"พท.-นปช." รุมถล่ม "ร่างรธน." จี้คืนอำนาจประชาชน !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

ได้เห็นกันไปแล้วนะครับสำหรับตัวร่าง ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ "ปราบโกง" ที่มี 270 มาตรา 15 หมวดไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก็จะเน้นปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐและเอกชนอย่างจริงจัง

 

 

 


แน่นอนว่าภายหลังจากที่รายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวออกมา ก็มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้านออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมายโดยเฉพาะเหล่าบรรดานักการเมือง

 


แต่ถึงอย่างไรก็ตามหัวเรือใหญ่ในการร่าง ร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็ยังคงเดินหน้าในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ต่อไปเพื่อประชาชนส่วรวม

 


นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 30 มกราคม โดยยืนยันว่าไม่กังวลกรณี ที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกฝ่ายการเมืองออกมาโจมตีเพราะคนที่โจมตีก็คือ คนที่ไม่ชอบการทำงานของกรธ.อยู่แล้ว แต่กรธ.ก็พร้อมที่รับฟังเฉพาะ คนที่ติติงในเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล ที่ผ่านมา กรธ.ก็ฟังมาตลอด แต่เมื่อ ความเห็นบางพรรคมีแต่น้ำไม่มีเนื้อเพราะบอกแต่เพียงว่ามันไม่ดีรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีส่วนร่วมซึ่งได้เขียนไว้หมดแล้ว จึงไม่รู้จะไปเพิ่มตรงไหนหรือจะขอเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองใช่หรือไม่ ก็เสนอมาได้ แล้วจะเขียนให้

 


ส่วนกรณีที่ฝ่ายการเมือง ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ และกังวลในประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีคนนอก นายมีชัย ตอบว่า อ่อนแอตรงไหน ขอแนะนำเลย หากพรรคการเมืองกังวล ว่าจะมีการให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาที่ จะร่างกฎหมายพรรคการเมือง จะเปิดโอกาสให้แก้โดย ห้ามเสนอคนที่ไม่ได้เป็น สส.เป็นนายกรัฐมนตรีหรือถ้าพรรคใด เสนอไปแล้ว แต่คนคนนั้นไม่ได้รับเลือกให้เป็นสส. ก็จะไม่มีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีบังคับไว้เลย โดยที่ไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

 


นายมีชัย ยังกล่าวอีกว่า ในการบริหารงานของรัฐบาล ทางกรธ.ได้กำหนดหลักการที่จะทำให้รัฐบาลมีความซื่อสัตย์ สุจริตในการใช้งบประมาณแผ่นดินรวมถึง ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ และส่งเสริมความเสมอภาคให้เกิดขึ้นโดยไม่นำงบประมาณแผ่นดินไปเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง และ เชื่อมั่นว่า หลักการของการร่างรัฐธรรมนูญ มีเจตนาที่ดี และไม่น่าจะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ อีกทั้ง สิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติก็ยังสามารถดำเนินการได้ปกติรวมถึง กำหนดสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ รวมทั้งการป้องกันประเทศเหมือนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา

 


ด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้หารือกับเลขาธิการครม.แล้ว ถ้าได้รับร่างฯอย่างเป็นทางการก็จะแจ้งต่อที่ประชุมครม.ในวันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์นี้เพื่อจะได้หารือว่า จะมีข้อเสนอให้ กรธ.แก้ไขอย่างไร เบื้องต้น ยังไม่มี ความเห็นว่าจะแก้ไขอย่างไรต้อง รอฟังความเห็นจาก ครม. ส่วนความเห็น ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)นั้น ยังไม่ทราบว่า คสช.จะ ดำเนินการอย่างไร

 


เมื่อถามถึงเนื้อหาโดยรวมให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ค่อนข้างมากนั้น นายวิษณุกล่าวว่า เป็นการให้อำนาจ ไม่เพียงเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้อำนาจองค์กรอิสระทั้งหลายเฉลี่ยกันไปทั้งป.ป.ช. กกต. กสม. ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อที่จะไม่ต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) ซึ่งองค์กรอิสระเหล่านี้มีอำนาจเฉพาะหน้าที่ที่ ตัวเองรับผิดชอบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อได้รับคดีมาแล้วให้มี หน้าที่ชี้ขาด

 


จากการอ่านเนื้อหายังไม่เห็นว่าจุดใดที่ให้อำนาจมากเกินไปจนผิดปกติ เพราะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตามตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ หาก ไม่สามารถวินิจฉัยตามเจตนารมณ์ได้ ก็สามารถวินิจฉัยตามประเพณีการปกครองของประเทศ ประเด็นนี้คือการป้องกันเอาไว้ก่อนดีกว่าปล่อยให้ทำความผิดแล้วค่อยมาบอกทีหลัง  ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมายังศาลได้และยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายบริหาร

 


ขณะที่หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกประกาศใช้ คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ตั้ง โดยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 จะยังคงอยู่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่าโดยหลักปฏิบัติที่เคยทำกันมา อย่าว่า แต่คำสั่งตาม มาตรา 44 แม้แต่คำสั่งที่ คสช.เคยออกตอนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ก่อนมีรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนให้มีผลบังคับใช้ต่อไปก็สามารถใช้ต่อได้จนกว่าจะมีการยกเลิกในบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ให้ยังบังคับใช้จนกว่าจะมีการยกเลิกโดย พ.ร.บ.เว้นแต่คำสั่งในเชิงบริหาร ตั้งกรรมการให้ ครม.หรือนายกฯออกคำสั่งยกเลิก แต่เรามีความตั้งใจว่าก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ จะพิจารณาว่าคำสั่ง หรือประกาศใดจะยังอยู่ หรือคำสั่งใดจะมีการยกเลิก

 


ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายฯก็กล่าวย้ำว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีไว้เพื่อสกัดคนโกงเปิดช่องเดินหน้าเพื่อพัฒนาชาติ โดยเชื่อว่าประชาชนจะรวมพลังใช้โอกาสนี้ปฎิรูปประเทศไม่ให้คนเลวกลับมาสร้างปัญหาอีก ขณะเดียวกันขอบคุณกรรมาธิการ รธน. สนช. สปช. ที่ทำงานอย่างหนักท่ามกลางแรงเสียดสีจากนักการเมือง

 

พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้กำลังใจและขอบคุณทุกองค์กรที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก ทั้ง ประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ สนช.และ สปช.  เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ในการวางระบบและกติกาของประเทศ ลุล่วงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นความเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างยิ่ง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงเสียดสี และแรงกดดันจากอดีตนักการเมือง และฝ่ายที่อาจจะเสียผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

 


รัฐบาล เชื่อว่าทั้งร่างรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลล้วนมีความสำคัญ เพราะมีเป้าหมายในการสกัดคนโกง คนเลว ไม่ให้เข้าสู่อำนาจในการบริหารประเทศชาติ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติอีก ซึ่งไม่จำกัดวงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น   แต่รวมไปถึงเครือข่ายทั้งหลายด้วย

 


ในส่วนของรัฐบาลก็จะมีการหารือเพื่อส่งข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญจากมุมมองของรัฐบาลเช่นกัน

 


โดยรัฐบาลเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อพี่น้องประชาชนใช้โอกาสนี้รวมพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญร่วมกัน  หากเราไม่สามารถก้าวข้ามไปได้  ก็เท่ากับเราทั้งประเทศยื่นดาบกลับคืนไปให้นักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ ได้โอกาสกลับมาทำร้ายสังคมไทย และอนาคตลูกหลานไทยทั้งชาติ

 


ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้น  คงไม่มีคำใดจะเหมาะไปกว่า เสียหายและเสียของ อย่างแท้จริง


อย่างที่เราได้เกริ่นไปในช่วงแรกว่าแน่นอนภายหลังที่หน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญออกมาก็จะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การเขียนรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้น ไม่มีทางเขียนเป็นอย่างอื่นได้ เพราะมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ได้กำหนดแนวทางไม่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้ จึงต้องเขียนเหมือนกับฟอกเผด็จการ แล้วเติมอำนาจเบ็ดเสร็จไปไว้ที่องค์กรอิสระ แต่เผด็จการไม่อาจเป็นประชาธิปไตยได้ ดังนั้น จึงต้องถูกประชามติคว่ำ หากพรรคการเมืองใดเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรแสดงตัว ออกความเห็นสนับสนุนให้ชัดเจน พร้อมกับย้ำว่า ขณะนี้ พรรคเพื่อไทย และ นปช. ได้ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ และไม่มีวันให้ประเทศใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับนี้มาปกครอง แต่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กลับยัดเยียดให้ประชาชนรับ ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ สมควรประกาศใช้เลย โดยไม่ต้องทำประชามติ  แต่ถ้าต้องการนำร่างรัฐธรรมนูญไปทำประชามติแล้ว ฝ่ายเห็นด้วยได้แสดงความเห็นรับ ส่วนพวกไม่รับก็มีสิทธิ์ประกาศคว่ำ แต่ โฆษก คสช. ห้ามวิจารณ์จึงไม่ใช่แนวทางทำประชามติ

 


นายจตุพร ยังกล่าวถึงการที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นฉบับที่เต็มไปด้วยความเลวร้าย เป็นรัฐธรรมนูญขี้โกง และปล้นอำนาจประชาชน จึงปราบโกงตามการกล่าวอ้างไม่ได้ ซึ่ง นายมีชัย อ้างสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ต้องการปราบโกง

 


ทั้งนี้ นายจตุพร กล่าวย้ำว่า นอกจากเขียนเนื้อหาอย่างคนขี้โกงแล้ว ยังสร้างกลไกอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จไว้อีก ดังนั้น ทางออกประชาชนมีทางเดียว คือ ลงประชามติคว่ำไม่รับ แม้จะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง แล้วรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อยู่อีกนาน ก็ให้อยู่กันไปเป็น แต่เมื่อเป็นรัฐบาลระยะสุดท้ายใกล้ตาย คงอยู่นานไม่ได้ และขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. รับปากกับประชาชนว่า จะไม่แย่งคว่ำร่างรัฐธรรมนูญก่อนประชาชนจะได้ทำประชามติคว่ำ

 


ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คือ การกำหนดให้องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจมากมาย และเหนือกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะสร้างรูปแบบการตรวจสอบ เพียงมีความสงสัยแล้วทำหนังสือเตือน หากไม่ฟังจะเกิดผลลัพธ์ไม่แตกต่างจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การกำหนดเช่นนี้ จึงทำให้เกิดผู้ปกครองหลายฝ่าย โดยประชาชนที่เป็นผู้ปกครองโดยตรง ถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญทั้ง 270 มาตรา มีสาระอยู่ตรงที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาของประเทศได้

 

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อดสงสัยไม่ได้ว่ามีความตั้งใจที่จะไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติมาตั้งแต่ต้น เพราะร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกคว่ำด้วยพวกเดียวกันเองมาแล้ว ขณะที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็มีแนวโน้มยืดเวลาออกไป จาก 6-4-6-4 เป็น 6-4-8-5 สุดท้ายอาจจะถูกคว่ำโดยประชาชน เนื่องจากไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และเป็นไปตามธงที่ตั้งเอาไว้แล้ว ไม่รับฟังคำชี้แนะของฝ่ายต่าง ๆ จนอาจต้องมาเสียเวลายกร่างกันใหม่ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่า รธน. ไม่ผ่านประชามติ ยังไม่สามารถปฎิรูปประเทศได้ ความปรองดองก็ยังไม่เกิด ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ในอำนาจนานขึ้น เป็น 3-4 ปี หรือมากกว่านั้น วันนี้ประชาชนถูกหลอกหรือไม่ หากใช้วิธีการนี้ถือว่า คสช. มาเหนือเมฆ แบบที่คนคาดคิดไม่ถึง อีกทั้งหัวหน้า คสช. มักตั้งคำถามแบบข่มขู่ ว่า คนไทยอยากให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม ใช้รัฐธรรมนูญเดิม ๆ ทะเลาะกันบนท้องถนนกันเองอีกหรืออย่างไร เข้าล็อกที่พวกท่านวางกันเอาไว้พอดิบพอดี ว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อใช้ปฎิรูปประเทศ

 


ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว. ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เป็นประชาธิปไตย ลิดรอนสิทธิและอำนาจประชาชนครบถ้วน พรรคเพื่อไทยคงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ แต่ต้องบอกความจริงว่า สิทธิของประชาชนถูกลิดรอน เช่น ไม่สามารถเลือกนายกฯจาก ส.ส. ได้ ไม่สามารถเลือกตัวแทนไปเป็น ส.ว. ได้ รวมถึงได้ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย แต่ให้อำนาจองค์กรอิสระที่ประชาชนไม่ได้เลือก มาถ่วงดุลฝ่ายบริหารในด้านนโยบาย ซึ่งตามปกติเป็นหน้าที่ของรัฐสภา คาดว่าคงทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ตามไม่ทันเพื่อนบ้าน และมีพวกเดียวที่จะได้ประโยชน์ คือพ่อค้าความขัดแย้ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หนีจากมาตรฐานสากลไปมาก ในทำนองยาชุดจากร้านหมอตี๋ บางมาตราไม่ต่างกับยาบางขนานที่ผสมขึ้นมา ไม่เคยมีที่ไหน และยังไม่ขึ้นทะเบียนตำหรับยากับ อ.ย. ดังนั้นถ้าเห็นแก่ประเทศไทย ก็กลับไปทบทวนข้อเสนอของฝ่ายต่างๆ ดีกว่าเอาประเทศเป็นหนูทดลองยา

 


 

ด้าน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคเพื่อไทย เปิดเผย ว่า หลังจากที่มีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวมองว่า ควรมีหลักการดังนี้


1. ต้องเคารพอำนาจของประชาชน เพราะที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการลิดรอนประชาชน ไม่เห็นหัวประชาชน ตั้งแต่วิธีการเลือกตั้งที่ไปลิดรอนสิทธิ์ให้ใช้บัตรใบเดียว เป็นการบังคับให้เอาทั้งคนและพรรคไม่มีทางเลือกอื่น


2. เป็นการไปให้องค์กรอิสระทั้งหลายเข้ามากำกับควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งเขาได้วางใจให้มาแก้ปัญหาจนกระทั่งเป็นรัฐบาล จะคิดอะไรเพื่อพัฒนาประชาชน พัฒนาประเทศ ก็จะถูกล็อกไปหมดด้วยองค์กรทั้งหลาย ที่เข้ามาแทรกแซง ทักท้วงในที่สุดการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป หลังการเลือกตั้ง เพราะรับจำนวนที่ใช้บังคับนั้นรัฐบาลก็จะไม่มีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำประเทศ ก็จะไม่มีภาวะการเป็นผู้นำ ประเทศก็จะถูกกดดันจากพรรคทั้งหลาย ขณะเดียวกัน นายสามารถ กล่าวว่า เมื่อไปเจรจากับใครที่ต่างประเทศ เขาก็ไม่เชื่อถือ ทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคและส่งผลกระทบต่อประเทศ ทั้งสมาคม นักลงทุน และเศรษฐกิจเกิดการชะลอ 

 


ทั้งนี้ นายสามารถ กล่าวต่อว่า วันนี้เราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว โลกก็มีการแข่งขันกันมากขึ้น มัวแต่ผูกล็อกโน้น ล็อกนี้ ก็ไม่สามารถที่จะขึ้นเวทีในการแข็งขันได้ ทำให้เกิดความล้าหลัง

 


ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 40 ได้เผยถึงกรณีที่ บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. ว่า ไม่ต้องสงสัยว่าสืบทอดอำนาจหรือไม่ เพราะนอกจากบทเฉพาะกาลจะให้แม่น้ำทั้ง 4 สาย ซึ่งได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) อยู่ในตำแหน่งต่อไปถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะประกาศใช้แล้ว ยังเปิดช่องให้ทุกคนในแม่น้ำทั้ง 4 สาย สามารถเข้าสู่ตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทุกตำแหน่ง รวมทั้ง สปท. ก็ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ส่วนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ และนอกจากจะให้มีการสืบทอดอำนาจอย่างแน่นอนแล้ว ยังมีการดึงเวลาการคืนเลือกตั้งให้แก่ประชาชนอีกด้วย เพราะถ้าเป็นไปตามบทเฉพาะกาลนี้ กว่าจะมีการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะเท่ากับ 10 + 2 + 5 เท่ากับ 17 เดือน

 


ด้าน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นที่มี 15 หมวด รวม 270 มาตรา เมื่อพิจารณาอ่านร่างแล้วมีสาระสำคัญทั้งส่วนดีที่ยอมรับได้ และมีส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับส่วนที่ยอมรับได้ อาทิ มีความพยายามหาทางป้องกันการทุจริตอย่างเต็มที่เพราะถือเป็นปัญหาสำคัญทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย  ซึ่งการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ มีการบัญญัติเรื่องการเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ  โดยเป็นการใส่มาตรการเนื้อหาที่จะกลั่นกรองการเข้าสู่อำนาจรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตจึงเป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญนี้ และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาในอดีตรวมไปถึงการป้องกันการใช้เสียงข้างมากไปหรือการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมจนก่อวิกฤติทางการเมือง ตลอดจนมีการบัญญัติให้มีการออกกฎหมายวินัยการเงินการคลังไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

 


ด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกาสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะอดีตโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ในเรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส.มี 4 ประเด็นคือ

1.จำนวน ส.ส. 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ถือเป็นจำนวนที่มีความเหมาะสมแล้ว

2. การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวในระบบที่เรียกว่า ระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” พบว่ามีจุดอ่อน ไม่สามารถสนองความต้องการผู้ใช้สิทธิ์ได้

3.การคิดคะแนน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อในประเทศที่ใช้ระบบสัดส่วนผสมนี้ ส่วนใหญ่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ร้อยละ 3 - 5 ที่พรรคจะต้องได้เสียงจากผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จึงจะนำมารวมคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้ มองว่าไม่เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมือง

4. การคิดคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ หากมี ส.ส.แบบแบ่งเขต ถูกให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะต่อมาพบว่าทุจริต เป็นวิธีที่ไม่น่าจะเหมาะสม

 


ขณะที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงกรณี คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาว่า ควรให้รัฐบาลที่เข้ามามีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ ไม่มาจากหลายพรรคการเมืองจนเกินไป เพราะจะมีการต่อรองผลประโยชน์ ซึ่งปัญหาก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของจริยธรรมนักการเมือง จึงควรแก้ด้วยการสร้างจริยธรรมนักการเมืองใหม่ ไม่ใช่ทำให้รัฐบาลมีความอ่อนแอ

 


อย่างไรก็ตาม นายเสรี กล่าวว่า หาก กรธ. ไม่ปรับแก้ในประเด็นที่สำคัญ จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน และมองว่าขณะนี้ พรรคการเมือง ไม่ควรออกมาพูดว่าจะคว่ำร่างหรือไม่คว่ำ แต่ควรพูดที่เนื้อหาว่าเห็นด้วยหรือไม่ แล้วเสนอความคิดเห็นให้ กรธ. ปรับแก้ ซึ่งเชื่อว่าหากมีการพูดคุยกันด้วยเหตุและผล จะทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี

 


ส่วน นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง กล่าวว่า จากการอ่านรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดต้องยอมรับเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง โดยสามารถป้องกันนักการเมืองทุจริตเข้ามาเล่นการเมือง มีกลไกที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ จะสุจริตเที่ยงธรรมได้ในระดับหนึ่ง ส่วนบุคคลใดที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็มีกลไกตรวจสอบอย่างเข้มข้น หากมีการกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น จะถูกลงโทษถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทางการเมืองของนักการเมืองหลายขั้นตอน ขณะเดียวกัน มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรธ. ร่างมาเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ และแก้ปัญหาทางการเมืองที่ล้มเหลว ไม่ได้ร่างมาเพื่อความพอใจของนักการเมือง

 


นายวันชัย ยังเปิดเผยว่า ร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ยังมีบางประเด็นที่จะต้องแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในระยะเปลี่ยนผ่านอำนาจจากฝ่ายความมั่นคงไปสู่ประชาธิปไตย ควรมีกลไกที่ทำให้เกิดความสมดุลทั้งการเลือกตั้ง และความมั่นคงในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยอย่างที่เคยเป็นมา เพราะในที่สุดก็จะเข้าไปสู่วังวนเดิม ส่วนนี้ กรธ. ต้องสร้างกลไกให้เกิดความพอดีในระยะ 4 ปีของการถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งยังไม่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็น่าจะเป็นปัญหาว่า องค์กร 20 อาชีพ นั้น จะจัดกันอย่างไร และการเลือกกันเองนั้น อาจเป็นปัญหาในการบล็อกโหวต นอกนั้น ควรรับฟังข้อเสนอแนะจากองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชน เพื่อเอามาปรับปรุงแก้ไขใหม่ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คงจะผ่านประชามติไปด้วยความเรียบร้อย เพราะประชาชนมีความตื่นตัว และจะไม่ยอมให้นักการเมืองมาหากินอีก

 


ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จากสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ได้ผลสรุปดังนี้

 


ประชาชนร้อยละ 41.42 ระบุ จะไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน ร้อยละ 37.67 ไม่แน่ใจ
และร้อยละ 20.91 จะไม่ไป


ส่วนความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ร้อยละ 83.11ระบุ ต้องฟังจากกระแสสังคมเสียงส่วนใหญ่ก่อนตัดสินใจ
ร้อยละ 79.52 ระบุ เนื้อหาชัดเจนเข้าใจง่ายมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 77.43 ระบุ เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน


ขณะที่ ร่างรัฐธรรมนูญแบบไหนที่ประชาชนจะรับร่าง
ร้อยละ 78.48 ระบุ ต้องเป็นไปตามหลักสากล ประชาธิปไตย
ร้อยละ 67.86 ต้องมีความยุติธรรมคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ
และร้อยละ 57.10 มีกฎหมายบทลงโทษที่เหมาะสมชัดเจน


สำหรับรัฐธรรมนูญแบบไหนที่ประชาชนจะไม่รับร่าง
ร้อยละ 75.78 ระบุ ไม่เป็นกลางเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง
ร้อยละ70.40 ปิดกั้นการแสดงความเห็นประชาชนไม่มีส่วนร่วม
ร้อยละ 63.23 เนื้อหาไม่ชัดเจนเข้าใจยาก

 


สำหรับความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะผ่านการรับร่าง หรือ ไม่รับร่างนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 60.92 ไม่แน่ใจ เพราะที่ผ่านมามีประเด็นที่สร้างความขัดแย้งตลอด

 


ร้อยละ 22.62 รับร่าง เพราะอยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาเชื่อรัฐธรรมนูญนี้จะต้องดี ร้อยละ 16.46 ไม่รับร่างเพราะ เนื้อหาไม่ชัดเจน
ขณะที่ นิด้าโพล สำรวจหน้าที่ของรัฐกับร่างรัฐธรรมนูญ พบว่า

 


ประชาชน ร้อยละ 90.16 หนุนกำหนดลงในรัฐธรรมนูญ ให้รัฐมีมาตการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ไม่มีการแทรกแซง หรือครอบงำ

 


ขณะที่ ร้อยละ 96.96 เห็นด้วยให้รัฐมีมาตรการและกลไกคุ้มครองผู้ให้เบาะแสข้อมูลและพยาน ป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการและภาคเอกชน

 


ส่วน ร้อยละ 97.68 เห็นด้วยกับการกำหนดว่า รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สะดวก รวดเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่สูงเกินควร

 


อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องของรัฐธรรมนูญเชื่อเหลือเกินหล่ะครับว่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะดูจากท่าทีของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างนายจตุพร ประธาน นปช.ที่ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีวันจะยอมให้ประเทศใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับนายมีชัยโดดเด็ดขาด ซึ่งก็ต้องจับตากันต่อไปโดยเฉพาะในสัปดาห์หน้าที่ทางพล.อ.ประยุทธ์จะคิดเห็นอย่างไร