เจาะลึก!! ปริศนาปมตาย "ชูวงษ์" อุบัติเหตุหรือฆาตรกรรมอำพราง

ติดตรามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


นับจากวันที่นายชูวงษ์ แช่ตั๊ง    นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคนดังเสียชีวิต  ด้วยข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุจากสภาพแวดล้อมที่เกิดเหตุ  ต้องถือว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาประมาณ 7 เดือนได้เกิดข้อมูลและข้อสันนิษฐานใหม่ ๆ ทางคดีเกิดขึ้นมากมาย   โดยเฉพาะข้อบ่งชี้ว่านายชูวงษ์อาจไม่ตายด้วยอุบัติเหตุตามที่เข้าใจกันแต่แรกเกิดเหตุการณ์

 

 

 


 

 

ทั้งนี้จากข้อมูลการตรวจสอบของสนข.ทีนิวส์พบว่า  กรณีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์   ถูกตั้งข้อสังเกตในหลายมิติ   พร้อมๆ กับข้อสงสัยว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการขับขี่รถยนต์ของพ.ต.ท.บรรยิน  ตั้งภากรณ์  อดีตส.ส.นครสวรรค์   ไม่มีน้ำหนักเพียงพอทำให้เชื่อได้ว่าจะถึงขั้นทำให้นายชูวงษ์เสียชีวิต  ขณะที่ญาติของนายชูวงษ์เองก็เชื่อมาโดยตลอดว่าเหตุการณ์นี้มีเบื้องหลังไม่ปกติอย่างแน่นอน

 


และจากเงื่อนงำซับซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับการเสียชีวิตของนายชูวงษ์   ได้นำมาซึ่งข้อสรุปของแพทยสภาในการพิจารณาผลรายงานชันสูตรศพจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ  โดยคณะกรรมการของราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย  ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญนิติวิทยาศาสตร์   

 


สรุปว่า จากสภาพศพนายชูวงษ์ซึ่งมีลักษณะหนังตาบนสองข้าง  จนมีเลือดออกเยื่อบุตา    ตามข้อสงสัยของญาติ   เป็นผลมาจากแรงกระแทกโดยของแข็ง  ไม่มีคม    ขณะเดียวกันยังพบว่าบริเวณลำคอมีการหักของกระดูกข้อที่ 6  และ  ข้อที่ 7   จากแรงกระแทกโดยของแข็งที่ไม่มีคมอีกเช่นกัน

 


ประเด็นน่าสนใจจากการแถลงของ  ศ.นพ.สมศักดิ์  โล่เลขา นายกแพทยสภา  ที่ต้องเน้นย้ำจากผลการตรวจครั้งล่าสุดก็คือ    โดยปกติของอุบัติเหตุซึ่งผลกระทบกับกระดูกคอจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตจะเกิดขึ้นบริเวณกระดูกคอข้อที่  2 และที่ 3   มากกว่าจะเกิดขึ้นกับกระดูกข้อที่ 6 และที่  7   แต่หากจะเกิดขึ้นร่วมกันทั้งหมดจนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ประสบอุบัติเหตุ   ต้องเป็นผลจากแรงเหวี่ยงหรือการกระแทกอย่างรุนแรงจากไหล่ประกอบกัน  

 


ขณะที่  พ.ต.อ.เอกณษ เศวตเลข รองผู้บังคับการกองปราบปราม  แสดงความเห็นว่า  การที่แพทยสภาออกมาระบุผลการเสียชีวิตของ นายชูวงษ์    มีร่องรอย ของแข็งกระแทกคอ ข้อที่ 6-7 หัก  ซึ่งเกิดได้น้อยมากในอุบัติเหตุ  ล่าสุดทางญาติของผู้เสียชีวิตได้ประสานเข้ามาที่กองปราบปรามในการนำผลสอบจากราชวิทยาลัยพยาธิวิทยาแห่งประเทศไทย มาประกอบสำนวนการสอบสวนการเสียชีวิตของนายชูวงษ์แล้ว และหลังจากนี้จะได้ดำเนินการสอบสวนแพทย์ผู้ชันสูตร   และอาจจะต้องมีการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง    

 


พร้อมยอมรับว่าผลการชันสูตรเบื้องต้นที่ผ่านมาไม่มีความรัดกุม  ระบุเพียงว่ามีรอยบวมช้ำที่ศีรษะและกระดูกสันหลัง  ส่วนคอหัก กระดูกซี่โครงด้านซ้ายและขวาหักหลายซี่   ระบุไม่ได้ว่าเกิดจากอุบัติเหตุหรือถูกฆาตกรรม  ดังนั้นจะได้นำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปในสำนวนเพื่อบ่งชี้การเสียชีวิตของนายชูวงษ์ต่อไป

 


ว่ากันโดยข้อเท็จจริงเรื่องปมการเสียชีวิตของนายชูวงษ์    ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจส่งข้อมูลให้แพทยสภาวินิจฉัยเพิ่มเติม    ถือเป็นผลจากผลชันสูตรของสถาบันนิติเวช  โรงพยาบาลตำรวจก่อนหน้านั้น  

 


โดยผลการผ่าชันสูตรศพนายชูวงษ์  ของสถาบันนิติเวชฯ  พบบาดแผลช้ำบวมศีรษะด้านซ้ายและด้านขวา มีบาดแผลที่คางถลอก  2  ข้าง   ส่วนที่ไหล่ซ้าย  หน้าแข้งทั้ง 2 ข้าง มีรอยช้ำม่วง ขณะที่ศีรษะพบรอยช้ำบริเวณด้านหลังซ้ายประมาณ  40  ตารางเซนติเมตร     แต่กะโหลกศีรษะสภาพปกติ    สมองบวม   เนื่องจากมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในด้านซ้าย     กระดูกสันหลังส่วนคอหัก   กระดูกซี่โครงด้านหน้าทั้งซ้ายและขวาหักหลายซี่   ปอดช้ำ   หัวใจคั่งเลือด    เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจหนาตัว   พบมีเลือดคั่งในตับ ม้าม ไต   และแพทย์ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของชูวงษ์  ว่า  เป็นผลจากการมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองชั้นใน   สมองบวม  จากการกระทบกระแทกของแข็ง

 


และจากจุดสำคัญของลักษณะบาดแผลที่สถาบันนิติเวชฯผ่าพิสูจน์ศพนายชูวงษ์  ซึ่งบ่งชี้ร่องรอยช้ำบริเวณด้านหลังซ้าย 40  เซนติเมตร  จึงทำให้ข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตยิ่งซับซ้อนมากขึ้น         

 


โดยเฉพาะกับมุมมองของกลุ่มญาตินายชูวงษ์ รวมถึงทีมทนายความ   ซึ่งตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ต้น   เกี่ยวกับเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต ประกอบด้วย
 
1. รถออกมาจากสนามกอล์ฟเวลาประมาณ 19 นาฬิกา ซึ่งเมื่อคำนวณระยะทางจากสนามกอล์ฟถึงที่เกิดเหตุประมาณ 30 กิโลเมตร  รถยนต์คันเกิดเหตุน่าจะใช้เวลา ไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ปรากฏว่าภรรยาของ พ.ต.ท.บรรยินกลับโทรศัพท์แจ้งให้ครอบครัวของผู้ตายทราบเมื่อเวลาประมาณ 22 นาฬิกา หรือเหตุการณ์ผ่านไปถึง  3 ชั่วโมง

2. ข้อกล่าวอ้างถึงความเร็วรถยนต์ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีเหตุผลเพียงพอนำไปสู่การทำให้นายชูวงษ์ต้องเสียชีวิต

3. ต้นไม้ในเกิดเหตุที่รถยนต์พุ่งเข้าชนไม่ใหญ่โตในขนาดทำให้นายชูวงษ์ถูกกระแทกจนเสียชีวิต

4. สภาพรถยนต์ของนายบรรยิน  มีรอยบุบสลายไม่มาก  กระจกไม่แตก   ขณะที่จุดชนมีลักษณะเอียงมาข้างคนขับ  มิใช่ส่วนที่ตรงกับที่นั่งโดยสารที่ นายชูวงษ์ ผู้ตายนั่ง

5. ในที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยห้ามล้อของรถยนต์คันเกิดเหตุ แสดงว่า คนขับไม่ได้เบรกรถก่อนพุ่งเข้าชนต้นไม้เลย

 

 
ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลเจ้าหน้าที่บันทึกภาพศพนาย ชูวงษ์  หลังนำส่งโรงพยาบาลสิรินธร   ซึ่งแจ้งว่าสาเหตุจากการเสียชีวิตของนายชูวงษ์เบื้องต้นเนื่องจากคอหัก   และพบซี่โครงหักหลายซี่  แต่กลับไม่พบเลือดไหลในช่องปอดหรือเลือดไหลในช่องอก ซึ่งมีข้อสังเกตุว่าเป็นไปได้ว่าเลือดหยุดสูบฉีดก่อนที่จะถูกกระแทกจนซี่โครงหัก   และสันนิษฐานได้ว่านายชูวงษ์อาจเสียชีวิตก่อนหน้าที่จะมีการชน ถือว่าเป็นการตายผิดธรรมชาติ   สอดคล้องกับข้อมูลที่ทางหน่วยกู้ชีพที่ในบริเวณที่เกิดเหตุจับชีพจร  ซึ่งพบนายชูวงษ์เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ภายในรถยนต์เลกซัส รุ่นแอลเอ็กซ์ 470 สีดำ ทะเบียน ภฉ 1889 กรุงเทพมหานครแล้ว  


ไม่เท่านั้นข้อสงสัยการเสียชีวิตปริศนาของนายชูวงษ์   ยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับข้อสังเกตของ  พญ.คุณหญิงพรทิพย์  โรจนสุนันท์     ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์   กระทรวงยุติธรรม   ที่ระบุว่ากรณีบาดแผลด้านหลัง  อาจไม่เข้าหลักของอุบัติเหตุจราจรกรณีที่เป็นการชนจากด้านหน้า  แต่การจะสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้นั้นต้องอาศัย 3 องค์ ประกอบ คือ 1.ศพ 2.รถ 3.ที่เกิดเหตุ  และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือตัวศพ

 


และที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกทิ้งค้างไว้ในช่วงสมัย    พล.ต.ต. อัคราเดช พิมลศรี    ขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบ    ซึ่งกล่าวถึงการตรวจภาพถ่ายศพของนายชูวงษ์     ขณะอยู่บนรถยนต์คันที่ประสบอุบัติเหตุ  ว่าพนักสอบสวนพบร่องรอยคล้ายรอยเขียวช้ำบริเวณคอด้านซ้าย

 


ซึ่งร่องรอยดังกล่าวไม่มีระบุไว้ในผลชันสูตรของแพทย์   ทางพนักงานสอบสวนจึงได้ส่งภาพถ่ายดังกล่าวให้แพทย์ตรวจว่าเป็นร่องรอย  ที่เกิดจากสาเหตุใดหรือเป็นรอยเงาของสิ่งใดเพิ่มเติม

 

การเสียชีวิตของ นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจ  ต้องจับตามองว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่นั่นคือ คดียักยอกหุ้นของนายชูวงษ์ ซึ่งคดีนี้มีการส่งฟ้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อย

 


สำหรับคดีนี้ ก่อนหน้านี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้ว 4 คน ประกอบด้วย

1.พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

2.นางสาวกัญฑณา ศิวาธนพล พริตตี้

3.นางสาวอุรชา วชิรกุลฑล โบรกเกอร์

4.นางศรีธนา พรหมมา มารดาของนางสาวอุรชา

 


ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันปลอม และใช้เอกสารปลอม โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน หรือรับของโจร

 


และนั่นก็คือความคืบหน้าทั้งหมดของคดี ซึ่งขณะนี้สิ่งที่สังคมอยากรู้มากที่สุดคือ สาเหตุของการเสียชีวิตกับประเด็นการโอนหุ้น มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ และผู้ต้องหาในคดี ยักยอกหุ้นจะมีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่จะกลายมาเป็นผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตของนาย ชูวงษ์

 


ที่ผ่านมา นางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาว นายชูวงษ์ ได้เคยระบุเอาไว้ว่า

“ณ ตอนที่คุณชูวงษ์เสียชีวิต ไม่ได้สงสัย เพราะพฤติกรรมของน้องชายไม่ได้มีศัตรู หลังเสร็จงานเราก็นัดทนายมาดูเพื่อเคลียร์ปัญหา ก็มาไล่ดูทรัพย์สินกัน ก็มาเจอเอกสารการโอนหุ้น และพบความผิดปกติในการโอนหุ้นให้กับใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยไปถึงสาเหตุการเสียชีวิต

 


ทั้งยังระบุอีกว่า ครอบครัวไม่ได้ต้องการเงินที่หายไปคืน หากแต่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับน้องชาย และถ้าหากน้องชายเสียชีวิตเพราะฆาตกรรม จะสู้ถึงที่สุด


ข้อมูลการโอนหุ้น นายชูวงษ์ได้โอนหุ้นมูลค่าราว 300 ล้านบาท ให้กับผู้หญิง 2 คนคือ กัญฐณาและศรีธราก่อนจะประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตเพียงไม่กี่วัน 


กล่าวคือ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2558 หุ้นมูลค่าราว 40 ล้านบาทถูกโอนให้กับนางศรีธนา พรหมมา ซึ่งเป็น แม่ของโบรกเกอร์บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด(มหาชน) และ


ถัดมาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558  หุ้นมูลค่า 228 ล้านบาทถูกโอนให้กับนางสาวกัญฑณา ศิวาธนพล พริตตี้สาว  ขณะที่นายชูวงษ์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2556