"สนธิญาณ" ชี้! "ธัมมชโย" หนักแน่ DSI ยันชัดคดีฮุบที่ดินวัดความผิดสำเร็จแล้วคืนก็ผิด  จับตาท่าที "พศ." จะบ่ายเบี่ยงอย่างไร?

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่  4 กุมภาพันธ์ 2559  ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

 

สนธิญาณ : สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ก็กลับมาพูดประเด็นนี้วันนี้คิดว่าเป็นเรื่องที่ได้เดินมาถึงจุด ๆ หนึ่งอีกแล้วสำหรับเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับพระธัมมชโย ประเด็นสำคัญที่เราต้องติดตามกันก็คือว่า ดั้งเดิมคดีนี้ได้ดำเนินการมาตามกระบวนการขั้นตอนทั้งหมด คือเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เมื่อกลายเป็นประเด็นขึ้น ขั้นตอนทางกฎหมายก็ได้ดำเนินการ ตั้งแต่พนักงานสอบสวนจนเข้าสู่ขั้นตอนของอัยการและเข้าสู่กระบวนการศาล คดีก็ดำเนินการมาใช้ระยะเวลาเกือบ 7 ปี อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่เรียกว่าจะมีการสืบพยานอยู่เพียงนัดสองนัดก็สั่งปิดคดีแล้ว แต่ปรากฏว่าในปีพ.ศ.2549 เกิดสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการต่อต้านคุณทักษิณ ชินวัตร ขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและปรากฏว่าฟากฝั่งของวัดพระธรรมกายก็ได้มีขบวนการการเคลื่อนไหวที่ไปสนับสนุนและเชื่อมโยงกับรัฐบาลในขณะนั้น การเคลื่อนไหวก็เพื่อที่จะให้มวลชนหรือผู้ที่ศรัทธาวัดพระธรรมกายให้การสนับสนุนคุณทักษิณ ต้องเรียนว่าในขณะนั้นไม่ต้องไปนึกภาพของ นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลยังไม่มีกลุ่มมวลชนใด ๆ คุณทักษิณยังไม่ได้จัดตั้งเตรียมการใด ๆ วัดพระธรรมกายจัดการให้ที่ท้องสนามหลวง คือไม่ได้จัดอย่างเปิดเผยแต่คนที่ไปท้องสนามหลวงแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลกลับกลายเป็นคนที่ใส่ชุดขาวเป็นรถบัสที่รู้ว่ามาจากวัดพระธรรมกาย จากนั้นก็ได้มีการจัดการประชุมเครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในส่วนท้องถิ่นจำนวนนับหมื่นคนที่วัดพระธรรมกายโดยรัฐบาลเป็นผู้จัดประชุม ซึ่งได้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณทักษิณ รัฐบาลของทักษิณและวัดพระธรรมกาย จากนั้นก็นำไปสู่การถอนคดีของอัยการศาล เหตุผลในการถอนคดีก็ต้องกลับไปว่าคดีดังกล่าวคือคดีที่พระธัมมชโยถูกกล่าวหาว่ายักยอกที่ดินวัด และนำพาไปสู่การอาบัติปาราชิกที่กำหนดไว้ ก็ถอนคดีคืนที่ดินให้กับวัดแล้วก็ถือว่าพระธัมมชโยไม่เคยมีความผิดใด ๆ ดังนั้นเรื่องปาราชิกก็ไม่ต้องพูดแล้วจากที่ก่อนหน้านั้นมีลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชออกมาถึง 5 ฉบับว่าการกระทำของพระธัมมชโยนั้นมีความผิดอาบัติถึงขั้นปาราชิก ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็จบลง ณ บัดนั้น นี่ไม่ต้องนับคดีใหม่ที่พูดเรื่องของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ทีนี้ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้มีการรื้อฟื้นมาดูกันในความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้โดย DSI เพราะฉะนั้นในข่าวสารเมื่อกี้ที่คุณสถาพรได้อ่านไปให้ท่านผู้ชมได้รับทราบแล้วว่ามีหนังสือจาก DSI มาถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาเพื่อให้เอาเรื่องเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคมในการที่จะให้ลงนิคหกรรมพระธัมมชโยให้เสร็จ เมื่อต้องอาบัติปาราชิกแล้วตามบัญชาของพระสังฆราชซึ่งเป็นคำสั่งที่ชอบต้องปฏิบัติตาม เนื้อหารายละเอียดเป็นอย่างนั้นแล้ว ผมต้องการจะชี้ประเด็นในทางกฎหมายที่ DSI เขาฟันธงลงไปว่าจะต้องผิดก็เพราะว่าการกระทำของพระธัมมชโยที่เข้าข่าวองค์ประกอบความผิดว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ เบียดบังทรัพย์นั้นให้ตกเป็นของตัวเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติและละเว้นทุจริตโดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา147 และ 157 เหตุผลที่เข้าองค์ประกอบทางความผิดก็ต้องเรียนแบบนี้ว่า DSI ยืนยันหลักฐานว่าการได้มาที่ดินดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการที่มีผู้บริจาคให้วัด เช่นหมายความว่าผมบริจาคให้วัดแล้วพระธัมมชโยเอาไปโอนเข้าเป็นชื่อตัวเอง และหลังจากนั้นก็คืนกลับมา ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อเท็จจริงที่ทางตัวแทนของวัดได้ไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้น หมายความว่าวัดมอบให้ตัวแทนให้ไปติดต่อซื้อที่ดินผืนนี้ และเมื่อดำเนินการซื้อขายก็โอนที่ดินมาเป็นชื่อของพระธัมมชโย ความหมายที่ DSI ตีความก็คือเป็นการเจตนามาตั้งแต่ต้นในการที่จะโกงที่ดินวัดเพราะเวลาไปซื้อเอาเงินวัดไปซื้อแต่เวลาลงชื่อกลับไปลงชื่อตัวเอง ต่างกันตรงที่มีคนบริจาคแล้วไปโอนเป็นชื่อพระธัมมชโยอาจจะเป็นไปได้ว่าคนบริจาคให้พระธัมมชโย โดยผ่านไปที่วัด แต่นี่ไปซื้อมาใช้เงินวัดมาซื้อที่ดินของตัวเอง ความผิดอันเป็นข้อสรุปตรงนี้ของ DSI ที่นำเสนอก็คือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้วย้ำนะครับ ไม่สามารถในการที่จะลบล้างความผิดได้ แม้จะมีการโอนที่ดินกลับมาให้วัดแล้วก็ตามแต่ ดังนั้นเมื่อเป็นความผิดสำเร็จแล้วไม่ว่าเรื่องที่ต้องดำเนินการตามพระธรรมวินัยคือต้องอาบัติปาราชิกขาดความเป็นพระหรือดำเนินคดีตามกฎหมายก็ต้องดำเนินการต่อไป ข้อที่ DSI ดำเนินการไปทำหนังสือถึงมหาเถรสมาคม 2 ข้อ คือให้ต้องอาบัติปาราชิกและให้ มส.พิจารณาความผิดในการดำเนินการกับคณะผู้ปกครองสงฆ์ ผมเรียนนะครับนี่เป็นการดำเนินการตามพระธรรมวินัยแต่สิ่งที่ชัดเจน สิ่งที่ DSI สรุปว่าพระธัมมชโยมีความผิดสำเร็จแล้วตามกฎหมายในเรื่องของการยักยอกที่ดินวัดเป็นเรื่องที่ DSI จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป มิได้สะดุดหยุดลงและเรื่องในการคดีตามกฎหมายไม่ได้เกี่ยวกับ มส. เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับ DSI ในการที่จะดำเนินการฟองร้องต่อไปตามกฎเกณฑ์ขั้นตอนกฎหมายซึ่งต้องไปติดตามต่อไป ข้อสรุป ณ เวลานี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพระธัมมชโยในเวลานี้ถูกดำเนินคดีใน 2 คดีด้วยกันก็คือคดีแรกเรื่องยักยอกที่ดินวัดตามที่ได้รายงานไปแล้ว คดีที่สองคือคดีฟอกเงินที่รับเงินบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จากการที่นายศุภชัย 2คดีที่ถูกดำเนินคดีโดยสภาพทั่วไปแล้วอาการค่อนข้างจะหนักอยู่จะสึกไม่สึกความเป็นพระก็อยู่อีกเรื่องหนึ่ง กลไกการเป็นพระจะดำเนินการอย่างไรก็อยู่ที่มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนา เมื่อ DSI ส่งเรื่องไปตอนนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาจะบ่ายเบี่ยง โยกอย่างไรก็ต้องเรียนว่ากลไกของสำนักงานพระพุทธศาสนาถึงแม้จะเป็นกลไกที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ แต่ต้องเรียนว่าถูกบารมีของวัดพระธรรมกายได้รับผลพวงของวัดพระธรรมกายผู้คนระดับเจ้าหน้าที่ทั้งหลายเป็นลูกศิษย์เกี่ยวเนื่องทั้งสิ้น นี่เป็นเรื่องรัฐบาลคุณสุวพันธ์ ก็ต้องเข้าไปดู เราจะเห็นน้ำเสียงสำนักพุทธฯ หรือรองประธานก็แล้วแต่ มีน้ำเสียงที่ค่อนข้างจะเอนเอียงวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยตลอดมา แต่ก็เรียนแล้วว่าต้องแยกเป็นสองเรื่องเพราะทางฟากฝั่งการดำเนินคดีทางกฎหมายอันนี้ไม่น่ามีใครที่จะมาขัดขวางได้เพราะการที่รัฐบาลไปรื้อคดีขึ้นมาตามข้อร้องเรียนก็แสดงว่ารัฐบาลเอาเรื่องของกฎหมายเป็นตัวตั้งมาพิจารณาความผิดพระธัมมชโย แยกแยะแจกแจงกันให้ชัด

 

 

สถาพร : พระธัมมชโยจะติดคุกไหมครับ

 

 

สนธิญาณ : ผมไม่สามารถที่จะตอบได้ เป็นเรื่องที่จะต้องว่าไปตามขั้นตอนกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตอนนี้ทั้งสองเรื่องอยู่ในมือของพนักงานสอบสวนใหม่อันนี้แจกแจงให้ชัด ท่านผู้ชมก็จะได้เข้าใจว่าอยู่ในมือพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนส่งให้อัยการ อ้ยการก็ต้องดำเนินการฟ้องร้องต่อไป คือพิจารณาหลักฐานถ้าองค์ประกอบมีความผิดก็ฟ้องร้อง ถ้าไม่เข้าข่ายก็ไม่ฟ้องร้อง ถ้าฟ้องร้องแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเสร็จแล้ว จากคดีครั้งก่อน 7 ปีอยู่ในศาลชั้นต้นก็ถือว่าต้องคอยกันอีกยาวนานในการแง่ขั้นตอนการดำเนินคดีตามกฎหมาย เราไม่สามารถจะไปเร่งรัดได้แต่ว่าก็เห็นว่ายุติธรรมได้ทำงานไปตามปกติ ส่วนขั้นตอนการสึกไม่สึกเดี๋ยววันนี้ทางทีนิวส์จะไปตามข่าวให้ท่านผู้ชมได้รับทราบว่าเมื่อเป็นแบบนี้ทางฝ่ายกฎหมายจะดำเนินการอย่างไร ถ้า มส.ไม่ดำเนินการทางฝ่ายกฎหมายจะเข้าไปสึกหรือไม่สึกอย่างไร คือถ้ากลับพระไม่มีอันดับอะไรก็จะเห็นว่าตำรวจคุมตัวไปให้เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด ทำการสึก ส่วนพระธัมมชโยจะสึกไม่สึกก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าที่เรื่องภาพอะไรก็ต้องไปดูตามขั้นตอนแต่งานนี้ไม่ง่ายเพราะขั้นตอนในการปกครองสงฆ์หรือในการดำเนินการเหมือนที่ได้เรียนไปแล้วว่าพระแบ่งเป็น 2 นิกาย คือ ธรรมยุตนิกาย และมหานิกาย ที่ต่างปกครองกันเอง ส่วนมหานิกายเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยก็ลึกซึ้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ต้องถือว่าอาวุโสสูงสุดทางฟากฝั่งสายมหานิกายวันนี้ก็รักษาการอยู่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ฉะนั้นก็ไม่ง่ายนะครับงานนี้แม้จะมีข้อสรุปอะไรก็ตามแต่ เราก็ต้องตามข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้ท่านผู้ชมได้ตามต่อไป