เกาะติด!! เหตุพิพาทที่ดิน "หาดราไวย์" ชาวเล VS กลุ่มนายทุน ลุ้นผล 2 ก.พ. นี้ - สังคมหวังความเป็นธรรม

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


จากกรณีการแก้ไขข้อพิพาทชาวเลหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต กับกลุ่มนายทุน ยังต้องรอผลการหารือของคณะกรรมการในวันอังคารที่ 2 กุมภาพันธุ์นี้ ภายใต้การจับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมได้มากที่สุดอย่างไร

 

 

 

 


ขณะเดียวกันในวันพรุ่งนี้ก็ต้องจับตาเช่นเดียวกันกับการลงพื้นที่ตรวจสอบของทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุทะเลาะวิวาทของชาวเลราไวย์กับกลุ่มนายทุน ถึงปมข้อพิพาทบนหาดราไวย์

 


นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เปิดเผยว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตรียมลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุทะเลาะวิวาทของชาวเลราไวย์กับกลุ่มนายทุน ถึงปมข้อพิพาทบนหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกับชาวบ้าน

 


ขณะที่เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดี คุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ก็ได้มีการกล่าวถึงผลการสืบค้นข้อมูลกรณีที่ดินพิพาท บริเวณชุมชนชาวไทยใหม่ บ้านราไวย์ หมู่ที่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ว่า ปัญหาเรื่องที่ดินบริเวณดังกล่าวมีมาอย่างยาวนานและมีคดีฟ้องร้องกันอยู่หลายคดี บางคดีมีการตัดสินไปแล้ว และบางคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ และคดีที่มีการตัดสินไปแล้วส่วนใหญ่ชาวไทยใหม่แพ้คดีและให้ออกจากพื้นที่ที่อาศัยอยู่

 

 

ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ชาวไทยใหม่ ราไวย์ได้ร้องเรียนไปยังกระทรวงยุติธรรมให้ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว หลังจากมีการ ร้องเรียนก็ได้ลงพื้นที่เพื่อสืบค้นข้อมูลหลักฐานต่างๆ ในพื้นที่ เพราะเท่าที่ได้รับทราบจากกลุ่มชาวไทยใหม่พบว่าพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่นั้นมีประวัติที่ยาวนานโดยเฉพาะเกี่ยวกับบรรพบุรุษของชาวเลที่มีการฝังศพไว้ใกล้บ้านพักอาศัย ซึ่งที่ผ่านมาทางชาวไทยใหม่ก็ได้ให้การในการสืบพยานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการพิจารณาของศาล แต่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันในขณะที่บุคคลที่เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่มีพยานบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่มาให้ปากคำและมีพยานหลักฐานยืนยันจึงทำให้ ชาวบ้านแพ้คดี

 


ดังนั้นตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านก็คิดว่าน่าจะต้องมีการหาพยานหลักฐานซึ่งสามารถยืนยันถึงการอยู่อาศัยของชาวไทยใหม่ในพื้นที่ เพื่อนำไปเป็นหลักฐานให้ชาวไทยใหม่ในการต่อสู้ รวมทั้งกรณีการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว

 


ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล หลักฐานต่างๆ เชื่อได้ว่าชาวไทยใหม่ราไวย์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมากว่าร้อยปี ก่อนที่จะมีการขอแจ้งออก สค.1 เมื่อปี พ.ศ. 2498 ซึ่งดูได้จากหลักฐานประกอบหลายอย่างทั้งกระดูกบรรพบุรุษที่ขุดพบซึ่งจากการตรวจดีเอ็นเอพบว่ามีความเชื่อมโยงกับชาวไทยใหม่ ซึ่งเป็นเครือญาติกัน จำนวน 10 ราย       

 


นอกจากนั้นจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศก็พบว่ามีชาวบ้านอาศัยอยู่เต็มพื้นที่ในโฉนดเลขที่ 8324 และในช่วงที่มีการเปลี่ยนเอกสารสิทธิจาก สค.1 เป็นโฉนดที่ดินจากการ ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศพบว่า มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเต็มพื้นที่ ซึ่งบริเวณพิพาทนั้นมีโฉนด อยู่หลายฉบับ และในการออกโฉนด ก็ไม่มีการสอบสวนชาวไทยใหม่ ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว       

 


ส่วนกรณีมีการพิพาทเกี่ยวกับเส้นทางสัญจรไปยังชายหาดเพื่อประกอบอาชีพประมง และประกอบพิธีกรรม ซึ่งทางผู้ที่ถือเอกสารสิทธิจะปิดทางเข้า-ออก นั้น จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2510 ทางสัญจรดังกล่าวมีอยู่แล้ว ซึ่งตรงกับที่ชาวบ้านเคยให้ ข้อมูลว่าใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรไปมานับ 100 ปีแล้วเช่นกันเพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ที่กับชุมชนชาวไทยใหม่ และใช้ในการเดินทางไปลงเรือและประกอบพิธีกรรม        

 


นอกจากนั้น จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5337/2537 ก็มีการตัดสินไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีใจความว่า "การอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นหาจำต้องกระทำด้วยการอุทิศให้โดยชัดแจ้งแต่เพียงประการเดียวไม่อาจอุทิศให้โดยปริยายก็ได้ ที่ดินตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(2) ตั้งแต่ก่อนธนาคาร อ. และโจทก์ได้รับโอนที่ดินต่อกันมาแล้ว ธนาคาร อ.และโจทก์ จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว การที่ธนาคาร อ.ชำระภาษีสำหรับที่ดินให้แก่ทางราชการหรือการที่ธนาคาร อ.หรือโจทก์อนุญาตให้บุคคลอื่นหรือทางราชการใช้ที่ดินดังกล่าว หาทำให้ทางสาธารณะและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว เปลี่ยนสภาพกลับคืนมาเป็นที่ดินของธนาคาร อ. หรือโจทก์ไม่" ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่ได้รวบรวมไว้จะนำมามอบให้กับทางจังหวัดเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยวันที่ 2 ก.พ.นี้ จะร่วมประชุมกับทางจังหวัดภูเก็ตด้วย

 


ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีรายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลนำเอาเอกสาร สค.1 มายื่นออกเป็นโฉนด และมีการออกเอกสารสิทธิที่ดินบริเวณชุมชนชาวไทยใหม่ราไวย์ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ช่วงปี พ.ศ.2508-2512 โดยช่วงปี 2501-2511 มีนายอ้วน สุระกุล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ส่วนปี 2511-2512 มีนายกำจัด ผาติสุวัณณ เป็นผู้ว่าฯภูเก็ต และปี 2512-2518 มีนายสุนัย ราชภัณฑารักษ์ เป็นผู้ว่าฯภูเก็ต

 


หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือ ประเด็นสำคัญ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันผลการตรวจสอบสถานะทางที่ดินของชาวเล ที่หาดราไวย์ ว่าอยู่มาก่อนที่กรมที่ดินจะออกเอกสารสิทธิ์ หนึ่งในนั้น คือ "สมุดทะเบียนนักเรียน" ของชาวเล เมื่อปี 2475 ซึ่งในวันนี้ ยังมีอีก 10 คน ที่มีทะเบียนนักเรียนเช่นนี้อยู่

 


สมุดทะเบียนนักเรียน เป็นของคนในหมู่บ้านชาวเล ที่หาดราไวย์ ที่หน้าปก ระบุปี 2475 ชื่อโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ สมุดพวกนี้ จึงเป็นหลักฐาน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ระบุว่า เป็นข้อพิสูจน์อีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ชาวเลอยู่ในพื้นที่หาดราไวย์มาก่อนการออก สค.1 เมื่อปี 2498

 


ทั้งนี้สมุดทะเบียนนักเรียนอาจใช้เป็นหลักฐานได้ไม่ดีเท่ากับข้อมูลในเอกสารมากนัก แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายทางอากาศ ที่ยืนยันว่าพื้นที่หาดราไวย์เคยเป็นชุมชนมาก่อน และเปรียบเทียบกับข้อมูลในทะเบียนของนักเรียนของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ เราพบว่าข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องกัน

 


เพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สอดคล้องกับหลักฐานของทางดีเอสไอที่ระบุว่าชาวไทยใหม่ราไวย์อาศัยอยู่ในพื้นที่หาดราไวย์มากว่าร้อยปี วันนี้ทีมข่าวของเราลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรไปติดตามกับรายงานจากคุณอติ บุญเสริม

 


ขณะที่รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่ชาวราไวย์ได้อพยพมาอยู่ที่แห่งนี้หลายช่วงอายุคนได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อนนายทุน

 


ส่วนจะเกิดเหตุขัดข้องอันใดที่จะนำไปสู่การออกเอกสารสิทธิ์ในเวลาต่อมาก็จะต้องตรวจสอบความจริงเพื่อนำไปสู่การเยียวยา
ซึ่งในวันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะได้นำเสนอในรายงานการวิจัยในตอนที่ 3 ซึ่งจะเป็นช่วงเหตุการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี

 


ขณะที่ความคืบหน้ากรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านชุมชนชาวไทยใหม่ราไวย์หรือชาวเลบ้านราไวย์ หมู่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ปะทะกับพนักงานของบริษัท

 


บารอน เวิลด์ เทรด จำกัด ซึ่งอ้างสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินติดชุมชนชาวไทยใหม่จนได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมานั้น
ล่าสุดตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการแจ้งข้อหา เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทำร้ายร่างกายเนื่องจากมีผู้บาดเจ็บสองฝ่าย

 


 

พ.ต.อ.นพดล ถิรประวัติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอ (ผกก.สภ.) ฉลอง จ.ภูเก็ต เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีผู้กระทำผิดเหตุชาวเลราไวย์ปะทะกลุ่มชายฉกรรจ์จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายบริเวณริมชายหาดราไวย์ว่าขณะนี้มีผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ามาแจ้งความเพียง 9 ราย เป็นฝั่งชาวเลบ้านราไวย์ 6 ราย และฝั่งเจ้าของที่ดิน 3 ราย ซึ่งจากเหตุการณ์ปะทะดังกล่าวยังมีชาวเลได้รับบาดเจ็บสาหัสพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต 1 ราย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการแจ้งข้อหา เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทำร้ายร่างกายเนื่องจากมีผู้บาดเจ็บสองฝ่าย                

 


ขณะที่พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานทั้งภาพถ่าย วิดีโอ พยานบุคคล พยานวัตถุ เอกสารต่างๆ เพื่อประกอบสำนวนในการพิจารณาคดีว่าจะตั้งข้อหากับใครได้บ้าง ซึ่งขอยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น หากพบหลักฐานชัดเจนจะตั้งข้อหากับผู้กระทำผิดทันที ในส่วนของการดูแลความปลอดภัยได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าไปดูแลความปลอดภัยเป็นระยะๆ

 


สำหรับบรรยากาศในพื้นที่หมู่บ้านชาวเลราไวย์ ชาวบ้านเริ่มมีการรวมตัวกันบริเวณจุดศูนย์รวมของหมู่บ้านใกล้จุดเกิดเหตุน้อยลง มีบางส่วนที่เดินทางเข้า-ออกพื้นที่พิพาทเพื่อซ่อมแซมเรือ เครื่องมือประมง ลงทะเลหาปลาตามปกติ รอร่วมการประชุมใหญ่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้

 


ด้าน เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ได้มีการออกจดหมายเปิดผนึกมีใจความตอนหนึ่งว่า จากเหตุการณ์นายทุนนำกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คน เข้าปิดเส้นทางเข้า-ออกสาธารณะเชื่อมริมชายหาด โดยนำรถบรรทุกหินขนาดใหญ่มาเทขณะที่ผู้หญิงและเด็กนั่งอยู่ ทุบตีทำร้ายชาวเลจนบาดเจ็บหลายราย ทางเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง ขอชี้แจงข้อมูลเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ดังนี้


1.กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยในพื้นที่อันดามันมากว่า 300 ปี มีงานวิจัยชัดเจน และเป็นพลเมืองไทย มีบัตรประชาชนไทย ได้นามสกุลพระราชทานจากสมเด็จย่า เป็นกลุ่มที่หาอยู่หากินแบบพอเพียง เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และธรรมชาติ รักสงบ ไม่เคยรุกรานใคร มีความเชื่อว่าทรัพยากร เช่น ที่ดิน ทะเล ฯลฯ


2.ชาวเลชุมชนราไวย์ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินนายทุน แต่นายทุนต้องการปิดทางเข้า-ออกชายหาดเพราะต้องการเอาชายหาดมาเป็นของส่วนตัว


3.ถนนทางเดินชายหาดที่นายทุนจะปิด ในหลวงเคยเสด็จฯเยี่ยมชาวเลปี 2502 ตามกฎหมายเป็นที่สาธารณะโดยปริยายแล้วเพราะใช้กันมานาน มีหลักฐานพยานชัดเจน


4.ข้อมูลงานวิจัยของนักวิชาการและแผนที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุที่ดินของนายทุนเดิมเป็นที่เกษตรกรรมของหมู่บ้าน และมีบ่อน้ำโบราณที่ชาวเลใช้เป็นหลักฐานยืนยันการออกเอกสารสิทธินั้นได้มาอย่างไร


5.หากที่ดินนั้นนายทุนมีสิทธิ แต่สุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณที่ชาวเลใช้มานาน เอกชนไม่มีสิทธิมาออกเอกสารสิทธิทับ หากทับเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนดั้งเดิมควรให้ดีเอสไอตรวจสอบเพิ่มเติม

 


โผล่อีกออกโฉนดทับที่ เกาะหลีเป๊ะ ซ้ำ "ราไวย์" -ชาวเลร้องรัฐช่วย

 


นอกเหนือจากกรณีข้อพิพาทของชาวเลหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต กับกลุ่มนายทุนแล้ว เมื่อวานนี้ในที่ประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยพื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเลก็พบว่า ราษฎรชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ได้รับผลกระทบจากการกำหนดให้พื้นที่ที่ราษฎรทำประโยชน์เป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งขอให้พิจารณาเพิกถอนการออกเอกสารสิทธิ

 


พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ในฐานะประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า ที่ประชุมมีวาระพิจารณาเรื่องแนวทางการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากการกำหนดให้พื้นที่ที่ราษฎรทำประโยชน์เป็นที่ดินของรัฐ การแก้ไขปัญหากรณีชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ที่ขอให้พิจารณาเพิกถอนการออกเอกสารสิทธิที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะ การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล         

 


นายเรวัติ แสงโชติ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ ดีเอสไอ กล่าวในที่ประชุมว่า ในการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาที่ดินที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จากการสำรวจแผนที่แสดงแปลงที่ดินจากเอกสาร น.ส.3 บนการใช้ประโยชน์ที่ดินปี 2493 พบปัญหาการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนที่ดินหลายพื้นที่ และการออกเอกสารสิทธิเกินหรือบวมจากที่ครอบครองไปถึงสุสานโต๊ะคีรีของชาวเล หลังมีการอ้างสิทธิทำให้ชาวเลไม่สามารถใช้พื้นที่ฝังศพได้ เช่น พื้นที่ดินของบุคคลหนึ่งที่เป็นตระกูลใหญ่ใน จ.สตูล ที่มีการออกเอกสารสิทธิพื้นที่ 81 ไร่ ครอบพื้นที่สุสานโต๊ะคีรีของชาวเลไปด้วย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อื่นๆ ด้วย

 


ทั้งนี้ พล.อ.สุรินทร์ได้แจ้งในที่ประชุมขอให้มีการส่งข้อมูลพยานหลักฐานที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้านการครอบครองสิทธิในอดีตให้กับดีเอสไอเพื่อรวบรวมสรุปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้อีกครั้ง หากตรวจสอบพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนจริง ขอให้มีการรื้อใหม่ให้ถูกต้อง และขอให้ถอยกันคนละก้าวเพื่อให้การแก้ปัญหาเดินหน้าไปได้แต่หากไม่ยอมก็ต้องว่าด้วยกฎหมาย

 


โดยรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางแก้ปัญหา อาทิ เมื่อมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงเพื่อกำหนดเขตหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 หรือ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ที่ดินบริเวณใดบ้างที่ไม่เป็นที่หวงห้าม ไม่เป็นอุทยานฯหรือไม่เป็นป่าสงวน ถือเป็นที่ดินครอบครองโดยชอบมาก่อนประกาศเป็นที่หวงห้าม/เป็นอุทยานแห่งชาติ/เป็นป่าสงวนแห่งชาติ กรณีมีการใช้กฎหมายเข้าจับกุม ผู้ที่ครอบครองโดยชอบในเขตอุทยานแห่งชาติฯ และมิได้กันออกให้ถือเป็นการปฏิบัติการนอกกฎหมาย เนื่องจากเมื่อไม่มีการกันออกก็ไม่ทราบแนวเขตอุทยานฯที่ชนหรือติดกับเขตที่ดินที่มีการครอบครองโดยชอบ

 


อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องของปมข้อพิพาทที่ดิน ยังคงเป็นปัญหาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเข้ามาแก้ไขโดยด่วน ซึ่งแน่นอนว่าการเข้ายื่นมือมาช่วยของภาครัฐในครั้งนี้ก็ถือเป็นความหวังหนึ่งของประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มนายทุนที่เข้ามาเพื่อต้องการผลกำไรในการประกอบธุรกิจของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง