- 01 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ในที่สุดคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ทำการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง จนเป็นที่แล้วเสร็จ เพื่อเดินหน้าขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวกับน.ส.ยิ่งลักษณ์
โดยขั้นตอนหลักๆต่อจากนี้ก็จะอยู่ที่นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการเรียกคาเสียหายทางแพ่ง จะกำหนดตัวเลขมูลค่าความเสียหายเพื่อดำเนินการกับน.ส.ยิ่งลักษณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้สรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหา ข้อมูล และการให้ถ้อยคำของผู้ที่มาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการฯ ทั้งหมด ซึ่งมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ 1.ภาครัฐและส่วนราชการ 2.ฝ่ายผู้กล่าวหาจำนวน 8 คน และ 3.พยานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 13- 14 คน รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่นำมาประกอบ เช่น มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 31 ม.ค.2559
จากนี้จะนำเสนอไปยังนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดย รมว.การคลังจะพิจารณาและทำบันทึกเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ถ้านายกฯ เห็นด้วย หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานต่อไป
นายจิรชัยยืนยันว่า ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะนายกฯ ระบุชัดว่าจะให้ความเป็นธรรมและให้โอกาส ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้เปิดโอกาสให้เต็มที่แล้ว ตลอดจนหนังสือที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื่นมา 6 ครั้ง เราก็ได้นำมาพิจารณามาด้วยทั้งหมด
โดยก่อนหน้าที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะออกมาเปิดเผยความคืบหน้าดังกล่าว ก็มีปฏิกิริยา ออกมาจาก
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เสมือนรู้ตัวแล้วว่าขั้นตอนการออกคำสั่งทางกำลังเดินหน้า ใกล้ถึงขั้นตอนการเคาะเรียกค่าเสียหายแล้ว
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค โต้แย้งกระบวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ว่าได้มอบหมายให้ทนายไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้ตนจะรู้คำตอบว่าอย่างไรเสีย คงไม่สนใจ เพราะถ้าหากสนใจจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เพราะตนได้ทำหนังสือถึงท่าน จำนวน 6 ฉบับ
ตนจึงขอสรุปใจความของหนังสือโต้แย้งดังนี้
1.ตนได้โต้แย้งทั้งผู้ออกคำสั่งและผู้แต่งตั้งว่าดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) 2557 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่2539 มาตรา 8 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง2559 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2559
2.ขณะนี้คดีความทางอาญายังไม่สิ้นสุดจึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรม
3.การฟ้องเอาผิดให้ตนชดใช้ค่าเสียหายโดยกระทรวงการคลังนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกระทรวงการคลังไม่ใช่ผู้เสียหาย
4.ยังไม่มีการประเมินค่าความเสียหายที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายและเป็นธรรมแก่ตนที่กำลังจะถูกชดใช้ค่าเสียหายแต่ผู้เดียว ทั้งที่คดีความยังไม่สิ้นสุด
"ดังนั้น จึงขอใช้ช่องทางนี้สื่อสารไปยังทุกท่านที่เกี่ยวข้องได้โปรดพิจารณาข้อเรียกร้องและโต้แย้งของดิฉันให้ยุติตามกระบวนความของกฎหมายก่อน และโปรดอย่าพิจารณาคดีของดิฉัน เหตุเพราะมีมาตรา 44 คุ้มครอง หรือกฎหมายอื่นที่จะออกมาคุ้มครองภายหลัง"
ที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามกล่าวอ้างมาโดยตลอดว่ากระบวนการที่เป็นอยู่นั้น ทำให้ตนเองไม่รับความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้ลำดับที่มาที่ไปของเรื่องนี้
รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เป็นไปด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้วหรือไม่
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้ตอกย้ำกับคุณผู้ชมอีกครั้งหนึ่งว่ากระบวนการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งนั้นเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบนายกรัฐมนตรี
โดยอำนาจตามกฎหมายที่จะถูกนำมาใช้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวประกอบไปด้วยกฎหมายและระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ฉบับ
1. พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
โดยพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539มาตรา 8 ระบุว่า
ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้
ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
ส่วนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539
ข้อ 21 ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ให้มี "คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง" เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นต่อกระทรวงการคลัง
ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็นซึ่งปลัดกระทรวงการคลังแต่งตั้งเป็นกรรมการ
คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายได้
