- 30 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ก่อนหน้านี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์ ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวข้อพิพาทเรื่องที่ดินนายทุนกับชาวเลราไวย์ไปในหลากหลายประเด็นแล้ว ซึ่งในครานี้จะนำเสนอประวัติความเป็นมาของกรณีพิพาทระหว่างชาวราไวย์กับกลุ่มชายฉกรรจ์ให้คุณผู้ชมได้รับทราบโดยทั่วกัน
ซึ่งแม้ว่าบริษัท บารอนเวิลด์เทรด จำกัด จะมีโฉนดที่ดินและเอกสารสิทธิ์ ที่ออกโดยกรมที่ดินอย่างชัดเจน แต่การจะยุติปัญหาระหว่างชาวเลย์กับบริษัทนายทุน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หลักมนุษยธรรมและความจริงมาแก้ไขปัญหา
เพราะจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่ชาวราไวย์ได้อพยพมาอยู่ที่แห่งนี้หลายช่วงอายุคนได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อนนายทุน
ส่วนจะเกิดเหตุขัดข้องอันใดที่จะนำไปสู่การออกเอกสารสิทธิ์ในเวลาต่อมาก็จะต้องตรวจสอบความจริงเพื่อนำไปสู่การเยียวยา
และในวันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะได้นำเสนอในรายงานการวิจัยในตอนที่ 3 ซึ่งจะเป็นช่วงเหตุการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี
จากการศึกษาโดยวิธีสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และผู้อาวุโสอายุกว่า 80 ปี มีข้อมูลที่รับฟังเกี่ยวกับการครอบครองเอกสารสิทธิ์ที่ดินได้ว่า เดิมพื้นที่ชุมชนที่ศึกษามีขอบเขตจากสะพานราไวย์ยาวตามชายฝั่งไปถึงแหลม ระยะทางราว 2 กิโลเมตร และความกว้างลึกเข้าไปราว 1 กิโลเมตร มีเฉพาะชาวเลอาศัยอยู่ในชุมชน เมื่อชาวเลจับสัตว์น้ำได้ก็จะนำไปแลกข้าวสารและของใช้ที่ร้านค้าซึ่งห่างออกไปราว 5 กิโลเมตรจากชุมชน
ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2495 มีนาย ล. เป็นคนนครศรีธรรมราช มาตั้งบ้านอยู่ระหว่างชุมชนกับร้านค้า เห็นชาวบ้านมาแลกของเป็นประจำ
ในราวปี พ.ศ. 2497 นาย ล.จึงมาตั้งร้านค้าใกล้ชุมชนโดยมาตั้งบ้านหลังเดียวขนาดเล็กอยู่บริเวณพื้นที่โล่งใกล้หัวสะพานราไวย์ ห่างชายทะเลราว 30 เมตร ต่อมานาย ล. ได้เป็นกำนัน และมีลูก ชื่อนาง ลล. ซึ่งในช่วงที่ราชการให้แจ้งครองครองที่ดินก็ได้ไปขอออก สค.1 จำนวน 4 ไร่
และในปี พ.ศ. 2505 นาง ลล. ได้เข้ามาอยู่อาศัยในชุมชน หลังจากนั้นนาง ลล. ได้นำที่ดินออกเป็น น.ส.3 เนื้อที่ กว่า 7 ไร่
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2508 ได้จดทะเบียนแบ่งขายที่ดินเนื้อที่ ๒ ไร่เศษ ตาม น.ส.3 ให้นาย ห. ซึ่งเป็นคนจากภายนอกที่เข้ามาตั้งร้านค้าขายข้าวสาร ขายกาแฟ
เมื่อปี พ.ศ. 2502 และต่อมาราวปี 2514 นาย ห.นำที่ดินมาออก โฉนด หลังจากนั้นมอบที่ดินให้บุตรชาย คือ นาย อ. (นามย่อ)
ราวปี พ.ศ. 2536 นาย อ. ก็นำโฉนดไปจำนองกับธนาคารและผิดสัญญาชำระเงินโดยยึดที่ดินขายทอดตลาด ท้ายสุดที่ดินตกไปอยู่ในมือของนาย ป. และนาง ป. ผู้เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องขับไล่ชาวเลซึ่งเป็นกลุ่มอุรักลาโว้ยที่อยู่มาเก่าแก่จำนวน ๘ คนออกจากที่ดิน
สำหรับโจทก์ฟ้องขับไล่ที่ดินชาวเลอีกกลุ่มหนึ่งชื่อนาย ส. และนาย ท. ได้ที่ดินมาจากแหล่งเดียวกันคือนาย ล.ซึ่งเป็นอดีตกำนัน เพราะนาง ลล. ลูกนาย ล. มีน้องสาวชื่อนาง จ.ซึ่งแต่งงานกับนาย ทท. และมีลูกชื่อนาย จร. ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นาย ส.และนาย ท.ผู้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ชาวบ้านเป็นพี่น้องกันและได้ที่ดินมาจากนาย ย. ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นคนญวนที่ไปขอใช้นามสกุลของนาย ทท.
และในราวปี พ.ศ.2508 ได้ร่วมมือกับนาย ล. ซึ่งเป็นกำนันในสมัยนั้นแจ้งครอบครองที่ดิน และนำมาสู่การออกโฉนดที่ดินในเวลาต่อมา
ญาติพี่น้องนาย ล.อดีตกำนันยังครอบครองที่ดินในชุมชนอีกหลายไร่รวมทั้งนาย จร. เองก็มีที่ดินอยู่ในชุมชนราว 10 ไร่ และเป็นผู้คัดค้านมิให้ชาวเลสร้างส้วมและต่อน้ำประปาและไฟฟ้าเข้าบ้าน กลุ่มคนเหล่านี้รอดูผลการฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านและหากชนะอาจจะมีการฟ้องร้องขับไล่ชาวเลตามมาอีกหลายคดี
กล่าวโดยสรุป คนภายนอกรายแรกเริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ใกล้ชุมชนราวปี พ.ศ. 2495หรือประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา และอาศัยที่มีการศึกษา สามารถติดต่อพูดจากับข้าราชการได้แต่ชาวเลพูดภาษาไทยไม่ได้ คนนอกจึงได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชนเรื่อยมาทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และช่วงที่ราชการประกาศให้แจ้งการครองครองที่ดิน ก็ได้แจ้งครอบครองที่ดินและท้ายสุดก็นำไปออกเอกสารสิทธิ์ (โฉนด) ล้ำเข้าไปในที่ของชาวบ้านในชุมชน และฟ้องร้องดำเนินคดีทางศาลเพื่อขับไล่ชาวเลในชุมชนให้ออกจากที่ดิน ปัจจุบันมีการฟ้อง 2 คดี ทั้งนี้ในปัจจุบันมีลูกหลานและคนนอกที่มาซื้อที่ดินต่อเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่เข้ามาอยู่ในชุมชน
คดีที่ 1
ชาวเลถูกฟ้องเป็นจำเลย 7 คน ฟ้องเพิ่มภายหลังอีก 1 คน รวมเป็น 8 คน ผู้ฟ้อง นาย ป. และนาง ป. เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ เรียกค่าเสียหายคดีแพ่ง โฉนดที่ดิน ออกเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จำนวน 2 ไร่ 37 ตารางวา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
คดีที่ 2
ชาวเลถูกฟ้องเป็นจำเลย 2 คน โดยผู้ฟ้องนาย ส. โจทก์ที่ 1 และนาย ท. โจทก์ที่ 2 ศาลสั่งรวมพิจารณา ส่วนผู้ถูกฟ้อง จำเลยที่ 1 นาย ม. และ จำเลยที่ 2 นาย อ. คดีนี้โจทก์ฟ้องได้ความว่า 1 ม.ค.51 โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาให้เช่าที่ดิน แก่จำเลยทั้งสองระยะเวลา 1 ปี โดยจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านพักอาศัยเลขที่ xxx จำเลยที่ 2 ปลูกบ้านพักอาศัยเลขที่ yyy วันที่ 1 ม.ค. 50 ทำสัญญาเช่าที่ดิน 1 ปี วันที่ 1 ม.ค. 51 ทำสัญญาเช่าที่ดินต่ออีก 1 ปี เมื่อหมดสัญญา ขอเช่าไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาวันที่ 26 พ.ค. 52 ได้มีการแบ่งโฉนดเป็น ๖ แปลง และวันที่ 20 เม.ย. 54 โจทก์ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉย ต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท 3 เดือน เป็นเงิน 3,000 บาท
จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาท ในปี พ.ศ. 2520
จำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยต่อจากบิดาของภรรยา จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยสงบเปิดเผย แสดงเจตนาเป็นเจ้าของหลายสิบปี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และโต้แย้งว่าสัญญาเช่าตามฟ้องไม่ชอบ เพราะจำเลยไม่เข้าใจข้อความในสัญญา โจทก์ไม่เคยเก็บค่าเช่า และไม่เคยบอกให้ออกจากที่ดิน ค่าเสียหายจริงไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง
ศาลพิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงนำสืบไม่โต้แย้งกัน โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ต่อมาแยกเป็น 6 แปลง นำสืบนาย ส. สิ่งปลูกสร้างก่อสร้างขึ้นภายหลังทำสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ปี พ.ศ. 2526 เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินพิพาท ต่อมาได้บ้านเลขที่ xxx มีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐาน จำเลยที่ 2 นำสืบว่า เดิมบ้านที่ปลูกในที่ดินพิพาท มีบิดาภรรยาจำเลยที่๒ เป็นผู้ปลูกและพักอาศัย ต่อมาปี พ.ศ. 2524 จำเลยเข้ามาพักอาศัยบ้านเลขที่ yyy มีสำเนาสูติบัตรบุตรสาวและทะเบียนบ้านเป็นหลักฐาน
ประเด็นจำเลยไม่เข้าใจข้อความในสัญญาและต่อสู้ครอบครองปรปักษ์ (มีสิทธิหรือไม่ที่ครอบครองปี 2524 และ 2526) ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้นำสืบพยานบุคคลอื่นที่รับรู้การครอบครองทั้งที่สภาพที่ดินมีลักษณะเป็นชุมชน พยานเอกสารได้แก่ทะเบียนบ้านและสูติบัตร ไม่ใช่พยานหลักฐานอันน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักในการรับรองการครอบครองที่ดิน
และไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนความเป็นมาของเลขที่บ้าน ในส่วนภาพถ่ายเป็นภาพเก่าแต่ไม่ได้แสดงว่าสร้างมาหลายสิบปีแล้ว โดยสรุป พยานหลักฐานขาดความน่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักว่าครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 และ 2526 จนถึงปัจจุบัน สรุปกรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์ เมื่อบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแล้วเพิกเฉย จึงละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ความเสียหาย 1,000 บาท/เดือน นับแต่บอกกล่าว (20 เม.ย.54) และนับไปจนกว่าจะรื้อถอนทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน
พิพากษา ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้าน พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน ชดใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องคนละ 3,000 บาทแก่โจทก์ และอีก 1,000 บาท/เดือนไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน และใช้ค่าทนายแก่โจทก์ 5,000 บาทปัจจุบันจำเลยคดีที่ 2 อยู่ระหว่างการขออุทธรณ์
ดังนั้น การออกเอกสารโฉนดที่ดินของคนภายนอกทับที่อยู่อาศัยของชุมชน จึงกระทำเป็นกระบวนการ ใช้ความเป็นผู้มีการศึกษามีความรู้สามารถพูดจาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากเจ้าหน้าที่และได้รับเลือกเป็นผู้นำท้องที่ และใช้โอกาสการเป็นผู้นำท้องที่ไปอ้างการครอบครองที่ดินและออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยที่ชาวเลในชุมชนไม่ได้รับรู้และมิได้ยินยอม จึงเป็นความไม่เป็นธรรมแก่ชาวเลในชุมชน
สำหรับการอ้างว่าชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยได้เซนต์สัญญาเช่าที่ดินนั้น จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่าเพราะมีผู้มีอิทธิพลมาข่มขู่หากไม่ยอมเซนต์สัญญาเช่าที่ดินจะนำรถแบคโฮมาดันบ้านเรือนทิ้งและไม่มีการคิดค่าเช่าที่ดินแต่อย่างใดซึ่งเป็นการผิดวิสัยการเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป จึงน่าเชื่อได้ว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดินไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินจริง แต่ไปกล่าวอ้างขอออกหลักฐานการครอบครองที่ดินและกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เป็นของชุมชน
กระบวนการการเข้ามาครอบครองที่ดินของคนภายนอกที่ไม่ใช่ชาวเล ได้อาศัยความเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐคือผู้ใหญ่บ้าน มีความรู้ และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือไปออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ชาวเลในชุมชนครอบครอบครองเป็นเจ้าของโดยไม่คำนึงถึงชุมชนที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม
รวมทั้งได้อาศัยเหตุการณ์สึนามิทำสัญญาเช่าโดยชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือพิมพ์ลายนิ้วมือลงในสัญญาเช่า และใช้กระบวนการทางการศาลฟ้องขับไล่ จึงเป็นการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับชุมชนที่ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่มีสิทธิชุมชนในการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินในชุมชนของตน
ปัจจุบันชาวเลในพื้นที่ศึกษามีอาชีพหลักคือ หาปลา หาหอย รับจ้างทั่วไป และอาชีพอิสระ เช่น งมเหล็กในทะเลไปขาย โดยประกอบอาชีพทำประมงราวร้อยละ 60 รับจ้างร้อยละ 20 ทำงานบริการเป็นแม่บ้านร้อยละ 10 และเป็นเจ้าของกิจการธุรกิจในชุมชนท้องถิ่นร้อยละ 10 มีรายได้เฉลี่ยประมาณครอบครัวละ 7,000 บาทต่อเดือน
แต่มีรายจ่ายค่อนข้างสูงไปตามกระแสและมีหนี้สินค่อนข้างมาก ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบาก และชาวเลส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน เมื่อมีการประกาศเขตอุทยานและเขตอนุรักษ์ ทำให้ไม่สามารถทำมาหากินตามเกาะต่างๆ ที่เคยทำมาหากินกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษได้ ต้องออกทะเลไกลออกไปอีก ทำให้เกิดอันตรายจากน้ำหนีบ พื้นที่ทำมาหากินแคบลงเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกันบริเวณดังกล่าวกลับมีเรือประมงขนาดใหญ่จำนวนมากสามารถเข้าไปทำประมงได้ จากการทำมาหากินที่ยากขึ้นนี้เองทำให้เกิดหนี้นอกระบบดอกเบี้ยร้อยละ 20-60 ต่อเดือน
และยิ่งมีกรณีพิพาทที่ดินและการจัดการปัญหาที่ไม่เป็นธรรม ยิ่งส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ชาวบ้านบางส่วนตกสำรวจไม่มีบัตรประชาชน มีสภาพความเป็นอยู่แบบแออัดทรุดโทรม ขาดแคลนสาธารณูปโภคและเป็นอยู่อย่างไม่ถูกสุขลักษณะ เมื่อมีผู้อ้างในกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถสร้างห้องน้ำหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในที่ดินนั้นได้
ส่วนใหญ่ไม่มีห้องน้ำห้องส้วม ใช้วิธีขับถ่ายบริเวณริมทะเล ทำให้ได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ ต้องใช้น้ำและไฟฟ้าชั่วคราวของเอกชน โดยใช้ระบบไฟฟ้าแบบพ่วง เหมาจ่ายหลังละ 500-1,000 บาท ใช้น้ำยูนิตละ 20 บาท อีกทั้งบ่อน้ำกลางบ้านที่ใช้มายาวนานก็ถูกเอกชนถมภายหลังเอกชนอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินและต้องการให้ชุมชนออกจากที่ดินดังกล่าว
ชาวเลราไวย์ต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางปัญหาสิทธิในเอกสารที่ดิน (ที่ออกโดยมิชอบ) อยู่เหนือสิทธิชุมชนดั้งเดิม ประกอบกับปัญหาจากนโยบายท่องเที่ยว ส่งผลให้ชายหาดที่เคยหาหอย กลายเป็นของโรงแรม ทะเลถูกประกาศเขตอนุรักษ์ห้ามเข้าหากินในที่ดั้งเดิม ต้องออกทะเลไกลและดำน้ำลึกมากขึ้น ทำให้เกิดอันตรายจากน้ำหนีบ ทำมาหากินยากขึ้น ไม่มีเงิน และมีหนี้นอกระบบดอกเบี้ยร้อยละ 20-60 ต่อเดือน
สำหรับแนวโน้มปัญหา หากกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมนั้น ปัจจุบันชาวชุมชนชาวเลราไวย์ยังไม่มีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐาน คือ น้ำประปาและไฟฟ้าจากรัฐ อีกทั้งยังถูกจับกุมคุมขังในกรณีที่ออกไปจับปลาหากินในที่ถูกอ้างว่าเป็นเขตอุทยาน รวมทั้งถูกฟ้องดำเนินคดีขับไล่ออกจากที่ดิน หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้ชาวเลชุมชนราไวย์ กว่า 2,000 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเนื่องจากจะถูกทยอยฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินทั้งชุมชน
ขณะที่ทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนที่อยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชนดั้งเดิมมายาวนานที่ตำบลราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ให้ได้รับความเป็นธรรมในคดีที่ดินและการพัฒนาคุณภาพชีวิตดังต่อไปนี้
ซึ่งที่ดินเป็นฐานชีวิตและความเป็นชุมชนของชาวเลราไวย์ หลักฐานความเป็นมาและการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนที่ราไวย์มายาวนานกว่า 100 ปีโดยไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องแบ่งแยกที่ดินออกไปให้คนอื่นแล้วเช่าที่ดินตัวเองอยู่แทน ทำให้เชื่อได้ว่าการออกเอกสารสิทธิ์โฉนดทับที่ดินชุมชนไม่เป็นธรรม และสงสัยว่าจะออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้รับการยินยอมจากราษฎรที่ครองครองอาศัยในที่ดินผืนนี้มาแต่บรรพบุรุษ
นอกจากนี้ชุมชนและทะเลเป็นวิถีชีวิตของชาวเล แต่ปัจจุบันทะเลส่วนใหญ่ที่ชาวเลใช้เป็นแหล่งจับสัตว์น้ำถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์และห้ามเข้าไปจับสัตว์น้ำ จึงต้องเสนอให้มีการเจรจาต่อรองกับรัฐหรือขอใช้อำนาจ
ศาลปกครองประกาศให้ชาวเลเข้าไปจับสัตว์น้ำในพื้นที่ที่เขาหากินมาดั้งเดิมได้ ทั้งนี้อาจจะต้องมีการเจรจาต่อรองเพื่อปรับเครื่องมือบางอย่างให้เหมาะสมและเอื้อต่อการรักษาแหล่งทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวด้วย
ซึ่งในความเป็นจริงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องการจัดการต้นมะพร้าวที่ล้ม ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดการน้ำขัง ห้องสุขา ฯลฯ แต่ติดขัดที่ผู้อ้างเป็นเจ้าของที่ดินไม่ยอม จึงต้องดำเนินการตามกระบวนยุติธรรมเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ชาวเลในเรื่องนี้
และเนื่องจากชาวเลในชุมชนราไวย์ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมมานานจนคุณภาพชีวิตตกต่ำถึงที่สุด เพื่อความเป็นธรรมจึงต้องเยียวยาชุมชนด้วยการสำรวจข้อมูลและร่วมกับชุมชนสนับสนุนการพัฒนาทุกๆ ด้านเพื่อให้คุณภาพชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น
จากข้อมูลที่ปรากฏเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวเลย์ลาไวย์ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อนนายทุน หรือ ก่อนการออกเอกสารสิทธิ์ใช้หรือไม่ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาการต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะหาข้อยุติได้ จนนำมาสู่การเผชิญหน้ากันหลายครั้งจนนำมาสู่การทำร้ายร่างกายกันขึ้นในวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา โดยในตอนต่อไปสำนักข่าวทีนิวส์จะได้นำเสนอการอ้างเอกสารสิทธิ์ของกลุ่มนายทุน
