์"
ขณะเดียวกันหากจะย้อนกลับไปตรวจสอบคดีการบุกรุกสถานที่ ที่เป็นคดีโด่งดังเห็นจะเป็นคดี รื้อบาร์เบียร์ ที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ตกเป็นผู้ต้องหา และจำเลย ในข้อหาจ้างวาน ฐานทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกในเวลากลางคืน และกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลอื่นปราศจากเสรีภาพ ทั้งนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งในวันที่ 28 ม.ค.59
กรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ในฐานะอดีตผู้บริหารบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์ สตาร์ จำกัด ซึ่งเป็น 1 ใน 130 จำเลย จากคดีหมายเลขดำ ด.2150/2546 ที่ไปรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 และถูกฟ้องว่ามีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกในเวลากลางคืนและกักขังหน่วงเหนี่ยวข่มขืนใจให้บุคคลปราศจากเสรีภาพ
ตามฟ้องโจทก์บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น. วันที่ 26 ม.ค. 2546 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคน แต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย เสียหายราบเป็นหน้ากลอง เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อจะใช้พื้นที่ทำประโยชน์ ภายหลังตำรวจสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสิ้นจำนวน 131 คน อาทิ นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ, พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือเสธ.แอ๊ป โดย พ.ต.ธัญเทพ และนายชูวิทย์ ได้เข้ามอบตัวในภายหลัง พนักงานสอบสวนใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 46 โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2549 ให้จำคุก 1 ปี นายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ซึ่งเป็นทนายความนำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวันช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3) ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษากลับว่า นายชูวิทย์ กับพวกอีก 2 คน ที่เป็นนายทหาร มีความผิดจริง จึงสั่งจำคุกคนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งนายทหารทั้ง 2 ได้ยื่นเงิน 5 แสนบาทบาท เพื่อประกันตัว ส่วนด้านนายชูวิทย์ ได้ปล่อยตัวเพราะมีเอกสิทธิ์การเป็น ส.ส.คุ้มครองในขณะนั้น
ซึ่งเมื่อ ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา นายชูวิทย์ พร้อมทนาย ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม ที่ให้การปฏิเสธและเปลี่ยนคำให้การใหม่ เป็นการรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมทั้งขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้ส่งคำร้องของนายชูวิทย์ให้ศาลฎีกาทางโทรสาร และในเวลาต่อมา ศาลฎีกามีคำสั่งให้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน โดยให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำร้องของนายชูวิทย์ต่อไป
สำหรับคดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 นี้ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้จากเดิมที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เป็นให้จำคุกนายชูวิทย์ และผู้เกี่ยวข้อง รวม 66 ราย คนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญาและในวันพรุ่งนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง
