"สนธิญาณ" ชี้! นักการเมืองต้าน "รธน." เพราะเพิ่มอำนาจ ปชช.เช่นที่มา "ส.ส.บัญชีรายชื่อ" ต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกตั้งภายในก่อน ไม่ใช่เจ้าของหรือกลุ่มอำนาจในพรรคชี้แบบเดิม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่  2 กุมภาพันธ์ 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

 

สนธิญาณ : สวัสดีครับถาครับ สวัสดีครับท่านผู้ฟัง แฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่านครับ ก็เมื่อคืนได้อภิปรายไปบางส่วน เมื่อเช้านะครับคุณสถาพรก็เอาตัวเลขให้ท่านผู้ชมดูแหละว่า  ไมนักการเมืองถึงไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

สถาพร : ประเด็นหลักๆ เลยคือเรื่องของการเลือกตั้งนี้แหละ

 

สนธิญาณ : ประเด็นอื่นเขาไม่สนใจหรอกครับต้องเรียนแบบนี้ว่าใครจะได้เป็นอะไร มีสิทธิมนุษยชนมากน้อยแค่ไหนในอะไร ไม่ได้เป็นสาระสำคัญ หมวดที่เป็นสาระสำคัญที่สุด ก็คือหมวดอันเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง และหมวดอันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่จะกระทบต่อสถานการณ์ เป็น ส.ส. และการเป็นรัฐบาล ผมจะทวนเลยนะครับเรื่องแรกและก็เป็นเรื่องใหญ่ ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ นักการเมืองค้นเจอ คณะกรรมการร่างระบุหรือไม่ก็ตามแต่นะครับก็ต้องกลับมาดูตั้งแต่การเฟ้นหา ส.ส. ย้ำนะครับ เฟ้นหา ส.ส.

 

สถาพร : คือการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครการเป็น ส.ส.

 

สนธิญาณ : โดยเฉพาะ ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ ผมต้องกราบขออภัยท่านผู้ฟังก็คือ

 

สถาพร : ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ พูดง่ายๆ ก็คือบัญชีรายชื่อ

 

สนธิญาณ : บัญชีรายชื่อนี้ ก็คือผมได้หยิบรัฐธรรมนูญมาแล้วมันหาย เดินหาตั้งแต่เช้าหาไม่เจอ ผมเลยจำเลขมาตราไม่ได้ ตอนนี้ในมือถามีรัฐธรรมนูญไหม

 

สถาพร : ในมือผมไม่มีครับ เดียวให้ทีมงานเอารัฐธรรมนูญมาให้หน่อย

 

สนธิญาณ : ผมก็จะเรียนแบบนี้ก่อนว่า มาตรา 80 กว่าๆ เกี่ยวกับการสรรหา ส.ส. บัญชีรายชื่อ รัฐธรรมนูญก็กำหนดว่าพรรคการเมืองจะต้องจัดทำ ส.ส. บัญชีรายชื่อขึ้นเหมือนกับปกติ

 

สถาพร :  ครับ ก็คือทำรายชื่อผู้ที่จะสมัครในระบบบัญชีรายชื่อขึ้นมา

 

สนธิญาณ : แต่พอวรรคสนองไปเขียนไว้ ไอ้นี้รุนแรงและก็ดุเดือดมาก ไปเขียนว่า การจัดทำรายชื่อบัญชีรายชื่อดังกล่าวนั้นต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนรวมด้วย

 

สถาพร :  คำว่าสมาชิกพรรคไม่ใช่เฉพาะ ส.ส. ในพรรคนะครับ

 

สนธิญาณ : สมาชิกพรรคครับ เพราะนั้นเรากลับมาดูสิครับ สมาชิกพรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 2 พรรคใหญ่เลยมีเป็นล้านคน เมื่อสมาชิกมีเป็นล้านคนนะครับ มันก็มีคำถามบรรดาง่ายๆ ว่าคนเป็นล้านคนจะมีส่วนร่วมในการทำบัญชีรายชื่อ ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ ได้อย่างไร จะมีส่วนร่วมทำได้อย่างไร

 

สถาพร : มันก็ต้องใช้วิธีการที่ เลือกตั้งภายในพรรค

 

สนธิญาณ : มีวิธีเดียวครับ เลือกตั้งภายในพรรค ความหมายของบัญชีรายชื่อของ ส.ส. หรือ ส.ส.ปาร์ตีลิสต์  ผ่านการเลือกตั้งภายในพรรคก่อนมันเกิดอะไรขึ้นครับ มันเกิดสิ่งที่กรทบอย่างรุนแรงต่อผู้มีอำนาจในพรรคการเมืองทั้งหลาย

 

สถาพร : ผู้มีอำนาจ นายทุน ผู้บริหารพรรค

 

สนธิญาณ : ถูกต้องครับ อันแรกกลับไปดูเลย ดูรูปธรรมเลย พรรคเพื่อไทย อำนาจในการกำหนดปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหลายทั้งปวง อยู่ที่คุณทักษิณ ชินวัตร อยู่ที่คุณทักษิณจะกำหนดให้ใครเป็นเบอร์ 1 เบอร์ 2 3 4 5 เพราะคุณทักษิณเป็นเจ้าของพรรค คุณทักษิณอยากจะให้ นปช. ที่ตอบแทนเคลื่อนไหวต่อสู้ทุบเทให้คุณทักษิณมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ คุณทักษิณก็กำหนดไปเลยใส่ลำดับนั้น เอาหมอเหวงเข้าไป จตุพรเข้าไป ณัฐวุฒิเข้าไป แต่ต่อไปไม่ได้ ต่อไปสมาชิกพรรคต้องเป็นคนเลือกพรรคอาจทำบัญชีรายชื่อขึ้นมา จะเลือกใครมาอยู่ 123 ก็หาวิธีกำหนดต้องมาดูในกฎหมายลูก และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป แต่การที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้แบบนี้ ไอ้นี้ชัดเจนคือการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วม

 

สถาพร :  เมื่อกี้ที่พี่ต้อยถามไวว่ามาตราที่เท่าไร มาตรา 85 ครับ

 

สนธิญาณ : นั้นละครับมาตรา 85 นะตัวเลขผมกลัวจะให้ตัวเลขผิดไป ก็จะเรียนว่าถือรัฐธรรมนูญมาแล้ว เตรียมงานตั้งแต่เมื่อคืนครับอยู่ๆ หล่นหาย แก่เฒ่าแล้วก็เป็นแบบนี้ เอาหลักใหญ่ใจความก่อน มาดูพรรคประชาธิปัตย์ ก็แบบเดียวกันอยู่ที่ผู้มีอำนาจในพรรคแต่อาจจะมีหลายกลุ่มหน่อย ก็ดุนก็คานไง 2 เวลา ส.ส. จะปรับ ส.ส. ในเขตพื้นที่เลือกตั้งใครที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ในเขตพื้นที่เลือกตั้งก็เอาเลือกมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ เรียกว่าจัดสรรผลประโยชน์กัน นึกออกไหม

 

สถาพร : คือพูดคุยกันได้ เอาหลีกทางให้คนนี้นะ คนนี้ลงในพื้นที่เดียวเอาคุณมาลงปาร์ตี้ลิสต์แล้วกัน

 

สนธิญาณ : ก็จัดกันแบบนั้นก็จัดกันแบบนี้ อำนาจที่เคยมีอำนาจเลขาธิการพรรค อำนาจกรรมการบริหารพรรคที่จะจัดกันก็น้อยลงอำนาจการจัดการเป็นอำนาจของประชนที่เป็นสมาชิกพรรค มันก็แปลกนะเขาจะไปตีความตามมาตราไหน หรือว่าเรื่องในสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นเรื่องหน้าทำ ส.ส. เขต ก็เหมือนกันนะ ควรจะไปมีโหวตเสียก่อนให้ชาวบ้านชาวช่องเขาคัดกันเสียก่อนเสียด้วยซ้ำไป

 

สถาพร : พี่ต้อยครับ ก็คุณพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยนั้นมันเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิมนะ

 

สนธิญาณ : เป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานนะครับ การต่อสู้ทางการเมืองต้องเรียนแบบนี้ว่า การต่อสู้ทางการเมืองในระบอบรัฐสภา คนที่องค์กรที่มีความสำคัญสูงสุดคือองค์กรพรรคการเมืองนะ ย้ำเลยว่าองค์กรที่มีความสำคัญสูงสุดคือพรรคการเมือง ทำไมเพราะเป็นองค์กรที่จะนำพาไปสู่ การยึดกุมอำนาจรัฐ เป็นผู้ที่ต้องดำเนินการบริหารจัดการนำออกไหมครับ บริหารจัดการบ้านเมืองเป็นองค์กรที่นำพาไปสู่การบริหารจัดการบ้านเมือง เพราะฉะนั้นเป็นองค์กรที่นำพาไปสู่การบริหารจัดการบ้านเมือง ถ้าพรรคการเมืองนั้นเป็นของคน คนเดียวตัดสินใจ พรรคเพื่อไทย คุณทักษิณตัดสินใจ หรือพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในกลุ่มอำนาจ ประชาชนมีส่วนในการตัดสินใจน้อย มันก็ทั่วๆ ไปแต่เมื่อประชาชนมีส่วนในการตัดสินใจมากขึ้นก็ต้องถือว่าเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน เพราะนั้นชัดเจนละครับว่าต่อไปปาร์ตี้ลิสต์ ประชาชนหรือสมาชิกพรรคเป็นคนกำหนด เหมือนนายอภิสิทธิ์บอกละครับ มันไปจำกัดสิทธิประชาชน ประชาชนถอยหลังลง มันอาจจะอยู่ประเด็นอื่นนะไป แต่ผมให้ประเด็นนี้ก่อนว่า อันนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิประชาชนให้น้อยลงหรอกครับ ไอ้นี้ชัดเจน

 

สถาพร : ให้มากขึ้นสะด้วย แล้วก็ทำให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคแล้วก็ประชาชนทั่วไป มีความรู้สึกว่าพรรคเป็นของเขา

 

สนธิญาณ : เขาก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมไง อยากจะมีส่วนร่วม อยากจะเข้าไปร่วมดำเนินการตอนนี้เป็นสมาชิกพรรคเฉยๆ ได้แค่ความภาคภูมิใจ เป็นสมาชิกพรรคนั้นพรรคนี้

 

สถาพร : คือผมมองระยะยาวนะเป็นผลดีของพรรคนะครับ เพราะว่าประชาชนก็ยิ่งจะเข้ามาถ้าพรรคมีนโยบายที่ชัดเจน บริหารชัดเจน ประชาชนก็จะยิ่งมาสนับสนุนพรรค มากขึ้น

 

สนธิญาณ : มันเป็นผลดีของพรรค แต่ว่าไม่ได้เป็นผลดีของผู้บริหารพรรคหรือเจ้าของพรรค เวลาปากนักการเมืองพูด ปากประชาธิปไตยพูด อันนี้ท่านผู้ชมก็ไปพิจารณากันเอาเองว่าประชาธิปไตยจริงหรือไม่อย่างไร

 

สนธิญาณ :  มาดูประเด็นต่อไป  ประเด็นที่รายงานตัวเลขละเมิดสักครู่ มาตราที่กำหนดการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน ผมเรียนเลยว่าจะตัวเลขที่คุณสถาพรเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ พรรคขนาดกลางจะเข้มแข็งขึ้น พรรคขนาดใหญ่จะมีปัญหาจากวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เป็นปัญหาที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญก่อขึ้น  เค้าให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนะครับ เพราะ ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ในบัตรเลือกตั้งใบเดียวที่จะเลือก จะให้เลือกทั้งพรรคทั้งคน ผมเรียนแบบนี้ย้ำเลยว่า ที่ผ่านมา ส.ส. เวลาลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคจะกำหนดเป็นเกรดไป เกรดเอ เกรดบี เกรดซี เกรดดี เกรดอี ก็ว่ากันไป พวกเกรดเอคือถ้าพวกที่ได้เเน่ๆ ส.ส.เก่า

 

สถาพร :  คือมีโอกาสได้แน่ๆ มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีด้วย

 

สนธิญาณ : พวกนี้จะคัดไว้ทุนสนับสนุนจะมากหน่อย เกรดบีเป็นพวก 50-50 จะแพ้จะชนะมาวิเคราะห์กันไป เกรดซีก็เผื่อขึ้นมาฟลุ๊ค เกรดดี เกรดอี คือไม่ค่อยเอามาใส่เต็มๆให้ครบไป

 

สถาพร :  คือเอาใส่ไปพื้นที่นั้นๆ ยังไงก็แพ้อยู่แล้ว แต่ใส่ให้ครบ


สนธิญาณ : พอถึงส่วนที่จะเลือกพรรค แต่ก่อนเลือกพรรค เพราะพรรคมีนโยบายแบบนี้ ๆ  เพราะเมื่อก่อนมีบัตรเลือกตั้งสองใบ ใครชอบนโยบายก็เลือกพรรค ใครชอบ ส.ส. ก็เลือก ส.ส. โดยหลักการ  ผมยอบรับว่าเมื่อก่อนไม่ได้คิด แต่ตอนนี้คิดเห็นแล้วก็เห็นตามอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ ว่าพรรคควรจะเลือกคนลงรับสมัครเลือกตั้งทุกพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อให้ ความสำคัญต่อประชาชนที่เลือกตั้งในพื้นที่ เพราะถ้าคุณไม่คัดอย่างจริงจัง เอานายหมู นายแมว อะไร ส่งไปพวกเกรดดี เกรดอีนะ อันนี้เรียกว่าคุณไม่รับผิดชอบ และในแง่พื้นฐานจริง คุณจะต้องรีบสร้างรากฐานของพรรคนั้นๆ ผ่านตัวบุคคลที่อยากลงรับสมัครเลือกตั้งในพื้นที่ของคุณ ในทุกเขตเลือกตั้ง พรรคก็จะทำงาน ไม่ใช่ว่าในเขตที่พรรคฉันไม่มี ส.ส. ฉันก็ไม่ทำงาน ไม่สนใจแล้ว เดี๋ยวพอลงก็ใช้นโยบายปาร์ตี้ลิสต์ก็รวมๆไปอะไรแบบนี้นะครับ หรือ พรรคแบบคุณชูวิทย์แบบนี้  ที่ติดคุกอยู่ตอนนี้ โทษนะครับ เอาตัวชูวิทย์คนเดียวโฆษณา และคนอื่นก็ไม่มี อันนี้ไม่ได้ ทั้งนี้พรรคการเมืองจะต้องเริ่มต้นอย่างจริงจังเลยว่า จะต้องให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัครทุกเขต เมื่อให้ความสำคัญกับผู้สมัครทุกเขต เพราะนอกจากตัวผู้สมัครคนนั้นแล้วมันส่งผลต่อพรรคด้วยนะ มีคะแนนถึงส่งผลพรรคด้วย พรรคจะต้องกลับมาทำงานขั้นพื้นฐานกับประชาชนในพื้นที่ มันไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน

 

สถาพร : นอกจากที่พี่ต้อยบอกว่า มันไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหนแล้ว ในอีกมุมหนึ่งผมมองว่ากำลังเป็นการสร้างความแข็งแรงให้พรรคการเมือง

 

สนธิญาณ : ถูกต้องจะปฏิเสธทำไม

 

สถาพร : ในระยะยาวจะยิ่งทำให้พรรคแข็งแรงมากยิ่งขึ้นเลยล่ะ

 

สนธิญาณ : เพียงแต่ว่า พวกที่มองแต่ปัญหาเฉพาะหน้า คือถ้าเลือกตั้งแบบนี้ตามตัวเลขที่คุณสถาพรนำเสนอไป พรรคเพื่อไทยเอาฐานคะแนนการเลือกตั้งปี 2554 ที่เลือกตั้งตามเขตได้ 14 ล้า มันจะทำให้พรรคเพื่อไทยมี ส.ส. เหลือก 211 คน หายไป 54 คน จาก 265 คน โอ๊ยเห็นไหม ตายเลย


สถาพร : คือ 54 คนไม่รู้จะไปอยู่ไหนไง

 

สนธิญาณ : ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์หายไปจำนวนหนึ่งเหมือนกันประมาณ 24 คน

 

สถาพร : พรรคประชาธิปัตย์หายไปประมาณ 12 คน

 

สนธิญาณ : ได้ 37 คน ใช่ไหม จากปาร์ตี้ลิสต์

 

สถาพร : จากปาร์ตี้ลิสต์เดิมได้ 44 คน ของใหม่จะเหลือ 32 คน

 

สนธิญาณ : แต่ในขณะเดียวกับพรรคภูมิใจไทยจากเดิมไปอยู่ 34 คน คือ 29 คน กับ 5 คน เป็น 34 คน แต่กระโดดมาได้ 50 คนเลยนะครับ พรรคขนาดกลางจะเติมโตขึ้น แต่ที่นี้ยังไง ล่ะครับ ข้อดีมันจะเป็นแบบนี้ มันจะทำให้พรรคการเมืองมีโอกาสเกิดมากขึ้น หลายคนบอก 2 พรรคดีแล้ว ประชาชนเป็นคนเลือก มันไม่เหมือน 2 พรรคของอเมริกาเป็นการวิวัฒนาการขึ้นไม่ใช่จากกฎหมายกำหนด การมีวิวัฒนาการขึ้นถ้าสองพรรคใหญ่มันดีมันมีโอกาสเราก็จะเป็นสมาชิกของสองพรรคใหญ่ และพรรคเล็กๆก็จะค่อยๆเหี่ยวลง เพราะ
การทำงานพรรคการเมืองจะเกิดคือจะต้องทำงานทั้ง 360 เขตเลือกตั้งนะ นึกออกไหม เพื่อจะเป็นการสร้างรากฐาน แต่ไม่ใช่มองแต่เฉพาะการเลือกตั้งครั้งหน้าแต่เพียงอย่างเดียว คือถ้ามองแค่นี้นะ วิธีมองการคิดตัวเลขของคุณมันกลายเป็นว่า

 

สถาพร : แสดงว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองมองแต่เรื่องปริมาณไม่มองคุณภาพ

 

สนธิญาณ : มองแต่ผลการเลือกตั้ง แต่ปริมาณก็สำคัญสำหรับเค้า เพราะจะพาไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล

 

สถาพร : มองแต่เรื่องปริมาณ

 

สนธิญาณ : ซึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์จะได้กับพรรค กับผู้บริหารพรรค ได้รัฐมนตรีกี่ตำแหน่งนำมาจัดสรรกันมันเป็นแบบนี้ครับ เพราะฉะนั้นถึงจุดนี้นะครับ ไอ้นี้วิธีการเลือกตั้ง ผมมีมาตราหนึ่ง วันนี้อาจจะไม่ทัน พรุ่งนี้สถาพรท้วงแล้วกัน มาตรานี้เป็นมาตราที่ลงไปในหัวใจของ ส.ส. เลย คือห้ามไปยุ่งกับงบประมาณเดียวมาพูดกันพรุ่งนี้ ประกอบกับเรื่องอื่นๆที่ด่วนเข้ามา แต่ตอนนี้ผมจะขยายความให้ฟังว่า ด้วยเรื่องของกระบวนการเลือกตั้งที่มาของจัดตั้งรัฐบาลและลดอำนาจถอดเจ้าของพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็น
การลดทอนในการที่กลับไปสร้างฐานของพรรคที่อยู่ที่ประชาชน จึงทำให้ผู้คนเหล่านี้โดยเฉพาะพรรคการเมืองไม่พอใจ เพราะฉะนั้นต้องกลับมาดูนี้ครับว่า นายกรัฐมนตรีที่ให้สัมภาษณ์ผ่าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่พูดกันไปแล้วเมื่อวานว่า นั้นคือการปลุกระดมคนให้มาร่วมนะ พอเดาออกไหมครับ ที่บอกว่านักการเมืองทั้งหลายเข้ามาทำลายโกงกินประเทศเรา ยังจะให้กลับเข้ามาอีกหรอ คำว่าอีกชัดเจน ว่าไอ้พวกเรามันแย่มาร่วมกันปลุกระดมประชาชนให้ต่อสู้ นั้นก็คือเรียกว่าการเปิดหน้าชกในการที่จะให้ประชาชนออกมาหนุนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ต้องไปประชามติก็อยู่ที่ประชาชน และผมคิดว่าการร่างจะต้องคิดพิจารณาซักหน่อย ในการที่จะทำความเข้าใจ ง่ายๆนะเหมือนกับที่ผมพูดกับท่านผู้ชม อธิบายให้มันง่ายๆหน่อย ที่อธิบายอยู่มันซับซ้อนเกินไปประชาชนก็จะเข้าใจยากนึกไหมครับ ไม่ใช่หมายความว่าผมอธิบายเก่งนะ แต่ที่ผมทำข่าวทำอาชีพอยู่นี้ และอยู่กับการศึกษาเรื่องการเมืองมานาน มันเลยเห็นภาพขยายความให้ฟัง ผมอยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทำแบบนี้กับประชาชนให้มากขึ้น
ครับ ลาแล้วครับ สวัสดีครับ


 
สถาพร : สวัสดีครับพี่ต้อย