- 01 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ ก็ต้องถือว่าเมื่อวานเป็นการเปิดศึกเพราะว่าเมื่อไปดูคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านพล.ต.สรรเสริญต้องถือว่าเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่ดุเดือดเลือดพล่านมากต้องย้ำอย่างนั้น ถ้าจะเรียกว่าเป็นการท้ารบก็พูดได้เลย ทำไมต้องเรียกว่าเป็นการท้ารบนั่นก็เพราะว่าเป้ายิงตรงไปที่นักการเมืองโดยเฉพาะจากกรณีที่ผ่านมาต้องถือว่ารัฐบาลถูกซัดตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยที่ค่อย ๆ เผยโฉมก็โดนมาเรื่อย ต้องเรียนว่ารุนแรงคือหมายความรัฐบาลเลวร้ายไม่รู้จะแปลว่าอย่างไร ดังนั้นการออกตอกของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวานแยกเป็นสองประเด็น ประเด็นแรกคือความเลวร้ายที่นักการเมืองสร้างให้กับประเทศชาติ ประเด็นที่สองคือปลุกประชาชนขึ้นต่อสู้กับนักการเมือง เราต้องดูนะครับว่าในเนื้อหาที่เรียกว่าซัดอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่บอกว่านักการเมืองได้ก่อความเลวร้ายให้กับประเทศไทยอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องต่อสู้กับนักการเมืองคนไทยก็จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน เป้าหมายนี้ผมเรียนว่าเดินไปสู่ความหมายในการพูดกันเรื่องประชามติในตอนนี้ สถานการณ์ที่เป็นอยู่พรรคเพื่อไทยวันนี้ประกาศตัวคว่ำชัดเจน
สถาพร : ไม่เอาแล้ว ประชาธิปัตย์ก็ยังก้ำกึ่งอยู่
สนธิญาณ : เมื่อประชาธิปัตย์กั๊กอยู่ เสียงถือว่ายังไม่ถือว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะว่าสองพรรคเสียงรวมกัน 30 ล้านเสียง คือถ้าสองพรรคบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ถือหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกคว่ำ สองถ้าประชาชนเลือก คสช. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการเมืองก็จะไปอีกทางหนึ่งความหมายก็คือแสดงว่าประชาชนไม่เอานักการเมือง
สถาพร : ไม่เอารูปแบบเดิม ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
สนธิญาณ : คือสภาพการ คสช. และพล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่าประเทศชาติที่มีปัญหามาจากนักการเมืองโกง
สถาพร : การทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองและพวกพ้อง พล.ต.สรรเสริญพูดแทนนายกไว้ชัดเจนเลย
สนธิญาณ : ท่านนายกวันอาทิตย์ก็จะเขียนมา เป็นถ้อยคำที่ได้กลั่นกรอง ย้ำให้ท่านผู้ชมได้รับทราบ แม้พล.ต.สรรเสริญพูดแต่ความรุนแรงของเนื้อหา ยกตัวอย่าง รัฐบาลเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อประชาชนใช้โอกาสนี้รวมพลังเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญ หากเราไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ ก็เท่ากับว่าเราทั้งประเทศยื่นดาบกลับคืนให้นักการเมืองกลุ่มผลประโยชน์กลับมาทำร้ายสังคมและอนาคตของลูกหลานทั้งชาติ มาดูท่อนเนื้อหานะครับ ความหมายก็คือว่าประชาชนมาร่วมกับคสช. มายืนหยัดกับคสช. ใครไม่มายืนหยัดไม่มาร่วมกับคสช.การที่จะก้าวข้ามก็ไปไม่ได้ เท่ากับยื่นดาบกลับให้นักการเมืองกลุ่มผลประโยชน์ได้มีโอกาสกลับมาทำร้ายสังคมไทยและลูกหลานทั้งชาติแปลว่าอะไรครับ แปลว่าที่ผ่านมาประเทศนี้ นี่ผมแปลจากคำพูดของคสช.นะครับไม่ได้แปลจากสนธิญาณนะครับ ผมไม่ได้กลัวนักการเมืองด่า แต่นี่พยายามอ่านข่าวแปลความหมายของท่านนายกให้ชัดเจนกว่า เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้พวกนักการเมืองกลับมาทำร้ายประเทศชาติ ผมเรียนอย่างนี้ต่อนะครับเหมือนกับการเปิดหน้าสู้กันแล้ว ระหว่างคสช.กับพรรคเพื่อไทยกับระบอบทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนอยู่ในจุดกั๊ก เมื่อวานคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ออกมาย้ำผมคิดว่าเป็นบทบาทที่สร้างสรรค์คือสร้างสรรค์ไม่ใช่เพราะว่าคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ มาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการดีแต่ต้องการปรับปรุง ซึ่งถือว่าสิ่งที่เราต้องการเห็นในระบบการเมืองปัจจุบันในสถานการณ์ปัจจุบันคือแบบนี้
สถาพร : ช่วยกันว่าตรงไหนเป็นจุดบอด หรือช่วยกันแนะนำว่าแก้ไขอย่างไร
สนธิญาณ : เขาก็บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับต้านโกงฉบับปราบโกง ทีนี้บอกว่าไม่เอาเลย ผมเรียนเลยว่าใครที่ออกมาพูดต้องบอกว่าขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีแบบนี้ ใครที่ออกมาบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเรียนไว้แล้วว่าโดยข้อเท็จจริงคุณไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้คุณเจอฉบับประยุทธ์ โดยไม่มีโอกาสจะได้พูดเพราะประกาศใช้เลยไม่มีประชามติแล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านนะครับ
สถาพร : ก็อาจจะเอาฉบับนี้มาปรับปรุงเนื้อหานิดหน่อย อาจจะเข้มข้นกว่าเดิมอีกเยอะ
สนธิญาณ : ไม่ต้องอ่านแล้ว เพราะแต่ละฉบับที่ผ่านมาได้เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ผมได้เรียนตั้งแต่ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ไม่ผ่านว่าคอยดูนะครับเจอฉบับอาจารย์มีชัยจะยิ่งหนักขึ้นแต่หนักขึ้นผมก็จะแยกแยะให้ชัดเรียนท่านผู้ชมว่านักขึ้นไม่ได้อยู่ที่ คสช.สั่งนะครับ คือรัฐธรรมนูญของคสช.เขาต้องการให้เห็นไปในกรอบใหญ่ในรัฐธรรมนูญปี 57 เท่านั้น เขาไม่ได้สั่งลงไปเลยว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นข้อถกเถียงกันหรือรัฐธรรมนูญเรียกว่าโครงหรือกรอบใหญ่ๆ เหมือนกันหมดต่างกันเพียงในหมวดของการเลือกตั้งและที่มาของรัฐบาล วิธีการเลือกตั้งฉบับอาจารย์บวรศักดิ์และอาจารย์มีชัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ระบบสัดส่วนผสมกับระบบจัดสรรปันส่วนบัตรใบเดียวได้ทั้งหมด ระบบของอาจารย์บวรศักดิ์จะทำให้พรรคเล็กมีโอกาสเพราะว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะถูกกระจายไปทำให้พรรคเล็ก ๆที่ไม่มีเงินได้มีโอกาส ในความหมายที่คณะอาจารย์บวรศักดิ์ก็คือทำให้ประชาชนมีโอกาสเข้าสู่ทางการเมืองผ่านพรรคการเมืองเล็ก ๆ หรือลงสมัครแบบอิสระก็สามารถที่จะไปได้หรือเป็นกลุ่มก็สามารถไปได้ แต่แนวทางการเลือกตั้งแบบของอาจารย์มีชัยยังอยู่พรรคใหญ่ซึ่งขอโฆษณาหน่อยนะครับ คืนนี้ผมจะเอาเรื่องนี้ไปวิเคราะห์ถึงความแตกต่างติดตามกันนะครับจะเห็นได้ชัดเลยว่าความแตกต่างเป็นอย่างไร ความหมายก็คือจะบอกว่า คสช. เขาไม่ได้ไปสั่งว่าวิธีการเลือกตั้งเป็นอย่างไรต้องขจัดพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร คือพูดหลักใหญ่ใจความการร่างฯ ในส่วนของพรรคการเมือง สาระของการเลือกตั้งสาระของรัฐบาลจะมาจากไหนเป็นแนวคิดของคณะกรรมการร่างฯเองครับ ทีนี้ ณ เวลานี้ที่ผมย้ำว่าท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญคุณจะเลือกไม่เลือกก็ต้องใช้ฉบับ คสช.หรือฉบับของพล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น แต่นาทีนี้ผมคิดว่ารัฐบาลเปิดศึกที่ต้องการให้ผ่านจะแตกต่างจากฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ที่ต้องผ่านสปช. ตอนนี้ไม่ใช่ตอนนี้ต้องลงที่ประชามติ
สถาพร : ไปที่ประชาชนโดยตรงเลย
สนธิญาณ : นายกบอกว่านี่คือช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องใช้ความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดจากระบบเดิม ๆ ที่เคยเป็นช่องทางให้ประเทศเสียหายโดยนักการเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายในมือเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ประเทศต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลที่ช่วยประเทศเดินไปที่สู่การปฏิรูปและปิดช่องโหว่เหล่านี้ เห็นไหมครับนักการเมืองและพวกพ้องครับชัดเจนไหมครับ แนวทางแบบนี้จะออกมาเรื่อย ๆ ในระหว่างนี้ก็ต้องดูกันว่าท้ายที่สุดแล้วหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เดินไปถึงเวลาประชามติซึ่งต้องไปถึงอย่างแน่นอน ประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรนะครับ ขั้วของการต่อสู้วันนี้ ระบอบทักษิณ ซึ่งประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย แนวร่วมนปช. กับ คสช.แม่น้ำ 5 สาย รวมพลังต่างฝ่ายต่างสู้กัน มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแปร ย้ำนะครับ จับตาดูบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ถ้าที่ของคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ที่ออกมาถือว่าเป็นท่าทีที่สร้างสรรค์และให้น้ำหนักมาทางข้างรัฐธรรมนูญ ส่วนยุทธศาสตร์ถือว่าเป็นเรื่องถูกต้องเพราะที่ผ่านมามวลชนของพรรคประชาธิปัตย์และคสช.ซ้อนกันอยู่ เพียงแต่ว่าอยู่ที่การสนับสนุนใครมากกว่ากัน ก็ตอกย้ำให้เห็นว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านนายกได้ชูธงประกาศศึกกับนักการเมืองอย่างชัดเจนแล้ว
