"สนธิญาณ" ชี้! "ชูวิทย์" ถือเป็น "นักยุทธศาสตร์" ตัวจริง ทุกย่างก้าวล้วนเป้าหมายชัด จับตา! เมื่อเป็น "นักโทษเรือนจำ" จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้อีกหรือไม่?

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 29 มกราคม 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ คือว่าเป็นข่าวที่ทุกคนให้ความสนใจพอสนควรสำหรับข่าวของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เหตุผลก็เพราะว่าคุณชูวิทย์เป็นนักการเมืองชื่อดังในช่วงระยะหลังที่ได้หลับความนิยมจากประชาชนที่ได้รับความนอยมของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่วัยรุ่นนิสิตนักศึกษาอย่างนี้เป็นต้น ต้องถามว่าเหตุผลอะไรคนรุ่นใหม่ถึงนิยมชมชอบคุณชูวิทย์ถึงขนาดว่าเลือกตั้งได้คะแนนเสียงฟากปาร์ตี้ลิสต์ท่วมท้นมากและเกิดขึ้นเพราะความนิยมของตัวคุณชูวิทย์นั่นเอง ต้องกลับไปดูความเป็นมาของผู้ชายคนนี้สำหรับคนกรุงเทพฯเมื่อก่อนจะเห็นตู้ป้อมยามอยู่เต็มทุกแยกถนนได้รับการบริจาคจากคุณชูวิทย์ อาชีพดั้งเดิมของคุณชูวิทย์ก็คือเป็นเจ้าของสถานบริการอาบอบนวดแล้วอยู่ ๆ ก็เกิดเหตุขึ้นมาก็คือการส่งชายฉกรรจ์ในชุดซาฟารีพร้อมรถแบคโฮไปรื้อบาร์เบียร์ของผู้ประกอบการซึ่งอยู่ในที่ดินของคุณชูวิทย์เอง ทีนี้เลยกลายมาเป็นเรื่องราวข่าวคราวในวันนี้ ตำรวจก็ออกปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนและออกหมายจับนั่นทางฟากฝั่งคุณชูวิทย์ ข่าวต่าง ๆ ก็คุ้ยหาความจริงว่าเหตุการณ์อันสะเทือนขวัญสะเทือนใจกลางกรุงเทพฯเป็นฝีมือใคร ท้ายที่สุดก็เป็นคุณชูวิทย์ สิ่งที่เกิดปรากฏการณ์ ผมจะเรียนว่านี่คือความเป็นตัวตนของคุณชูวิทย์ ก็คือเป็นคนที่มีความคิดในฐานะนักยุทธศาสตร์ คิดวิเคราะห์และตัดสินใจเอาโอกาสจากสภาวะที่เรียกว่าเพรี้ยงพร้ำมาเป็นโอกาสของตัวเองได้ ตัวเองทำการอันป่าเถื่อนโหดร้ายแบบนี้แต่หลังจากนั้นบอกว่าจะยกที่ผืนนี้เอามาทำสวนสาธารณะ ที่ส่งชายฉกรรจ์เอารถแบคโฮไปไถ่ความจริงต้องการเอาไปทำธุรกิจแต่บอกว่าไม่ได้ทำแล้วจะทำเป็นสวนสาธารณะแล้ว

 

 

สถาพร : คือพลิกวิกฤตเลย

 

 

สนธิญาณ : วันนี้ที่ดินผืนนี้ก็เป็นที่สวนสาธารณะแล้ว แต่ผมเรียนนะครับว่าสวนสาธารณะดังกล่าวทำให้ศาลลดโทษ ต้องกลับมาตรวจสอบดูว่าเป็นสวนสาธารณะชั่วคราวหรือถาวร ผู้ชมอาจจะงง คำว่าสวนสาธารณะชั่วคราวก็คือเอาที่ดินมาทำสวนสาธารณะแต่พื้นที่โฉนดยังเป็นของตัวเองอยู่ก็แสดงว่าเป็นการให้ใช้ชั่วคราว

 

 

สถาพร : คือจะเอากลับมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เพราะว่าเป็นที่ของตัวเอง

 

 

สนธิญาณ : ถูกต้องครับ เพราะฉะนั้นถ้าเอามาเป็นสวนสาธารณะชั่วคราวแสดงว่าเป็นความคิดในทางยุทธศาสตร์พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจากการถูกด่าถูกว่า และบางส่วนก็พลิกมาเป็นความชื่นชมได้ อันนี้ไปตรวจดูพยายามจะสอบถามหลายครั้งแล้วแต่คุณชูวิทย์ไม่ตอบ โดยข้อเท็จจริงที่ดินผืนนี้โฉนดก็น่าจะเป็นชื่อคุณชูวิทย์หรือเครือข่ายบริวารไม่ได้ตกเป็นสมบัติของรัฐ ไม่ได้เป็นของมูลนิธิหรือมอบให้กทม.อะไรไปก็ว่ากันตามเรื่องตามราว นี่คือความเป็นคุณชูวิทย์หลังจากนั้นกระโจนเข้าสู่การเมืองก็ประกาศขายธุรกิจเดิม

 

 

สถาพร : ล้างมือในอ่างทองคำเรียบร้อย

 

 

สนธิญาณ : ล้างมือไม่ทำอาชีพนี้แล้ว และเดินเข้าสู่วิถีทางการเมืองเพราะฉะนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าวิธีคิดและการตัดสินใจของคุณชูวิทย์เรียกว่ามีจังหวะก้าวและมียุทธศาสตร์ทางความคิด เป็นคนดีหรือไม่ดีอันนี้ไม่กล้ายืนยันแต่คิดว่าเดินไปสู่ทิศทางไหนมีพื้นฐานความคิดรองรับเพื่อที่จะวางสู่อนาคตต่อไป

 

 

สถาพร : คือมีเป้าหมายในการเดินอย่างชัดเจนและมีวิธีการในการเดินอย่างชัดเจน

 

 

สนธิญาณ : ถูกต้องครับ นี่เป็นเรื่องที่น่าศึกษาวิธีเดินของคุณชูวิทย์ และเมื่อโดดมาเล่นการเมืองต้องถือว่าเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ ไม่ไปสังกัดพรรคไหนตั้งพรรคเอง ใช้รัฐธรรมนูญที่เปิดช่องในการให้เปิดการเลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์บัญชีรายชื่อจึงได้ ส.ส.มาถึง 5 คน ไม่เรียกว่าผู้ชายคนนี้มีความฉลาดเฉลียวในทางยุทธศาสตร์ไม่ได้เลยนะครับ

 

 

สถาพร : ไม่ได้ไปอาศัยฐานเสียงจากพรรคการเมืองใหญ่แต่อย่างใด เริ่มต้นด้วยตัวเองทั้งหมด

 

 

สนธิญาณ : ใช่ครับ ทีนี้เราต้องกลับมาดูว่าในสถานการณ์ปัจจุบันก่อนที่คุณชูวิทย์จะเดินเข้าคุก เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 58 คุณชูวิทย์ได้เดินทางไปอเมริกาการเดินทางไปอเมริกาเนื่องจากว่าคดีนี้เป็นคดีเล็ก ๆ ศาลก็ไม่ได้ห้ามให้ไม่ออกต่างประเทศ เมื่อเดินทางไปอเมริกาก็อาจจะไม่กลับมาได้ไหมครับ

 

 

สถาพร : ได้ครับหลายคนก็คิดแบบนั้น หลายคนก็คิดว่าไปแล้วไปเลยหรือเปล่า

 

 

สนธิญาณ : ผมเองก็คิดแบบนั้นครับ นี่ต้องขออภัยคุณชูวิทย์เอาไว้ด้วยที่ไปประมาทและดูหมิ่นน้ำใจ ก็ต้องพูดว่าไปประมาทในฐานะความคิดนักคิดทางยุทธศาสตร์ คือต้องเรียนแบบนี้ครับว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทำร้ายผู้อื่นการที่ศาลพิพากษาจำคุกและไม่หนีก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของการลงโทษผู้กระทำความผิด ไม่ใช่เรื่องที่ถูกกลั่นแกล้งไม่ได้เป็นแบบนั้นตัวเองมีเจตนาที่ไปทำร้ายเขาจริง ๆ เพราะฉะนั้นจะเรียกว่ากล้าหาญก็ได้ก็ใช่ จะเรียกว่าต้องรับโทษไปตามกฎเกณฑ์ก็ใช่ กล้าหาญที่ไม่หนีแต่การรับโทษเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ความกล้าหาญ

 

 

สถาพร : คือไม่หนีคือมีโอกาสที่จะหนีแต่ไม่หนี

 

 

สนธิญาณ : คนเอาเรื่องคุณชูวิทย์มาเปรียบเทียบกับคุณทักษิณซึ่งไม่เหมือนกันครับ คุณชูวิทย์ถูกศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี มาถึงศาลฎีกาสั่งจำคุก 2 ปี ซึ่งอยู่ในการคาดการณ์อยู่แล้วว่าเวลาประมาณนี้ คุณชูวิทย์ติดคุกไม่ถึง 2 ปีหรอกครับซึ่งคุณชูวิทย์รู้ นักโทษพอติดคุกและทำความดี ตอนนี้คุกก็จะล้นอยู่แล้วในกระบวนการยุติธรรมเขาก็ให้อำนาจของกรมราชทัณฑ์ให้พิจารณาเลื่อนเป็นนักโทษชั้นดี พอทำงานเข้าข่ายเข้าเกณฑ์โทษก็จะลด ทำอันที่สองระหว่างติดคุกเอาเฉพาะปีนี้ก่อนเข้าคุกตอนนี้จะมีวาระพิเศษมากมายครับ อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์พระบรมนุสาววงศ์ ที่จะมีการประกาศพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งนักโทษชั้นดีทั้งหลายก็จะได้รับผลไปโดยปริยาย ฉะนั้นเป็นนักโทษไม่เท่าไหร่กลายเป็นนักโทษชั้นดี กรมราชทัณฑ์เขาก็อนุญาตให้นักโทษออกมาอยู่บ้านก่อนได้แล้วคุมความประพฤติ

 

 

สถาพร : ใช่ครับ คือไปรายงานตัวตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนดเอาไว้

 

 

สนธิญาณ : เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วคุณชูวิทย์อาจจะรับโทษ 6 เดือน 1 ปีก็ได้กลับบ้านแล้ว ก็ถือว่าได้รับผลกรรมของตัวเองที่ได้ทำ กลับบ้านเสร็จก็ต้องดูว่าเงื่อนไขกฎหมายในการเล่นการเมืองหรือไม่และในช่วงระยะเวลาใด คุณชูวิทย์ไม่ได้เข้าเกณฑ์ผิดกฎหมายคอร์รัปชันนะครับที่ศาลห้ามให้เล่นการเมืองตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะกลายมาเป็นประเด็นให้คุณชูวิทย์วนกลับมาโดยเอาเงื่อนไขนี้มาหาเสียงมาพูดมาเดินในทางการเมืองต่อไป ผู้คนก็จะชื่นชมยินดี

 

 

สถาพร : คือกลายเป็นจุดแข็งในอนาคตได้เลย

 

 

สนธิญาณ : จากเรื่องที่จะแย่แน่ ๆ ก็ยอมติดคุกถึงมีเงินอยู่ในคุกก็มีคนดูแลดี ถามว่าดูแลดีก็คือไม่ต้องไปนอนเบียดกันแต่ขอให้เพื่อนนักโทษขยับให้ที่นอนกว้าง ๆ หน่อย ก็เป็นสิ่งที่กระทำได้แต่ก็ลำบากครับ ทีนี้ต้องกลับมาดูที่บอกว่าอย่าไปเปรียบเทียบกับคดีคุณทักษิณ คุณทักษิณหนีคดีไปแม้คดีจากพิพากษาจำคุก 2 ปีเหมือนกัน แต่ถามว่าทำไมคุณทักษิณหนีเพราะเป็นแบบนี้ครับ ยังมีคดีต่อพ่วงเป็นหางว่าวเป็น 10 คดี อันนี้เป็นสิ่งที่ทักษิณรู้แก่ใจตัวเองดี  เพราะฉะนั้นหากยอมติดคุก  2 ปีคดีนี้ก็จะมีคดีอื่นมากอีก ระหว่างทำความดีได้ลดโทษก็มีคดีอื่นสวมเข้าไป ทักษิณรู้ว่าติดยาว เพราะฉะนั้นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาบอกว่ากลับมารับโทษเถอะ นี่ก็ฝันไปเลยครับ

 

 

สถาพร : คือถ้ากลับมาก็กลับมานานแล้ว

 

 

สนธิญาณ : คือทักษิณจะกลับมาได้ด้วยกรณีเดียวเท่านั้นอันนี้ทำความเข้าใจกันให้ชัด กรณีนิรโทษกรรมเท่านั้น

 

 

สถาพร : คือกลับมาแล้วไม่ติดคุกและพ้นผิดจากคดีอื่น ๆ ที่ค้างคาอยู่ นี่จึงเป็นเงื่อนไขที่ทักษิณดำรงและคงการต่อสู้ของตัวเองเอาไว้ที่จะเห็นได้ว่านาทีสุดท้ายของการนิรโทษกรรมลักหลับฉบับสุดท้ายชัดเจนถึงชัดเจนที่สุดนั่นก็คือการนิรโทษกรรมให้กับทักษิณทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ลงทุนไป เพราะฉะนั้นเรื่องของคนสองคนนี้เปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ มีบริบทที่แตกต่างกันสำหรับตัวคุณชูวิทย์ผมก็เรียนว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของความกล้าหาญในการเผชิญหน้ารับโทษแต่เป็นเรื่องของคนที่มีหลักคิดในเชิงยุทธศาสตร์และการตัดสินใจที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสต่อไป เหมือนที่ได้เคยทำมาแล้วนี่ชัดเจนที่สุดครับ เพราะฉะนั้นหลายเรื่องหลายราวในสังคมที่เราต้องดูให้ลึกซึ้งไม่เช่นนั้นกระแสจะนำพาไปเรื่อย คุณชูวิทย์จึงมาเป็นนักการเมือง ยืนด่าทั้งสองข้าง พรรคเพื่อไทยก็ด่า ประชาธิปัตย์ก็ด่า เขาก็แสดงบทบาทของตัวเขาเอง วันนี้ก็หลังจากไปอยู่ในคุกแล้วก็คอยดูว่าเขาก็จะทำในสิ่งที่ไม่ให้ผู้คนลืมเขานะครับ ออกมาแล้วก็จะเอาเรื่องนี้มาขยายความต่อไป ก็เอามาเล่าสู่กันฟังว่าให้มองว่าผมได้วิเคราะห์ความเป็นมาเป็นไปคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ว่าเป็นอย่างไร