ย้อนอดีต!! รากเหง้า "ชาวเล" หาดราไวย์ กับปมพิพาทที่ดินนายทุน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

สำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้นำเสนอประวัติความเป็นมาของกรณีพิพาทระหว่างชาวราไวย์กับกลุ่มชายฉกรรจ์ให้คุณผู้ชมได้รับทราบ

 

 

 


ซึ่งแม้ว่าบริษัท บารอนเวิลด์เทรด จำกัด จะมีโฉนดที่ดินและเอกสารสิทธิ์ ที่ออกดดยกรมที่ดินอย่างชัดเจนแต่การจะยุติปัญหาระหว่างชาวเลย์กับบริษัทนายทุน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หลักมนุษยธรรมและความจริงมาแก้ไขปัญหา

 


เพราะจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่ชาวราไวย์ได้อพยพมาอยู่ที่แห่งนี้หลายช่วงอายุคนได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อนนายทุน

 


ส่วนจะเกิดเหตุขัดข้องอันใดที่จะนำไปสู่การออกเอกสารสิทธิ์ในเวลาต่อมาก็จะต้องตรวจสอบความจริงเพื่อนำไปสู่การเยียวยา

 


และในวันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะได้นำเสนอในรายงานการวิจัยในตอนที่ 2 ซึ่งจะเป็นช่วงเหตุการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี
ลำดับเหตุการณ์ความขัดแย้ง

 


ชาวเลรุ่นบรรพบุรุษอพยพมาจากหลายแหล่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยทำกินกับทะเลและป่าบนบกสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน งานวิจัยหลายแหล่งสรุปได้ว่าชาวเลอยู่ในเกาะภูเก็ตมากว่า ๓๐๐ ปี

 


ในทะเบียนบ้านของชาวเล เลขที่ ๓๘ ต .ราไวย์ พบว่า นางเปลื้อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ซึ่งหากมีอายุถึงปัจจุบัน จะมีอายุถึง ๑๒๐ ปี
ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ตั้งโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ทางราชการได้สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน ๑ หลัง ต่อมาทรุดโทรม ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ประชาชนได้รวบรวมเงินสร้างอาคารเรียน และใช้อยู่ในปัจจุบัน

 


ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลักฐานวิดีทัศน์ที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชุมชนชาวเลหาดราไวย์ ซึ่งมีบ้านชาวเลอาศัยอยู่ประมาณ ๔๐ ครัวเรือน

 


ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ นาย ท. ได้ออกเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินแปลงหนึ่ง โดยอาศัยหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ซึ่งได้แจ้งครอบครองไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ สภาพที่ดินเป็นสวน ได้มาโดยซื้อเมื่อปี ๒๔๗๗ (๒๑ ปีก่อนแจ้งการครอบครอง)

 


ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ นาย ห.นำที่ดินแปลงหนึ่งมาออกเอกสารสิทธิ์โฉนด หลังจากนั้นมอบที่ดินให้บุตรชาย คือ นาย อ. ราวปี ๒๕๓๖ นาย อ. นำโฉนดไปจำนองกับธนาคารและผิดสัญญาชำระเงินโดยยึดที่ดินขายทอดตลาด ท้ายสุดที่ดินตกไปอยู่ในมือของนาย ป. และนาง ป. ผู้เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องขับไล่ชาวเลซึ่งเป็นกลุ่มอุรักลาโว้ยที่อยู่มาเก่าแก่จำนวน ๘ รายออกจากที่ดิน

 


มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๐ จ.ภูเก็ต ได้รับอนุญาตจากกกรมป่าไม้ให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองบางชีเหล้า – คลองท่าจีน จ.ภูเก็ต เนื้อที่ ๕๐ ไร่ เพื่อให้ชาวน้ำหรือชาวเลอยู่อาศัยตามการเสนอขอใช้ที่ดินของจังหวัดภูเก็ต

 


ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๐ สมัยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ชาติชาย ชุณหวัณ เริ่มสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวทำให้ที่ดินหาดราไวย์แพงขึ้น จนมีคนเก็งกำไรที่ดินของชาวเลราไวย์

 


ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้มีการเสนอโครงการให้ชาวเลราไวย์ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น (คลองท่าจีน) ชาวเลได้มีการคัดค้านถึงกรณีดังกล่าว และหัวหน้าชุมชนได้ระดมชาวบ้านไปประท้วงที่บ้านผู้ใหญ่บ้านสมัยนั้น จึงทำให้เหตุการณ์สงบไป

 


๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดเหตุการณ์สึนามิ น้ำทะเลขึ้นสูงทำให้ข้าวของในบ้านเสียหาย เรือและอุปกรณ์ประมงเสียหายเป็นจำนวนมาก มีหลายองค์กรเข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวเล

 


ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ หลังเหตุการณ์สึนามิ เกิดปัญหาการไล่รื้อชุมชน ๑๙ แห่งใน จ.ภูเก็ต จึงเกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต และมีการยื่นหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตและนายกรัฐมนตรี ให้แก้ปัญหาเรื่องที่ดินคนจนใน จ.ภูเก็ต ซึ่งรวมถึงปัญหาที่ดินชุมชนชาวเล ๕ แห่งใน จ.ภูเก็ตด้วย

 


ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐบาล (โดยสำนักนายกรัฐมนตรี) ตั้งคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ธรณีพิบัติ ๖ จังหวัดอันดามัน โดยมีพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธานอนุกรรมการฯ

 


ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ มีการขยายการก่อสร้างทางหลวงผ่านพื้นที่ชุมชน กระทบบ้านเรือนของชาวเล ๑๐ หลังคาเรือน ซึ่งจะต้องถูกรื้อย้าย ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินฯ (พล.อ สุรินทร์ พิกุลทอง) ได้ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริง และมีความเห็นว่า เป็นชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิม ไม่ควรรื้อย้าย จึงได้ทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม ขอให้ระงับโครงการก่อสร้างดังกล่าว ระยะต่อมา เส้นทางถนนจึงเบี่ยงออกจากกลุ่มบ้านเรือนทั้ง ๑๐ หลังดังกล่าว

 


ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ชาวเลชุมชนราไวย์ ได้ส่งเอกสารร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้แก้ปัญหาที่ดินและการปลูกสร้างกำแพงกั้นทางน้ำไหล ทำให้น้ำเน่าเสีย ซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง32 เป็นผู้ดำเนินการ

 


ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เอกชนผู้อ้างสิทธิ์พยายามนำก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดทางเข้าออกระหว่างที่จอดเรือ (บริเวณชายหาด) กับชุมชน ทำให้ชาวเลรวมตัวกันประท้วงไม่ยอมให้เอกชนปิดทางเข้าออก โดยมีผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นคนกลางในการแก้ปัญหา

 


มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ อนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง แร่ และสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มีการประชุมระหว่างตัวแทนชาวบ้านและตัวแทนพนักงานที่ดินจังหวัด สรุปปัญหาของชุมชนว่า มีความแออัด ห้องสุขาไม่เพียงพอต้องขับถ่ายชายทะเล ข้างชุมชนด้านตะวันออกผู้อ้างเป็นเจ้าของที่ดินสร้างกำแพงกั้นขวางคลองทำให้น้ำขังเน่า

 


เสียในชุมชน ต้นมะพร้าวยืนต้นตายกว่า ๒๐ ต้น ล้มใส่บ้านชาวบ้านไปแล้ว ๙ หลังคาเรือน ชุมชนยื่นหนังสือ ๓ ครั้ง ขอให้ อบต. สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์มาซ่อมบ้านซึ่งได้รับการช่วยเหลือแล้ว แต่ต้นมะพร้าวที่เหลือ อบต.ไม่สามารถจัดการได้เนื่องจากเจ้าของที่ดินไม่อนุญาต

 


ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีมติตามความเห็นอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรน้ำ ชายฝั่ง แร่ และสิ่งแวดล้อมว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๓๘ และ พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบกับหลักฐานคำชี้แจงของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ว่ามีทะเบียนนักเรียน เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ และมีนักเรียนจากชุมชนไทยใหม่เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ เป็นต้นมา

 


ดังนั้นชาวชุมชนไทยใหม่จึงอยู่ในบริเวณดังกล่าวต่อเนื่องมาโดยตลอด ย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้าของที่ดินดังกล่าวแจ้งสิทธิครอบครอง และต่อมาได้มีการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินที่ชุมชนไทยใหม่อาศัยอยู่มาก่อน จึงเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และมีข้อเสนอต่อกรมที่ดิน จังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนตำบลราไวย์ โดยให้กรมที่ดินตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของบุคคลที่ออกทับที่ดินชองชุมชนไทยใหม่ราไวย์ และให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ชุมชนชาวไทยใหม่ราไวย์ ให้จังหวัดภูเก็ตกำกับดูแลให้ชุมชนไทยใหม่ที่ภูเก็ตได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้น้ำและไฟฟ้า และให้ อบต. รื้อกำแพงด้านทิศตะวันออกเพื่อสามารถระบายน้ำออกจากชุมชนได้ตามปรกติ ปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

 


ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เอกชนผู้อ้างสิทธิ์ให้ชาวเล ๒ ราย (นาย ม. และ นาย อ.) ลงนามด้วยหัวแม่มือเซ็นสัญญาเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยเป็นเวลา ๑ ปี และมีการต่อสัญญาในปี ๒๕๕๑ อีก ๑ ปี สาเหตุที่ยอมลงนามด้วยหัวแม่มือเนื่องจากไม่เข้าใจข้อความในสัญญา ถูกขู่บังคับว่า ถ้าไม่ยอมเซ็นสัญญาจะนำรถแบ็คโฮมารื้อถอนบ้านให้หมด ประกอบกับพี่น้องของเอกชนผู้อ้างสิทธิ์เป็นผู้มีความรู้และมีอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัว

 


ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เอกชนผู้อ้างสิทธิในที่ดินได้ฟ้องขับไล่ชาวเลชุมชนไทยใหม่หาดราไวย์ จำนวน ๑๐ ราย ออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ประกอบด้วย นาย พ. นาย บ. นางสาว จ. นาย ณ. นาย น. นาง ส. นางสาว ช. นาย สน. นาย ม. และนาย อ. (รายที่ ๑-๘ โจทก์คนเดียวกัน และรายที่ ๙-๑๐ โจทก์คนเดียวกัน)

 


๑๓ ต.ค. พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะอนุกรรมการตรวจสอบการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณชุมชนชาวเล ๓ ชุมชนในภูเก็ต มีมติโดยสรุปให้สำนักแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐ สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอความอนุเคราะห์อ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศในพื้นที่ชุมชนชาวเล มอบหมายให้กรมที่ดินหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต นำสารบบภาพถ่ายทางอากาศตรวจสอบตามลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินตรวจสอบข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปีเริ่มต้นจนถึงปีปัจจุบัน มอบหมายให้เครือข่ายชุมชนฯ รวบรวมข้อมูลประวัติของชุมชน อำเภอเมืองภูเก็ตและเจ้าพนักงานที่ดินภูเก็ตสรุปข้อมูลการเข้าอยู่อาศัยของราษฎรในพื้นที่ ฯลฯ รวมทั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิต วงศ์หนองเตย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย

 


ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ มีข้อเสนอแนวคิดเขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล จากผลการศึกษาพบว่า ชาวเลเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมในพื้นที่อันดามัน กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตด้านสังคมและวัฒนธรรม ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย มักถูกเอาเปรียบและถูกฉ้อโกงเสมอ

 


ดังนั้นชาวเลจึงเป็นกลุ่มเปราะบางที่สังคมจะต้องปกป้องคุ้มครองให้สามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ จึงเสนอให้สร้างเขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษของชาวเลเพื่อคุ้มครองทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำกินดั้งเดิม การฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมายาวนาน และหลีกเลี่ยงการอพยพโยกย้ายชุมชนออกจากพื้นที่เกาะและชายฝั่ง

 


เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การให้ชาวเลสามารถประกอบอาชีพประมงหาทรัพยากรตามเกาะต่างๆ ได้ โดยผ่อนปรนพิเศษในการใช้อุปกรณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาวเล รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณในการฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรม แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

 

 


ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อมูลจากสำนักงานธนารักษ์ จ.ภูเก็ต ที่ได้กำหนดราคาที่ดินทั่วทั้งจังหวัดระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๕๑ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ พบว่า มีราคาประเมินเพิ่มสูงขึ้นกว่า ๑๐๐-๒๐๐% โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ราไวย์ ราคาที่ดินเฉลี่ยไร่ละ ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม ๑๗๘% ทำให้การแก้ปัญหาที่ดินทำได้ยากขึ้น (ข้อมูลจากสำนักงานปฏิรูป ปี ๒๕๕๔)

 


๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เอกชนผู้อ้างสิทธิ์ทำการถมบ่อน้ำสาธารณะของชาวเล ๑ บ่อ ซึ่งทำให้ชาวเลรวมตัวกันประท้วงที่ทำการอำเภอ เกิดการไกล่เกลี่ย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับปากจะแก้ไขปัญหาโดยจัดหาน้ำประปามาทดแทนให้

 


มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ชาวเล ๒ ราย (รายที่ ๙ และ ๑๐) ทำการรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของเอกชนดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ และคาดว่าจะถูกทยอยฟ้องทั้งชุมชน

 


เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้มีตัวแทนชาวเลชุมชนราไวย์เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมผ่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือชาวเลราไวย์ในกรณีปัญหาที่ดินและแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลมีแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล รวมทั้งยื่นหนังสือต่อผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสขอให้ช่วยนำเสนอเผยแพร่ข่าวสารของชาวเล เพื่อให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้อง และสังคมได้เข้าใจ นำไปสู่การหาทางออกในการแก้ปัญหาของชุมชนราไวย์และชาติพันธุ์ชาวเลต่อไป

 


จุดเปลี่ยนสำคัญ ของการตรวจสอบเรื่องการเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของชาวเลย์กลุ่มนี้ เกิดขึ้นจากการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อ ปี2557 ซึ่งใช้วิธีการขุดเอาซากกระดูกไปตรวจสอบอายุไขกันเลยทีเดียว

 


2 กรกฏาคม 2557 พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุถึงการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอกระดูกบรรพบุรุษชาวเลที่ขุดพบบริเวณชุมชนชาวเลที่หาดราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อนำไปเป็นหลักฐานยืนยันความยาวนานของชุมชนชาวเลหาดราไวย์ว่า เมื่อนำดีเอ็นเอจากกระดูกที่พบไปเปรียบเทียบกับคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ผลออกมาว่ามีดีเอ็นเอที่สัมพันธ์กับาคนเฒ่าคนแก่กลุ่มหนึ่งในชุมชน ซึ่งย่อมมีความสัมพันธ์กับลูกหลานชาวเลอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนการพิสูจน์หลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ชิ้นส่วนกระดูกมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี นอกจากนี้ได้พบหลักฐานเครื่องเซ่นไว้ตามพิธีกรรมของชาวเล เช่น เปลือกหอยสวยงาม ซี่งปกติไม่ได้พบหอยเหล่านี้ในบริเวณนี้ ทั้งสอดคล้องกับพิธีกรรมฝังศพของชาวเลที่มักนำเปลือกหอยฝังรวมกับศพ ด้วยความเชื่อว่าดวงวิญาณของบรรพบุรุษชาวเลมีความผูกพันธ์หรือมีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับท้องทะเล

 


โดยหลักฐานสำคัญที่ดีเอสไอค้นพบขณะนี้มีอย่างน้อย 4 ชิ้น มีทั้งพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล และผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งบ่งชี้ว่าชาวเลได้อาศัยอยู่ในบริเวณหาดราไวย์มานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

 


ในเรื่องการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ทางผู้ที่ฟ้องชาวบ้านได้อ้างหลักฐานเอกสารสิทธิ์ที่ดิน สค.1 ที่ออกในปี พ.ศ.2498 และต่อมามีการนำไปออกโฉนดในปี พ.ศ.2508 เพราะฉะนั้นต้องหาหลักฐานและพิสูจน์ให้ได้ว่าชาวเลได้อาศัยอยู่ที่บริเวณหาดราไวย์ก่อนปี 2498 ซึ่งในอดีตชาวบ้านมักจะใช้คำบอกเล่าหรือคำพูดของคนเฒ่าคนแก่ในการยืนยันการมีอยู่ของชุมชน แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ดีเอสไอจึงมองว่าหลักฐานใหม่ที่พบก็น่าจะส่วนสำคัญช่วยให้ชาวบ้านสามารถต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรม

 


จากการศึกษารวบรวมข้อมูลงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับชาวเลในภาคใต้และชาวเลในพื้นที่ศึกษาของจังหวัดภูเก็ต การศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ รวมทั้งการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวชุมชน พบว่ามีประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์เพื่อคลี่คลายปัญหาของชุมชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีที่ดินจากการดำเนินงานของรัฐและกระบวนการยุติธรรม

 


ซึ่งประเด็นที่ตั้งไว้นี้ จึงต้องศึกษาก่อนว่าชุมชนดังกล่าวมีความเป็นชุมชนมาก่อนเกิดกรณีพิพาทที่ดินหรือไม่

 


จากการศึกษาประวัติความเป็นมาในอดีตพบว่าเกาะภูเก็ตประกอบด้วยชุมชนหลายเชื้อชาติ ภาษา มาพบกันบนเกาะภูเก็ต ด้วยการแสวงโชคและด้วยการค้าทางทะเล ผสมกลมกลืนกันจนเกิดเป็นสายเลือดใหม่ ชาวภูเก็ตในยุคถอยหลังไปเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อนจึงมีชนชาติปะปนกันอยู่หลายเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มชาวเลซึ่งเป็นกลุ่มแรกๆ ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ภูเก็ต ทำให้ภูเก็ตมีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่หลากหลาย ทั้งการแต่งงาน การเกิด การตาย การแต่งกาย และการก่อสร้างบ้านเรือนที่อาศัยฯ อันมีรูปแบบผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมและศิลปกรรมหลายเชื้อชาติอย่างซับซ้อน และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

 


พัฒนาการของชาวเลในปัจจุบันจึงเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับความเป็นภูเก็ต โดยยืนยันจากข้อมูลที่ชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาและพบเห็นกลุ่มคนเหล่านี้และเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า ชาวน้ำ และสอดรับกับแนวคิดของชาวเลในปัจจุบัน ต่อเรื่องการไม่ยึดเอาทรัพย์สินมาสะสมเป็นสมบัติส่วนตัว การเดินทางร่อนเร่ไปตามท้องทะเลรอบๆ เกาะแก่งต่างๆ แต่ก็มีร่องรอยซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพที่อยู่ที่เป็นจริงในอดีต `

 


สำหรับชุมชนในพื้นที่ศึกษา มีหลักฐานเก่าแก่ที่ยืนยันความเป็นชุมชนดั้งเดิมว่ามีชาวอุรักลาโว้ยอยู่มาก่อน เช่น หลักฐานทะเบียนบ้านที่ระบุปีเกิดชาวเล พ.ศ. ๒๔๔๕ บัตรประชาชนปี พ.ศ. ๒๔๗๗และ ๒๔๗๙ หลุมฝังศพของหัวหน้าเผ่า ป่าช้า ต้นมะพร้าวเก่าแก่ วัดสว่างอารมณ์ และโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์

 


แต่ด้วยสภาพของเมืองภูเก็ตที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาจนเป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของโลกในปัจจุบัน34 ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ทำให้ที่ดินและทรัพยากรการท่องเที่ยวเช่นหาดทราย ชายทะเล เกาะแก่ง ปะการัง ตลอดจนภูเขา น้ำตก ป่าชายเลนมีมูลค่าและราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เข้ามาซื้อครอบครองเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพื่อทำธุรกิจ จึงเกิดการแก่งแย่งการครอบครองเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านี้กับชุมชนที่ครอบครองอยู่เดิมอย่างรุนแรง และโดยที่รัฐขาดการวางแผนการใช้ที่ดินและการวางผังเมืองที่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ตลอดจนการคุ้มครองชนกลุ่มน้อยที่ยากจน มีการศึกษาน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองกับนายทุนและหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเล จึงถูกบีบถูกจำกัดสิทธิและโอกาสในการครอบครองที่ดินอยู่อาศัย ตลอดจนที่ทำมาทำกินในทะเลก็ถูกรัฐประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ห้ามเข้าไปทำประมงเป็นการจำกัดที่ทำมาหากินให้เหลือน้อยลง อันนำไปสู่ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย กรณีที่รุนแรงคือถูกบุคคลภายนอกที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่และเคยได้รับแต่งตั้งจากทางราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนฟ้องขับไล่ชาวบ้านให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่อาศัยมาแต่บรรพบุรุษ จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ต่อไปว่าชุมชนมีสิทธิในที่ดินที่เขาอยู่อาศัยมาแต่เดิมหรือไม่

 


ประเด็นนี้จะวิเคราะห์ถึงการครอบครอง และการใช้ประโยชน์ทั้งที่ดินเดิม ทั้งที่เป็นของครัวเรือน และที่ดินส่วนรวมที่ชุมชนใช้ร่วมกัน เช่นบ่อน้ำ ทางเดิน หาดทราย สุสานบรรพบุรุษ

 


การศึกษาพบว่าในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวบ้านเดินทางไปมาระหว่างหาดราไวย์กับเกาะเฮ เพื่อไปปลูกข้าวไร่ และทำสวนและมีชาวบ้านบางส่วนอยู่ที่นั่นอย่างถาวรจนเป็นชุมชนใหญ่เพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์มาก มีช่วงหนึ่งที่มีโรคอหิวาต์ระบาดคนตายมากจึงย้ายกลับไปอยู่เกาะสิเหร่และหาดราไวย์ตามเดิม ช่วงสงครามโลกชาวเลลำบากมาก เพราะออกทะเลไม่ได้ เมื่อเครื่องบินบินผ่านมาก็ต้องวิ่งหนีเข้าป่าไปอาศัยอยู่ชั่วคราวบริเวณแหลมกา แล้วย้ายต่อไปที่บริเวณคลองหลาวโอน หลังสงครามยุติก็ได้ย้ายกลับมา สมัยก่อนพูดภาษาไทยไม่ได้ ไม่คุ้นเคยกับทางราชการ เมื่อเจ้าหน้าที่ใส่ชุดสีกากีมาก็มักจะวิ่งหนี อย่างไรก็ดีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ตั้งถิ่นฐานของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาหลักฐานข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ มีชุมชนอยู่แล้ว และยังอยู่มาอย่างต่อเนื่องโดยมิได้โยกย้ายไปไหน

 


นอกจากนั้นจากการวิเคราะห์ผู้นำและสาแหรกตระกูลของคนในชุมชนพบว่า สามารถโยงใยย้อนกลับไปได้ถึง ๗ ชั่วอายุคน ซึ่งหลายคนยังมีหลุมฝังศพอยู่ที่สุสาน ยิ่งแสดงยืนยันให้เห็นว่าชุมชนได้อยู่สืบต่อกันมานานนับร้อยปีจริง

 


นอกจากนั้นยังมีหลักฐานการใช้ที่ดินทำกิน เช่นต้นมะพร้าวอายุเกือบร้อยปีและยังมีอยู่ให้เห็นในปัจจุบัน รวมทั้งชายหาดซึ่งเป็นที่จอดเรือของชาวเลที่ใช้หากินในทะเล และจากหลักฐานวิดีทัศน์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่หาดราไวย์ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ แสดงให้ เห็นบ้านเรือนของชาวเลประมาณ ๔๐ หลังคาเรือน ปลูกอยู่ใกล้เคียงกัน และมีสภาพเก่าแก่ แสดงให้เห็นถึงความเป็นชุมชนที่มีอยู่มานานก่อนหน้าที่จะมีผู้อ้างสิทธิ์แจ้งครอบครอง (ส.ค.๑) ว่า สภาพที่ดินนั้นเป็นสวนมะพร้าว เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ยิ่งกว่านั้นยังมีหลักฐานอื่นประกอบที่สำคัญ เช่นทะเบียนนักเรียนของชาวเลในชุมชนที่ศึกษาวิจัยหลายคนเช่นนายถวิล และนายสน ซึ่งอายุกว่า ๖๐ ปีก็เคยเรียนที่นี่ มีใบมรณบัตร และยังมีโบสถ์คริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ซึ่งก่อตั้งโดยนักบวชชาวออสเตรเลียสองสามีภรรยาชื่อเดวิดและโดลีน โอเก้น ซึ่งมาเผยแพร่ศาสนาตามชุมชนต่างๆ ที่เป็นมอแกนและอุรักลาโว้ยตั้งแต่ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จนสามารถพูดภาษาอุรักลาโว้ยได้ และได้สร้างโบสถ์ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้

 


ดังหลักฐานและเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าชุมชนชาวเลในพื้นที่ศึกษาที่ภูเก็ตเป็นชุมชนดั้งเดิมในท้องถิ่น มีวิถีชีวิตอยู่อาศัยและทำมาหากินรวมกันเป็นชุมชน มีผู้นำ มีสาแหรกตระกูลที่สามารถสืบค้นย้อนกลับไปได้ มีสิ่งก่อสร้างวัตถุทั้งหลายที่แสดงถึงความเป็นชุมชน อาทิ วัด โรงเรียน สุสานฝังศพ ชุมชนได้ครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นกรณีพิพาทติดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจวบจนปัจจุบัน

 


จากข้อมูลที่ปรากฏเป้นการพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวเลย์ลาไวย์ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อนนายทุน หรือ ก่อนการออกเอกสารสิทธิ์ใช้หรือไม่ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาการต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวก้ไม่สามารถที่จะหาข้อยุติได้ จนนำมาสู่การเผชิญหน้ากันหลายครั้งจนนำมาสู่การทำร้ายร่างกายกันขึ้นในวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา โดยในตอนต่อไปสำนักข่าวทีนิวส์จะได้นำเสนอการอ้างเอกสารสิทธิ์ของกลุ่มนายทุน