ย้อนกรณีฉาว "ดลฤดี" เบี้ยวหนี้ทุนรัฐ ถึงม.ฮาร์วาร์ดไร้จรรยาบรรณ !!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 


ยังคงเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงและติดตามอย่างต่อเนื่อง   สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นกับอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มหนึ่งที่ต้องกลายเป็นแพะรับบาป  จากการทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันให้กับเพื่อนอาจารย์อีกคนหนึ่ง  ซึ่งเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอมริกาโดยการใช้ทุนของมหาวิทยาลัย  แล้วผิดสัญญาการชดใช้ทุนคืนให้กับมหาวิทยาลัย  ทิ้งสารพัดปัญหาให้กับผู้ค้ำประกันต้องชำระหนี้ให้แทน

 

 

 


อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนี้   เราจะสรุปเรื่องราวที่มาที่ไปของเหตุการณ์ความฉาวโฉ่ดังกล่าวอีกครั้ง   แม้ว่าหลายคนพอเห็นภาพต่างๆ  ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม

 


โดยประเด็นที่กลายมาเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่  27ม.ค. ภายหลังมีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊กของผู้ใช้รายหนึ่ง  ซึ่งต้องการสะท้อนเรื่องราวอุทาหรณ์ หลังจากเป็นผู้เซ็นค้ำประกันให้กับหญิงสาว  ซึ่งเป็นอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง  ซึ่งได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา แต่ปรากฏว่าหญิงสาวคนดังกล่าวไม่กลับมาใช้ทุน ทำให้เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก และอาจารย์ ที่เป็นผู้เซ็นค้ำประกันร่วมกัน ต้องจ่ายเงินค่าผิดสัญญา เป็นเงิน 2 ล้านกว่าบาท

 


ที่สำคัญในข้อความที่แชร์ส่งต่อ ๆ กันมานั้นยังระบุด้วยว่า   เพื่อนอาจารย์ที่ทิ้งภาระปัญหาหนี้ให้กับผู้ค้ำประกันต้องชดใช้แทนนั้น  ปัจจุบันมีงานทำเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   รับเงินเดือนในระดับสูง  มีชีวิสุขสบายในอพาร์ทเม้นท์หรูหราอยู่ในสหรัฐอเมริกา  โดยไม่ละอายแก่ใจว่าสิ่งที่กระทำนั้นได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครบ้าง

 


และภายหลังจากข้อความดังกล่าวแพร่สะพัดออกไป ข้อมูลที่ถูกรับรู้ต่อมา ก็คือผู้เสียหายที่ต้องรับผิดชอบใช้หนี้ทุนการศึกษาในฐานะผู้ค้ำประกันรายนี้ก็คือ  ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ  กับเพื่อนอาจารย์อีก 3 คน  ส่วนอาจารย์ที่ไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็คือ  ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์  

 


โดยทางด้าน   ทพ.เผด็จ    กล่าวถึงเหตุที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมชดใช้เงินค้ำประกันราว 2 ล้านบาทแทน   ทพญ.ดลฤดี เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจาก  ทพญ.ดลฤดี     ขอทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด    แล้วไม่ยอมกลับมาทำงานใช้ทุนตามสัญญา     และมีการฟ้องร้องจากทางมหาวิทยาลัยมหิดล   จนศาลมีคำสั่งบังคับให้ผู้เซ็นค้ำประกันทั้ง   4    ราย   ต้องชดใช้เงินคืน เป็นจำนวน 3 เท่าหรือประมาณ   30 ล้านบาท  แต่ต่อมาได้เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนชดใช้ตามจำนวนทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาท   ซึ่งที่ผ่านมาผู้ค้ำประกันทั้ง  4 รายได้ทยอยชำระหนี้ทุนดังกล่าวจนครบหมดสิ้นแล้ว  ตนจึงตัดสินใจโพสต์เรื่องราวผ่านเฟสต์บุ๊คส์เพื่อเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจกับสาธารณชนทั่วไป

 


ส่วนประเด็นข้อสงสัยถึงจุดเชื่อมโยงในการเข้าไปเป็นผู้ค้ำประกันให้กับ ทพญ.ดลฤดี   ทพ.เผด็จ  อธิบายว่า   โดยข้อเท็จจริงไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว  แต่ตนรู้จักกับอาจารย์ของทพญ.ดลฤดีอีกทอดหนึ่ง   และได้รับไหว้วานให้ช่วยเหลือ    ซึ่งตนเห็นว่าถ้าทพญ.ดลฤดีเรียนจบ ะได้กลับมาทำงานรับใช้ประเทศของเรา    ก็เลยยอมเซ็นค้ำประกันการขอทุนให้    ซึ่งคนที่เซ็นค้ำประกัน ก็มีตน   อาจารย์ของทพญ. จำนวน  2 คน และเพื่อนที่รู้จักกันอีกคนหนึ่ง

 


ขณะที่ข้อมูลซึ่งถูกนำสืบค้นและมีการนำขยายความในเวลาต่อมา  ก็คือ    เรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่   พ.ศ. 2536    แล้ว    เมื่อทางมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้นได้เสนอชื่ออาจารย์ดลฤดี   เพื่อขอรับทุนไปศึกษาต่อจากรัฐบาล   แต่เนื่องจากอาจารย์ดลฤดี  เพิ่งเรียนจบและทำงานในมหาวิทยาลัยมหิดลได้เพียง 1  ปีจึงต้องการจัดหาผู้ค้ำประกันให้  

 


โดยหลักสูตรที่ทพญ.ดลฤดีไปเรียนก็เป็นหลักสูตรการศึกษา  ในระดับปริญญาโทและมีการขอขยายเพิ่มเติมถึงขั้นปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา รวมใช้เวลาประมาณ 10 ปี  และมีการใช้วงเงินทุนประมาณ 10 ล้านบาท

 


 แยกเป็น   ทุนการเป็นนักศึกษาที่1    เพื่อศึกษาวิชาการทันตแพทย์ศาสตร์ จำนวนเงินทุน 400,000 บาท จำนวนเงินที่จะต้องรับผิดชอบตามสัญญา ปฏิบัติงานชดใช้ทุน 1 ปี 3 เดือน 1 วัน คิดเป็นจำนวนเงิน 167,025 บาท อัตราดอกเบี้ยระหว่าง 12 พ.ย.2547-12 ต.ค.2549 จำนวนเงิน 33,112.77 บาท (7.5 ต่อปี)

 


ทุนการศึกษาที่  2   ตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือ ฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ    จำนวนเงินทุนที่ได้รับระหว่างลาศึกษา จำนวน 615,735.48 บาท จำนวนเงินที่จะต้องรับผิดชอบตามสัญญา บวกเบี้ยปรับอีก 2 เท่า เป็นเงิน 1,847,20644 บาท อัตราดอกเบี้ย ระหว่าง 12 พ.ย.2547 -12 ต.ค.2549 คิด 15 % ต่อปี จำนวน 531,851.53 บาท

 


และทุนการศึกษาที่  3  สัญญาการรับทุนรัฐบาล จากทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาในต่างประเทศ เป็นทุนที่รับจากรัฐบาลไทย และเงินดอนลาร์สหรัฐอเมริกา รวม 9 ปี 4 เดือน 14 วัน จำนวนเงินทุน 8,366,789 บาท จำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญา บวกเบี้ยปรับ อีก 2 เท่า รวมเป็นเงิน 24,983,936.67 บาท อัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ระหว่าง 12 พ.ย.2547 -12 ต.ค.2549 เป็นเงิน 3,438,868 บาท

 


 รวมทั้ง 3 ทุน เป็นเงินที่ต้องชดใช้ 31,118,431 บาท แบ่งจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญา 27,114,599 บาท และอัตตราดอกเบี้ย 4,003,832 บาท"

 

ทั้งนี้ทุนการศึกษาของรัฐบาลจะมีเงื่อนไขในสัญญาที่แตกต่างกันไป  แต่โดยปกติจะมีการชดใช้ 2 รูปแบบ คือ  เวลากับเงิน    โดยการชดใช้ด้วยเวลา  หมายถึงผู้รับทุนต้องกลับมาทำงานชดใช้เป็นเวลา 1 หรือ 2 เท่า จากที่ใช้เวลาเรียนไป  และหากไม่กลับมาทำงานก็ต้องชดใช้เป็นเงิน    ในกรณีนี้มีเงื่อนไขว่ากรณีไม่ทำงานใช้ทุนจะต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่าจากทุนที่ได้รับ  

 


ส่วนกรณีของเงินก็คือจำนวนเงินที่ผู้รับทุนต้องชดใช้คืนต้นสังกัดตามจำนวนที่เบิกจ่ายไป   แต่กรณีของทพญ.ดลฤดีไม่ได้กระทำหรือเลือกในกรณีใด ๆ กรณีหนึ่ง  แต่เลือกที่จะแจ้งกับมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี  2547   ว่าจะไม่ขอกลับมาทำงานใช้ทุนและคืนเงินให้มหาวิทยาลัยมหิดล  เพราะเห็นว่าจำนวนเงิน 30 ล้านบาทเป็นมูลค่าที่สูงเกินไปจากยอดเงินทุนการศึกษา จำนวน  10 ล้านบาทที่เบิกจ่ายไป

 


จากข้อมูลในส่วนนี้และที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ  ก็ต้องยอมรับว่าการกระทำของทพญ.ดลฤดี  เป็นพฤติกรรมที่สมควรได้รับการถ่ายทอดต่อสังคม  เพื่อความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องทุนการศึกษาต่างประเทศ และยังถือเป็นอุทธาหรณ์สำหรับทุกสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องการอนุมัติทุนการศึกษาให้กับบุคลากร     

 


ขณะที่สาระสำคัญซึ่งทำให้ประเด็นปัญหานี้    ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในกระแสสังคม ก็คือ พฤติกรรมของทพญ.ดลฤดีเอง  ที่ถูกตรวจสอบพบจาก  ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES)   ก็คือฐานะทางการเงินของทพญ.ดลฤดีที่มีถิ่นพำนักในสหรัฐอเมริกา  

 


ด้วยบ้านหรูหราระดับราคา  45 ล้านบาท   จากการซื้อเมื่อปี  2557    และรายรับในตำแหน่ง  Senior Lecturer  ต่อปีที่ประมาณ   171,466 – 227,800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ   หรือราว   6-8.2 ล้านบาท  ไม่นับรวมธุรกิจคลินิกทำฟัน    ซึ่งมีการประมาณรายได้ประมาณปีละ  1   ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ    หรือราว 36  ล้านบาท   ขณะที่ปัจจุบันทพญ.ดลฤดีแต่งงานกับสามีชาวอเมริกัน  เปลี่ยนโอนสัญชาติเป็นชาวอเมริกัน  และขายทรัพย์สินต่าง ๆ ในประเทศจนหมดสิ้นเพื่อย้ายไปอยู่ที่สหรัฐเป็นการถาวรแล้ว

 


และจากการที่ทพญ.ดลฤดีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสม และได้รับการเรียกร้องจิตสำนึกจากสังคมโซเชียล   ทำให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น  แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือ นอกจากที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประสานงาน  ยังพบด้วยว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่โด่งดังทั่วโลกยังเพิกเฉยกับพฤติกรรมของบุคคลกรในสังกัดรับผิดชอบอีกด้วย

 


โดยกรณีนี้   นพ.อุดม คชินทร    อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล  ระบุว่า    กรณีที่เกิดขึ้นถ้ามองในแง่ของคนที่เบี้ยวไม่ยอมใช้ทุนคืนรัฐบาล  ต้องถือเป็นพฤติกรรมที่แย่  เพราะทพญ.ดลฤดีก็ทำงานในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวนมาก แต่ไม่ยอมใช้หนี้ต้องทำให้คนค้ำประกันเดือดร้อนแทน   ในทางกลับกันก็ต้องติติงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเช่นกัน  เพราะขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดล  พยายามประสานไปยัง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  แต่คำตอบที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   ก็คือข้ออ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องประสานไปยังทพญ.ดลฤดีเอง  จนทำให้ตนรู้สึกไม่ดีกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเหมือนกับกระแสสังคมที่คิดเห็นตรงกัน  ว่าการที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะเลือกรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าเป็นอาจารย์  น่าจะต้องดูเรื่องความมีคุณธรรมประกอบด้วย   

 


ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   พบว่าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์  สหรัฐอเมริกา   โดยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกแห่งหนึ่ง  และเป็นหนึ่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยก่อตั้งเมื่อปี   8 กันยายน พ.ศ. 2179  หรือเท่ากับมีอายุจนถึงปี 2559  มากถึง  380 ปีแล้ว

 


นอกจากนี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   ถูกยกย่องชื่อเสียงมากในเรื่องคุณภาพทางวิชาการ คุณภาพของอาจารย์ที่สอนและคุณภาพของนักศึกษา โดยศิษย์เก่าและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รับรางวัลโนเบลรวมกัน 75 รางวัล และรางวัลพูลิตเซอร์ 15 รางวัลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517    มีคณาจารย์เข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายท่าน   และได้ผลิตผู้บริหารองค์การทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก  ทำให้นักธุรกิจหรือผู้ประสงค์ที่ต้องกรประสบความสำเร็จทางธุรกิจจากทั้งในและนอกประเทศ   ต่างขวนขวายดิ้นรนเพื่อเข้าให้ได้เข้าไปเรียนที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ 

 


โดยศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย  ประกอบด้วย อาทิเช่น
ดร. คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล
ชุมพล ณ ลำเลียง
บัณฑูร ล่ำซำ
ดร. ประสาร ไตรรัตนวรกุล


ศ. เดชา บุญค้ำ
ศ. ดร.นพ.เทพพนม เมืองแมน
ธารินทร์ นิมมานเหมินท์
ดร. สุรเกียรติ เสถียรไทย
ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ศ. ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
ดร. อัมมาร สยามวาลา

 

ล่าสุดทพญ.ดลฤดีติดต่อจะขอใช้หนี้ค้างจ่ายทุนการศึกษาพร้อมดอกเบี้ยคืนให้กับผู้ค้ำประกันและมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้ประสานงานขอเบิกค่าใช้จ่ายเงินงบประมาณจากภาครัฐ