- 29 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณี พระพรหมสุธี หรือ เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ กระทำอัตวินิบาตกรรม ภายในกุฏิคณะ 1 วัดสระเกศ โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่า เป็นการอัตวินิบาตกรรม หรือ ฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุจากความเครียด
แต่ต่อมาพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ตรวจสอบสาเหตุการมรณภาพให้ชัดเจน พร้อมกับสั่งสอบสวนเชิงลึกในทุกมิติเกี่ยวกับการมรณภาพครั้งนี้ หลังจากพบเงื่อนงำหลายประการ
ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนระบุว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบชิ้นเนื้อ 3 ใน 4 ส่วน และคาดว่าจะทราบผลเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าการเสียชีวิตนั้น เจ้าคุณเสนาะ เก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกมาให้ใครเห็น อีกทั้งไม่ได้ลงพระอุโบสถฟังปาติโมกข์ในวันพระสำคัญ ประกอบกับเมื่อตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ จะมีเฉพาะลูกศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้นที่เข้าไปหาพระพรหมสุธีที่กุฏิ
รายงานข่าวจากชุดสืบสวนแจ้งด้วยว่า ผลชันสูตรศพ เจ้าคุณเสนาะ เบื้องต้นพบสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากขาดอากาศหายใจ เนื่องจากถูกกดรัดบริเวณลำคอ และการตรวจสอบในกุฏิ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้น ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย
อย่างไรก็ดีจากการสอบสวนพระใกล้ชิดของ เจ้าคุณเสนาะ ทราบว่า ก่อนจำวัดในตอนค่ำ มีพระใกล้ชิดถวายยานอนหลับให้ ตามที่แพทย์ที่ เจ้าคุณเสนาะ เข้ารับการรักษาเป็นผู้จ่ายยาให้ แต่จากการชันสูตรศพระบุว่า เจ้าคุณเสนาะ มรณภาพก่อนพบศพประมาณ 4 ชม. ซึ่งเวลาที่พบศพนั้นเป็นเวลาประมาณ 07.30 น. จึงสันนิษฐานได้ว่า เจ้าคุณเสนาะ มรณภาพเวลา 03.30 น. ดังนั้นตำรวจจึงต้องสอบปากคำแพทย์ในประเด็นฤทธิ์ยานอนหลับว่าจะทำให้คนไข้มีสติตื่นขึ้นมาผูกคอตายได้หรือไม่
สำหรับจดหมายสั่งเสียของ เจ้าคุณเสนาะ ซึ่งมี 2 ฉบับนั้น รายงานข่าวแจ้งว่า ฉบับที่ 1 มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพ ความว่า “ท่านพระมหากฤษณะ ช่วยดำเนินการศพของผมด้วย จัดแบบเรียบง่าย มีอะไรก็ปรึกษานายเอกวัฒน์ ฝังมุข น้องชายของผม ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจัดเผาศพโยมมารดาของผมไปในวันเดียวกัน ก็จะเป็นการดี ข้อสำคัญ
1.ต้องแจ้งตำรวจเพื่อพิสูจน์ศพ เพื่อออกใบมรณะบัตร
2.แจ้งทางเขาด้วยหรือเปล่า หรือแจ้งหมอให้มาพิสูจน์
3.แจ้งเจ้าอาวาส เพื่อทราบว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร
4.ถ้าวัดสระเกศขัดข้อง ก็ข้อให้มหากฤษณะเรียนเจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัยเพื่อดำเนินการ ลงชื่อพระธรรมสุธี”
ส่วนฉบับที่ 2 ความว่า “เงินที่อยู่ในกระเป๋านี้ ถ้าจัดการงานศพผมแล้ว มีเงินเหลืออยู่ขอให้มหากฤษณะมอบให้ทาง นายเอกวัฒน์ ส่วนสิ่งของอื่นๆ มอบให้มหากฤษณะ ส่วนเงินตราต่างประเทศถ้ามี ถวายพระกฤษณะ”
รายงานข่าวระบุด้วยว่า สำหรับจดหมายลาตายของ เจ้าคุณเสนาะ ฉบับแรก นายเอกวัฒน์ เป็นผู้นำมามอบให้พนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 28 มกราคม ส่วนฉบับที่ 2 พนักงานสอบสวนพบในกุฏิ ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบเรื่องเงินในกระเป๋าที่มีการอ้างถึงดังกล่าว พร้อมกันนี้ ยังพบว่า ผ้าที่ เจ้าคุณเสนาะ ใช้ผูกคอตายไม่ใช่สายรัดประคต แต่เป็นผ้าห่มพันหน้าอกเอามาผูกต่อกัน โดยในวันที่ 29 มกราคม จะมีการจำลองเหตุการณ์ผูกคอตายอีกครั้งหนึ่ง
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการมรณภาพของ พระพรหมสุธี หรือ เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุอีกครั้งเมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ได้พบหลักฐานสำคัญเป็นจดหมายการทำพิธีทางศาสนาหลังจากมรณภาพ จึงทำให้การผูกคอตัวเองนั้นมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าประเด็นอื่น และทำให้ตนเองคลายความสงสัยในระดับหนึ่ง แต่จำเป็นต้องนำจดหมายดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ทราบว่าเป็นลายมือของเจ้าคุณเสนาะจริงหรือไม่ ซึ่งจากการสอบถามพระผู้ใกล้ชิด ก็ยืนยันว่าเป็นลายมือเจ้าคุณเสนาะ
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จะมีการเรียกพยานแวดล้อมมาทำการสอบปากคำเพิ่มอีก 2 ปาก เพื่อซักถามประเด็นข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับคดี รวมถึงการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในระแวกใกล้เคียง แต่ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังได้มีการพูดคุยกับแพทย์ 2 ท่าน ที่ทำการรักษาอาการเครียดของเจ้าคุณเสนาะแล้ว ซึ่งก็ได้ข้อมูลที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และยังคงดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้เกิดความชัดเจนในทุกประเด็นตามขั้นตอน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ รวมถึงจะมีการตรวจสอบมูลเหตุต่างๆ ที่อาจนำมาซึ่งการฆาตกรรมอีกด้วย โดยตนเองไม่ได้เร่งรัดการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เพื่อให้การคลี่คลายคดีเป็นไปด้วยความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
นอกจากข้อพิรุธสาเหตุการมรณภาพตามที่เป็นข่าวนั้น ด้านหนึ่งน่าจะเป็นเพราะน้ำหนักในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ จากกรณีที่มีการตรวจสอบในอดีตหลายๆครั้งว่าเจ้าคุณเสนาะได้เข้าไปพัวพันกับการทำธุรกิจหรือทรัพย์สินหลักพันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพใหญ่ของวงการพุทธศาสนาจะพบว่าการครอบครองรถยนต์หรูของพระสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่กลับปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตามมาด้วยการตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสม
ปี 2556 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์หรือหลวงพี่น้ำฝนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมถูกจับตามองจากสังคมหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่าสะสมรถยนต์หรูหลายคันจนถูกดีเอสไอเข้าตรวจสอบ หลวงพี่น้ำฝนยอมรับว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์จริงเป็นรถที่ลูกศิษย์จากประเทศสหรัฐอเมริกาถวายให้มาตั้งแต่ปี 2554 พร้อมยืนยันว่าครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งนี้รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้งานทุกวันแต่ใช้เฉพาะวันงานฉลองครบรอบหลวงพ่อพูลก่อนตั้งโชว์ไว้ให้ญาติโยมที่สนใจเกี่ยวกับรถโบราณได้ศึกษาหาความรู้
ปี 2557 พระพรหมสุธีเจ้าอาวาสวัดสระเกศชี้แจงหลังจากมีผู้เผยแพร่ภาพรถยนต์หรูจำนวนหลายคันของวัดผ่านสังคมออนไลน์ว่ารถยนต์ทุกคันไม่ได้ซื้อด้วยตัวเองแต่เป็นรถที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายให้ด้วยความศรัทธา
คำอธิบายจากพระทั้งสองรูปสอดคล้องกับนายดำเกิง จินดาหราไวยาวัจกรวัดปากน้ำภาษีเจริญที่ให้เหตุผลการรับมอบและครอบครองรถยนต์ภายในวัดปากน้ำภาษีเจริญว่าเจ้าอาวาสมีความประสงค์ที่จะเก็บรักษารถยนต์เป็นของโบราณมีค่าเช่นเดียวกับตู้พระธรรม กลองโบราณ เรือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ รถม้า รถสามล้อถีบเพื่อไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนมาเยี่ยมชมมิได้ครอบครองไว้เพื่อความหรูหราแต่อย่างใด
“ทางวัดหรือเจ้าอาวาสไม่ได้ซื้อเอง แต่มีผู้นำมาถวายมีเจตนาจะสะสมเป็นโบราณวัตถุและจัดแสดงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาซึ่งรถที่อยู่ระหว่างตรวจสอบของดีเอสไอเป็นรถยนต์เก่าแก่อายุกว่า 70 ปีไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์
ทั้งยังเป็นรถจดประกอบนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554 มีเอกสารยืนยันคือสมุดจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก”
พระครูวิบูลพัฒนกิตติ์เจ้าอาวาสวัดหัวกระบือซึ่งย้อนกลับไปหลายปีก่อนเคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวว่าครอบครองรถโบราณยี่ห้อหรูหลายสิบคันภายในวัดโดยเฉพาะเมอร์ซีเดสเบนซ์ และวอลโว่ เผยว่ารถโบราณเหล่านี้ได้รับมาจากการถวายด้วยความศรัทธาจากญาติโยมขณะเดียวกันยังมีอีกหลายคันที่ญาติโยมขอร้องให้ช่วยซื้อไว้เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน
"บางคนเขานำมาถวายเพราะศรัทธาบางคนเขาไม่มีเงินก็มาขอให้อาตมาช่วยซื้อเก็บไว้ในราคาไม่แพงไม่ได้เก็บไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือความหรูหราอาตมาเลือกใช้ประโยชน์จากรถพวกนี้โดยการนำมาให้ลูกศิษย์ได้ศึกษาเรียนรู้การซ่อมแซมบำรุงอะไหล่ต่างๆของรถยนต์
ซึ่งอาตมามองว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ทำให้ใครบางคนมีงานทำมีเงินใช้เลี้ยงดูครอบครัว หรือมีทักษะเพิ่มในการทำงานหรือบางคราวถ้ามีพระรูปไหนเข้ามาบวชแล้วพอจะมีทักษะด้านนี้อยู่บ้างก็จะมาช่วยกันทำการทำงานตรงนั้นจะทำให้คนเรา มีสติ มีสมาธิ เพราะมีจิตจดจ่ออยู่กับการทำงานไม่คิดเรื่องที่เป็นอกุศลอื่นๆ
การเก็บรักษาดูแลรถเก่าไม่ใช่เรื่องแย่ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของเมอร์ซิเดสเบนซ์มาเยือนเมืองไทยยังเคยขอนำรถเก่าของทางวัดไปใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวพอใช้เสร็จทางโรงเเรมที่พักของผู้บริหารยังขอนำรถคันดังกล่าวไปจัดแสดงให้คนทั่วไปได้ชมด้วยถือเป็นการสร้างประโยชน์ต่อยอดได้อีกพระไม่ได้ครอบครองไว้เพื่อโชว์ความร่ำรวย ไม่ใช่รถประจำตำเเหน่งหรือได้มาจากภาษีประชาชนเหมือนพวกนักการเมือง ที่สำคัญวันหนึีงถ้าอาตมาหรือพระองค์อื่นๆตายไปก็ไม่ได้หยิบเอาทรัพย์สินพวกนี้ไปด้วยสุดท้ายตกเป็นของวัดอยู่ดี”
ปัจจุบัน รถยนต์โบราณกว่า 10 คันภายในบริเวณโรงรถวัดหัวกระบือถูกจอดอยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ ไม่สามารถใช้งานได้
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 นิด้าโพลล์เคยเปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง“พระสงฆ์กับวัตถุนิยม”โดยทำการสำรวจประชาชนผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ พบว่า
90.39% มองว่าการที่พระสงฆ์ครอบครองรถหรูหรือของใช้แบรนด์เนม เป็นพฤติกรรมที่ "ไม่เหมาะสม"เนื่องจากพระสงฆ์ควรปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชนด้วยการละกิเลสทางโลก
5.68% มองว่า “เหมาะสม” เพราะเป็นสิทธิ์ของพระสงฆ์ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วพระอาจมีความจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้และสิ่งของบางอย่างพระไม่ได้ซื้อเอง
เมื่อถามถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้พระสงฆ์มีพฤติกรรมวัตถุนิยมประชาชน
37.79% มองว่าเกิดจากพระสงฆ์ไม่ตัดขาดจากทางโลก
30.82% เกิดจากพระสงฆ์หลงใหลในวัตถุแล้วญาติโยมก็ตอบสนอง
20.02% เกิดจากญาติโยมถวายโดยขาดการยั้งคิดว่าเหมาะสมหรือไม่
6.49% เกิดจากองค์กรที่ดูแลศาสนาอ่อนแอขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกัน
0.80% เกิดจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
เมื่อถามถึงแนวทางแก้ปัญหาพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเกินพอดี
68.05% ควรออกกฎข้อบังคับเพื่อจำกัดการครอบครองหรือใช้วัตถุของพระสงฆ์
8.81% ควรให้มีการเก็บภาษีพระสงฆ์จากเงินบริจาคหรือสิ่งของที่มาบริจาค
นายไพบูลย์ นิติตะวันประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา ให้ความเห็นว่าการครอบครองรถหรูของพระสงฆ์ในเมืองไทยนั้นถือเป็นปัญหามีเป็นจำนวนมากจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในพระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าละเลยการปฎิบัติตามพระธรรมวินัย
"พระหลายรูป ปากพูดกันแต่เรื่องปกป้องกระพุทธศาสนาเหมือนท่องบาลีแต่ไม่ได้ปฎิบัติตามแก่นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ คือให้ละเลิก ละวางเรื่องเหล่านี้มันมีรากเหง้ามาจากตัวกฎหมายด้วยที่ออกแบบและเอื้อให้พระมีสมณศักดิ์ลำดับชั้นเหล่านี้นำไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ มากมายไม่ต่างจากตำแหน่งในวงการตำรวจหรือทางการเมือง"
ขณะที่พระพยอมกัลยาโณเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่าการครอบครองสิ่งของอันใดก็แล้วแต่ หากเป็นของทางโลก คนทางโลกเขาย่อมติเตียนเพราะรู้สึกขายขี้หน้าและนึกสงสัยว่าเหตุใดคนบวชกลับมีมากกว่าคนไม่บวชหากไม่อยากถูกติควรเก็บสะสมหรือครอบครองสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาจะดีกว่า
"ถ้าสะสมของเหมือนชาวบ้าน แข่งขันกับชาวบ้าน เขาหาเรื่องด่าอยู่แล้วซึ่งอุดมการณ์ของพระนั้นไม่เหมือนกันบอกไม่ได้แน่ชัดว่าจะรับศรัทธาได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพระรูปนั้นๆโลกใบนี้มีทั้งคนที่ต้องการเเละไม่ต้องการ อย่างหลวงพ่อชา ท่านไม่เอาเลยรถยนต์จะถูกจะแพงอย่างไรก็ไม่รับ เเละถึงเเม้จะมีความต้องการถ้าเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรกับวิถีชีวิตการเป็นนักบวชก็เป็นอันเลิกไป เเต่ถ้าใครเอา ก็ว่าเขาไม่ได้เพียงแต่ผู้นั้นต้องสังวรณ์ไว้ว่าจะหนีไม่พ้นการตำหนิจากชาวโลกมีเเล้วอาจไม่มีความสุข”
การสะสมสิ่งบันเทิง หาความสุขปรนเปรอบำเรอกับสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ มีเเต่จะถูกโจษขาน เป็นจำเลยในสังคมพระรูปใดที่ยังหมกหมุ่นกับเรื่องพวกนี้ ยากที่ได้จะรับการยอมรับจากสังคม สิ่งไหนควรมี ไม่ควรมี คราวนี้คงได้เห็นเป็นบทเรียนเป็นเหตุสั่งสมความไม่มีอีกต่อไป บางอย่างมีแล้วสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจบทเรียนวันนี้อาจทำให้ความต้องการหดหายไปมาก"
การนำรถยนต์ไปครอบครองไว้แม้จะไม่ใช่ส่วนตนและตั้งใจมีไว้เพื่อสร้างกิจกรรมต่างๆให้เกิดประโยชน์อาจไม่ใช่เรื่องผิดในแง่วินัยสงฆ์แต่สังคมจะตั้งคำถามว่ากิจกรรมนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องศาสนาส่งเสริมสติปัญญาให้เข้าใจธรรมมะอย่างไร
ตัวอย่างเช่นสวนโมกขพลารามของท่านพุทธทาสภิกขุ มีโรงมหรสพทางจิตวิญญาณภายในมีภาพวาดปริศนาธรรมต่างๆที่ส่งเสริมให้คนเกิดสติปัญญา แบบนี้ควรจะมีโชว์ในวัดแต่ถามว่ารถหรู รถโบราณที่โชว์ในวัดจูงจิตใจคนเข้ามาสู่ธรรมมะหรือว่าเกิดสติปัญญาอย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมสงสัย”
แม้ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจากอื้อให้เกิดกิเลสต่อพระสงฆ์มากขนาดไหน แต่ถ้าหากพระรูปนั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะถือว่ามีภูมิคุ้มกันจากกิเลสทั้งหลาย
และประการสำคัญพระพุทธเจ้าก็ได้บัญญัติธุดงควัตร 13 ข้อ ให้พระสงฆ์ได้นำไปปฏิบติ ซึ่งคุณผู้ชมก็ลองพิจารณาว่าพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันได้ปฏิบัติตามธุดงค์วัตร 13 ข้อนี้อย่างเคร่งครัดหรือไม่
ธุดงควัตร คือข้อปฏิบัติที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อความขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบังคับให้ภิกษุถือปฏิบัติ ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ผู้ที่จะปฏิบัติธุดงควัตรนั้น สามารถเลือกได้เองตามความสมัครใจ ว่าจะปฏิบัติข้อใดบ้าง เป็นเวลานานเท่าใด เมื่อจะถือปฏิบัติก็เพียงแต่กล่าวคำสมาทานธุดงควัตรข้อที่ตนเลือก แล้วก็เริ่มปฏิบัติได้เลย ธุดงควัตรมี 13 ข้อคือ
หมวดที่ ๑ จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร)
1.) การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คือการใช้แต่ผ้าเก่าที่คนเขาทิ้งเอาไว้ตามกองขยะบ้าง ข้างถนนบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง นำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมสี เย็บต่อกันจนเป็นผืนใหญ่แล้วนำมาใช้ งดเว้นจากการใช้ผ้าใหม่ทุกชนิด (บังสุกุล = คลุกฝุ่น)
2.) การถือผ้า 3 ผืน (ไตรจีวร) เป็นวัตร คือการใช้ผ้าเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น อันได้แก่ สบง(ผ้านุ่ง) จีวร(ผ้าห่ม) สังฆาฏิ(ผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น คลุมกันหนาว ปูนั่ง ปูนอน ปัดฝุ่น ใช้แทนสบง หรือจีวรเพื่อซักผ้าเหล่านั้น ปัจจุบันภิกษุไทยมักใช้พาดบ่าเมื่อประกอบพิธีกรรม)
ทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของความเสื่อมถอยวงการพระพุทธศาสนาของไทย ที่ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่ครอบครองรถยนต์หรู แม้จะพยายามชี้แจงว่ามีญาติโญมนำมาถวายให้ก็ตาม
