- 03 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ยังคงเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงและติดตามอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นกับอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มหนึ่งที่ต้องกลายเป็นแพะรับบาป จากการทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันให้กับเพื่อนอาจารย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอมริกาโดยการใช้ทุนของมหาวิทยาลัย แล้วผิดสัญญาการชดใช้ทุนคืนให้กับมหาวิทยาลัย ทิ้งสารพัดปัญหาให้กับผู้ค้ำประกันต้องชำระหนี้ให้แทน
อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนี้ เราจะสรุปเรื่องราวที่มาที่ไปของเหตุการณ์ความฉาวโฉ่ดังกล่าวอีกครั้ง แม้ว่าหลายคนพอเห็นภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม
โดยประเด็นที่กลายมาเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27ม.ค. ภายหลังมีการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊กของผู้ใช้รายหนึ่ง ซึ่งต้องการสะท้อนเรื่องราวอุทาหรณ์ หลังจากเป็นผู้เซ็นค้ำประกันให้กับหญิงสาว ซึ่งเป็นอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง ซึ่งได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา แต่ปรากฏว่าหญิงสาวคนดังกล่าวไม่กลับมาใช้ทุน ทำให้เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก และอาจารย์ ที่เป็นผู้เซ็นค้ำประกันร่วมกัน ต้องจ่ายเงินค่าผิดสัญญา เป็นเงิน 2 ล้านกว่าบาท
ที่สำคัญในข้อความที่แชร์ส่งต่อ ๆ กันมานั้นยังระบุด้วยว่า เพื่อนอาจารย์ที่ทิ้งภาระปัญหาหนี้ให้กับผู้ค้ำประกันต้องชดใช้แทนนั้น ปัจจุบันมีงานทำเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนในระดับสูง มีชีวิสุขสบายในอพาร์ทเม้นท์หรูหราอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยไม่ละอายแก่ใจว่าสิ่งที่กระทำนั้นได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครบ้าง
และภายหลังจากข้อความดังกล่าวแพร่สะพัดออกไป ข้อมูลที่ถูกรับรู้ต่อมา ก็คือผู้เสียหายที่ต้องรับผิดชอบใช้หนี้ทุนการศึกษาในฐานะผู้ค้ำประกันรายนี้ก็คือ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ กับเพื่อนอาจารย์อีก 3 คน ส่วนอาจารย์ที่ไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็คือ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์
โดยทางด้าน ทพ.เผด็จ กล่าวถึงเหตุที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมชดใช้เงินค้ำประกันราว 2 ล้านบาทแทน ทพญ.ดลฤดี เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจาก ทพญ.ดลฤดี ขอทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แล้วไม่ยอมกลับมาทำงานใช้ทุนตามสัญญา และมีการฟ้องร้องจากทางมหาวิทยาลัยมหิดล จนศาลมีคำสั่งบังคับให้ผู้เซ็นค้ำประกันทั้ง 4 ราย ต้องชดใช้เงินคืน เป็นจำนวน 3 เท่าหรือประมาณ 30 ล้านบาท แต่ต่อมาได้เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนชดใช้ตามจำนวนทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาผู้ค้ำประกันทั้ง 4 รายได้ทยอยชำระหนี้ทุนดังกล่าวจนครบหมดสิ้นแล้ว ตนจึงตัดสินใจโพสต์เรื่องราวผ่านเฟสต์บุ๊คส์เพื่อเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจกับสาธารณชนทั่วไป
ส่วนประเด็นข้อสงสัยถึงจุดเชื่อมโยงในการเข้าไปเป็นผู้ค้ำประกันให้กับ ทพญ.ดลฤดี ทพ.เผด็จ อธิบายว่า โดยข้อเท็จจริงไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ตนรู้จักกับอาจารย์ของทพญ.ดลฤดีอีกทอดหนึ่ง และได้รับไหว้วานให้ช่วยเหลือ ซึ่งตนเห็นว่าถ้าทพญ.ดลฤดีเรียนจบ ะได้กลับมาทำงานรับใช้ประเทศของเรา ก็เลยยอมเซ็นค้ำประกันการขอทุนให้ ซึ่งคนที่เซ็นค้ำประกัน ก็มีตน อาจารย์ของทพญ. จำนวน 2 คน และเพื่อนที่รู้จักกันอีกคนหนึ่ง
ขณะที่ข้อมูลซึ่งถูกนำสืบค้นและมีการนำขยายความในเวลาต่อมา ก็คือ เรื่องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2536 แล้ว เมื่อทางมหาวิทยาลัยมหิดลในขณะนั้นได้เสนอชื่ออาจารย์ดลฤดี เพื่อขอรับทุนไปศึกษาต่อจากรัฐบาล แต่เนื่องจากอาจารย์ดลฤดี เพิ่งเรียนจบและทำงานในมหาวิทยาลัยมหิดลได้เพียง 1 ปีจึงต้องการจัดหาผู้ค้ำประกันให้
โดยหลักสูตรที่ทพญ.ดลฤดีไปเรียนก็เป็นหลักสูตรการศึกษา ในระดับปริญญาโทและมีการขอขยายเพิ่มเติมถึงขั้นปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา รวมใช้เวลาประมาณ 10 ปี และมีการใช้วงเงินทุนประมาณ 10 ล้านบาท
แยกเป็น ทุนการเป็นนักศึกษาที่1 เพื่อศึกษาวิชาการทันตแพทย์ศาสตร์ จำนวนเงินทุน 400,000 บาท จำนวนเงินที่จะต้องรับผิดชอบตามสัญญา ปฏิบัติงานชดใช้ทุน 1 ปี 3 เดือน 1 วัน คิดเป็นจำนวนเงิน 167,025 บาท อัตราดอกเบี้ยระหว่าง 12 พ.ย.2547-12 ต.ค.2549 จำนวนเงิน 33,112.77 บาท (7.5 ต่อปี)
ทุนการศึกษาที่ 2 ตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษาหรือ ฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ จำนวนเงินทุนที่ได้รับระหว่างลาศึกษา จำนวน 615,735.48 บาท จำนวนเงินที่จะต้องรับผิดชอบตามสัญญา บวกเบี้ยปรับอีก 2 เท่า เป็นเงิน 1,847,20644 บาท อัตราดอกเบี้ย ระหว่าง 12 พ.ย.2547 -12 ต.ค.2549 คิด 15 % ต่อปี จำนวน 531,851.53 บาท
และทุนการศึกษาที่ 3 สัญญาการรับทุนรัฐบาล จากทบวงมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาในต่างประเทศ เป็นทุนที่รับจากรัฐบาลไทย และเงินดอนลาร์สหรัฐอเมริกา รวม 9 ปี 4 เดือน 14 วัน จำนวนเงินทุน 8,366,789 บาท จำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญา บวกเบี้ยปรับ อีก 2 เท่า รวมเป็นเงิน 24,983,936.67 บาท อัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ระหว่าง 12 พ.ย.2547 -12 ต.ค.2549 เป็นเงิน 3,438,868 บาท
รวมทั้ง 3 ทุน เป็นเงินที่ต้องชดใช้ 31,118,431 บาท แบ่งจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญา 27,114,599 บาท และอัตตราดอกเบี้ย 4,003,832 บาท"
ทั้งนี้ทุนการศึกษาของรัฐบาลจะมีเงื่อนไขในสัญญาที่แตกต่างกันไป แต่โดยปกติจะมีการชดใช้ 2 รูปแบบ คือ เวลากับเงิน โดยการชดใช้ด้วยเวลา หมายถึงผู้รับทุนต้องกลับมาทำงานชดใช้เป็นเวลา 1 หรือ 2 เท่า จากที่ใช้เวลาเรียนไป และหากไม่กลับมาทำงานก็ต้องชดใช้เป็นเงิน ในกรณีนี้มีเงื่อนไขว่ากรณีไม่ทำงานใช้ทุนจะต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่าจากทุนที่ได้รับ
ส่วนกรณีของเงินก็คือจำนวนเงินที่ผู้รับทุนต้องชดใช้คืนต้นสังกัดตามจำนวนที่เบิกจ่ายไป แต่กรณีของทพญ.ดลฤดีไม่ได้กระทำหรือเลือกในกรณีใด ๆ กรณีหนึ่ง แต่เลือกที่จะแจ้งกับมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2547 ว่าจะไม่ขอกลับมาทำงานใช้ทุนและคืนเงินให้มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะเห็นว่าจำนวนเงิน 30 ล้านบาทเป็นมูลค่าที่สูงเกินไปจากยอดเงินทุนการศึกษา จำนวน 10 ล้านบาทที่เบิกจ่ายไป
จากข้อมูลในส่วนนี้และที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ ก็ต้องยอมรับว่าการกระทำของทพญ.ดลฤดี เป็นพฤติกรรมที่สมควรได้รับการถ่ายทอดต่อสังคม เพื่อความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องทุนการศึกษาต่างประเทศ และยังถือเป็นอุทธาหรณ์สำหรับทุกสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องการอนุมัติทุนการศึกษาให้กับบุคลากร
ขณะที่สาระสำคัญซึ่งทำให้ประเด็นปัญหานี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในกระแสสังคม ก็คือ พฤติกรรมของทพญ.ดลฤดีเอง ที่ถูกตรวจสอบพบจาก ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) ก็คือฐานะทางการเงินของทพญ.ดลฤดีที่มีถิ่นพำนักในสหรัฐอเมริกา
ด้วยบ้านหรูหราระดับราคา 45 ล้านบาท จากการซื้อเมื่อปี 2557 และรายรับในตำแหน่ง Senior Lecturer ต่อปีที่ประมาณ 171,466 – 227,800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6-8.2 ล้านบาท ไม่นับรวมธุรกิจคลินิกทำฟัน ซึ่งมีการประมาณรายได้ประมาณปีละ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันทพญ.ดลฤดีแต่งงานกับสามีชาวอเมริกัน เปลี่ยนโอนสัญชาติเป็นชาวอเมริกัน และขายทรัพย์สินต่าง ๆ ในประเทศจนหมดสิ้นเพื่อย้ายไปอยู่ที่สหรัฐเป็นการถาวรแล้ว
และจากการที่ทพญ.ดลฤดีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสม และได้รับการเรียกร้องจิตสำนึกจากสังคมโซเชียล ทำให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือ นอกจากที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประสานงาน ยังพบด้วยว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่โด่งดังทั่วโลกยังเพิกเฉยกับพฤติกรรมของบุคคลกรในสังกัดรับผิดชอบอีกด้วย
โดยกรณีนี้ นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้นถ้ามองในแง่ของคนที่เบี้ยวไม่ยอมใช้ทุนคืนรัฐบาล ต้องถือเป็นพฤติกรรมที่แย่ เพราะทพญ.ดลฤดีก็ทำงานในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวนมาก แต่ไม่ยอมใช้หนี้ต้องทำให้คนค้ำประกันเดือดร้อนแทน ในทางกลับกันก็ต้องติติงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเช่นกัน เพราะขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดล พยายามประสานไปยัง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่คำตอบที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็คือข้ออ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องประสานไปยังทพญ.ดลฤดีเอง จนทำให้ตนรู้สึกไม่ดีกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเหมือนกับกระแสสังคมที่คิดเห็นตรงกัน ว่าการที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะเลือกรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าเป็นอาจารย์ น่าจะต้องดูเรื่องความมีคุณธรรมประกอบด้วย
ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา โดยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกแห่งหนึ่ง และเป็นหนึ่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยก่อตั้งเมื่อปี 8 กันยายน พ.ศ. 2179 หรือเท่ากับมีอายุจนถึงปี 2559 มากถึง 380 ปีแล้ว
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ถูกยกย่องชื่อเสียงมากในเรื่องคุณภาพทางวิชาการ คุณภาพของอาจารย์ที่สอนและคุณภาพของนักศึกษา โดยศิษย์เก่าและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รับรางวัลโนเบลรวมกัน 75 รางวัล และรางวัลพูลิตเซอร์ 15 รางวัลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 มีคณาจารย์เข้าไปเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายท่าน และได้ผลิตผู้บริหารองค์การทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก ทำให้นักธุรกิจหรือผู้ประสงค์ที่ต้องกรประสบความสำเร็จทางธุรกิจจากทั้งในและนอกประเทศ ต่างขวนขวายดิ้นรนเพื่อเข้าให้ได้เข้าไปเรียนที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้
โดยศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ประกอบด้วย อาทิเช่น
ดร. คุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล
ชุมพล ณ ลำเลียง
บัณฑูร ล่ำซำ
ดร. ประสาร ไตรรัตนวรกุล
ศ. เดชา บุญค้ำ
ศ. ดร.นพ.เทพพนม เมืองแมน
ธารินทร์ นิมมานเหมินท์
ดร. สุรเกียรติ เสถียรไทย
ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณดร. สุวรรณ วลัยเสถียร
ศ. ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
ดร. อัมมาร สยามวาลา
ล่าสุดทพญ.ดลฤดีติดต่อจะขอใช้หนี้ค้างจ่ายทุนการศึกษาพร้อมดอกเบี้ยคืนให้กับผู้ค้ำประกันและมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้ประสานงานขอเบิกค่าใช้จ่ายเงินงบประมาณจากภาครัฐ
