- 04 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ร้อนฉ่ามากขึ้นทุกขณะแล้ว สำหรับสถานภาพของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าจะต้องอาบัติปาราชิก หรือขาดจากความเป็นพระ ได้แล้วหรือไม่
หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานล่าสุดที่ออกมาวินิจฉัย คดีที่พระธัมมชโย ยักยอกทรัพย์สินย์ของวัด และได้ส่งเรื่องไปให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการแล้ว
เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหนังสือมาถึงผู้อำนวยการสำนักงาน พศ. เพื่อให้พิจารณาดำเนินการถึงพฤติการณ์ของพระไชยบูลย์ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ที่น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดอาญา จากกรณีการถือครองที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งจากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม กองบังคับการปราบปราม ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฯลฯ สรุปได้ว่า
การกระทำของพระธัมมชโย ถือว่าเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน "เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต" และ "เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด"
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ทุกประการแล้ว แม้ในภายหลังจะนำทรัพย์ที่ได้ยกยอกไปแล้วมาคืนให้แก่วัดพระธรรมกายก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่ได้กระทำลงไป เพียงเหตุก็เพราะต้องยอมจำนนต่อพยานหลักฐานเท่านั้น หาใช่ไม่เป็นความผิดก็หาไม่
รายงานของดีเอสไอที่มีถึงผอ.พศ. ระบุด้วยว่า การได้มาซึ่งที่ดินในคดีนี้ แทบทุกรายการเกิดจากการให้ตัวแทนไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าของยินยอมยกที่ดินให้กับทางวัดหรือบริจาคเงินให้ทางวัดเพื่อไปซื้อที่ดินให้กับพระธัมมชโยเป็นการส่วนตัว โดยเมื่อซื้อแล้วพระธัมมชโยก็ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินในบัญชีของวัดพระธัมมกายไปซื้อที่ดินดังกล่าวและกลับใส่ชื่อของตัวเอง แทนที่จะเป็นชื่อของวัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
อีกทั้งมีการประวิงเวลาไม่ยินยอมคืนทรัพย์สินให้แก่วัด กลับต่อสู้ทางคดี โดยคิดว่าจะชนะคดี ซึ่งการต่อสู้ในเรื่องนี้ใช้เวลานาน 7 ปี และรู้อยู่แล้วว่า หนทางเดียวที่จะทำให้พนักงานอัยการถือเป็นสาเหตุในการถอนฟ้องคดี จึงยินยอมคืนทรัพย์สินให้ทางวัด การกระทำเช่นนี้มีเจตนาในการกระทำความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วกลับกลายมาเป็นไม่มีความผิดไปได้ ซึ่งพระลิขิตของพระสังฆราชฯ (ฉบับที่ 3) ยืนยันการกระทำผิดนี้ชัดเจนว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ
รายงานระบุอีกว่า ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 8 บัญญัติว่า "สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎหมายมหาเถรสมาคม" เมื่อพระองค์ทรงมีพระวินิจฉัยในกรณีของพระธัมมชโยแล้ว มหาเถรสมาคมย่อมต้องสนองพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราชประทานมาทั้งหมด ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 193/2542 ให้สนองพระดำริโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎหมายมหาเถรสมาคม
แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการติดตามผลการดำเนินการเพียงเรื่องเดียวคือ ติดตามรับมอบและคืนที่ดินอันเป็นของวัดพระธรรมกายเท่านั้น ซึ่งถึงบัดนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคมยังไม่ได้มีมติตัดสินหรือรับรองว่า พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตจของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2542 แต่อย่างใด ยังไม่ได้มีการพิจารณาการลงนิคหกรรมพระธัมมชโยให้ต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน(การประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2558 มติมหาเถรสมาคมที่ 121/2558) ทั้งที่ผลการดำเนินคดีทางโลกได้เสร็จสิ้นแล้ว
รายงานระบุต่อว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพศ. ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง เพียงแต่รายงานผลการดำเนินงานเรื่องอื่น เช่น การมอบคืนทรัพย์ให้กับทางวัด รวมไปถึงการออกคำสั่งทางปกครองให้ทางวัดพระธรรมกายปฏิบัติการตามกฎระเบียบและให้เคร่งครัดในพระวินัย แต่ยังไม่ได้สนองงานตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชให้ครบถ้วนในทุกประเด็น โดยเฉพาะการลงนิคหกรรมแก่พระธัมมชโยที่ต้องอาบัติปาราชิกตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพระบัญชา โดยจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมโดยรับสนองงานตามบัญชา
ในตอนท้ายของหนังสือดังกล่าว แจ้งว่า ดีเอสไอเห็นว่า ยังคงมีประเด็นที่มหาเถรสมาคมจะต้องพิจารณาดำเนินการต่อไปใน 2 กรณีคือ
1.การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2.การพิจารณาความผิดและการดำเนินกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ขั้นต้น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการตามข้อ 1
นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งแล้วที่หน่วยงานรัฐได้ออกมาย้ำว่า พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก แต่ที่ผ่านมามหาเถรสมาคมก็เพิกเฉย เข่นเดียวกับสำนักพุทธ จนถูกตั้งข้อสังเกตุว่างานนี้ส่วนได้เสียกับความพยายามปกป้องพระธัมมชโยหรือไม่
บุคคลและหน่วยงานที่ออกมาระบุว่าพระธัมมชโยต้องปาราชิกมีดังต่อไปนี้
1.พระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช
2.หนังสือจากผู้ตรวจการแผ่นดินถึงนายกรัฐมนตรีให้ใช้ม.44
3.นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่าใช้กฎหมายปกติ
4.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า"ในโลกนี้ใครทำผิดมันปิดบังกันไม่ได้ ใครดีใครชั่วปิดกันไม่ได้ มันจะออกมาเป็นระยะ”
5.ดีเอสไอส่งหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการให้พระธัมมชโยปาราชิก
เท่าที่เห็นก็หมายความว่า ไม่รู้จะกี่ครั้งแล้วที่หน่วยงานรัฐซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายออกมาตอกย้ำว่าพระธัมมชโยต้องปาราชิก แต่ทว่าองค์กรปกครองฝ่ายสงฆ์กลับเพิกเฉย จนเต็มไปด้วยข้อครหาว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับวัดพระธรรมกายและต้องการปกป้องพระธัมมชโยหรือไม่
และที่สำคัญถ้าหากเปิดข้อกฎหมายดูแล้ว ก็จะพบว่าทั้ง 2 องค์กรปกครองฝ่ายสงฆ์น่าที่จะมีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
หมวด 2 มหาเถรสมาคม
มาตรา ๑๕ ทวิ มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม
(๒) ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
(๓) ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์
(๔) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
เพื่อการนี้ ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้และจะมอบให้พระภิกษุรูปใดหรือคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๑๙ เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่งก็ได้
มาตรา ๑๕ จัตวา เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมจะตรากฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดโทษหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ก็ได้
พระภิกษุและสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่ง ถึงขั้นให้สละสมณเพศต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ
หมวด ๔ นิคหกรรมและการสละสมณเพศ
มาตรา ๒๔ พระภิกษุจะต้องรับ นิคหกรรม ก็ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิด พระธรรมวินัย และนิคหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุก็ต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรมวินัย
มาตรา ๒๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๔ มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมกำหนดหลักเกณฑ์และวิธิการปฏิบัติ เพื่อให้การลงนิคหกรรมเป็นไปโดยถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม และให้ถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายที่มหาเถรสมาคมจะกำหนดในกฎมหาเถรสมาคม ให้มหาเถรสมาคมหรือพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ตำแหน่งใดเป็นผู้มีอำนาจลงนิคหกรรมแก่พระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย กับทั้งการกำหนดให้การวินิจฉัยการลงนิคหกรรมให้เป็นอันยุติในชั้นใด ๆ นั้นด้วย
มาตรา ๒๖ พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น
มาตรา ๒๗ เมื่อพระภิกษุใดต้องด้วยกรณีข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ต้องคำวินิจฉัยตามมาตรา ๒๕ ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึกแต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น
(๒) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ
ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฏมหาเถรสมาคม
พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามวรรคสอง ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น
เพียงแค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่า มหาเถรสมาคมมีอำนาจเต็มที่จะสั่งการหรือดำเนินการเรื่องใดๆให้เป็นไปตามความเรียบร้อยและหลักพระธรรมวินัย
มิหนำซ้ำยังมีการออกกฎมส.มาสำทับเข้าไปอีกดังนี้ แต่ที่ผ่านมากลับเพิกเฉยและไม่ดำเนินการ ให้เป็นไปตามพรบ.คณะสงฆ์
นิคหกรรม (อ่านว่า นิก-คะ-หะ-กำ) แปลว่า การข่ม เป็นวิธีการลงโทษภิกษุตามพระธรรมวินัยเพื่อให้เข็ดหลาบ นิคหกรรม ใช้สำหรับลงโทษภิกษุผู้ทำเสียหาย เช่นก่อการทะเลาะวิวาทบาดหมาง ทำความอื้ฉาว มีศีลวิบัติ ติเตียนพระรัตนตรัย เล่นคะนอง ประพฤติอนาจาร ลบล้างพระบัญญัติ ประกอบมิจฉาชีพเป็นต้น
นิคหกรรม เป็นกิจที่พึงทำอย่างหนึ่งของผู้ปกครองหมู่คณะ เป็นคำคู่กับปัคหะคือการยกย่อง ทั้งสองอย่างนี้เป็นเครื่องมือในการปกครอง มีความสำคัญเท่าๆ กัน
ทั้งนี้เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งสงฆ์ เมื่อมีผู้ประพฤติมิชอบ สมควรแก่นิคหกรรม พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานอนุญาตให้สงฆ์ทำนิคหกรรมแก่ผู้นั้นตามพระธรรมวินัย
นิคหกรรม ในปัจจุบัน มีกฎของคณะสงฆ์เพื่อการนี้เรียกว่า กฎนิคหกรรม แต่ใช้ในกรณีความผิดที่ร้ายแรง หรือ คุรุกาบัติ และต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัยเท่านั้น
นิคหกรรม ที่ระบุไว้ในพระธรรมวินัยมี 6 วิธี คือ
ตัชนียกรรม ข่มไว้ด้วยการตำหนิโทษ
นิยสกรรม ถอดยศ ทำให้หมดอำนาจหน้าที่
ปัพพาชนียกรรม ขับไล่ออกจากหมู่คณะ ให้สึก
ปฏิสารณียกรรม บังคับให้ขอขมาเมื่อล่วงเกินคฤหัสถ์
อุกเขปนียกรรม ตัดสิทธิ์ที่จะพึงได้บางอย่าง
ตัสสาปาปิยสิกากรรม ลงโทษหนักกว่าความผิดฐานให้การกลับไปกลับมา
กฎมหาเถรสมาคมฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม
ข้อ ๙ การลงนิคหกรรมเกี่ยวกับความผิดของพระภิกษุทรงสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นต่าง ๆ ถ้าเป็น
(๑) พระราชาคณะชั้นสามัญหรือชั้นราช ซึ่งดำรงตำแหน่งต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัดหรือมิใช่ผู้ปกครองสงฆ์ ให้นำความในข้อ ๗ (๔) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๒) พระราชาคณะชั้นเทพ ซึ่งดำรงตำแหน่งต่ำกว่าเจ้าคณะภาค หรือมิใช่ผู้ปกครองคณะสงฆ์ ให้นำความในข้อ ๗ (๕) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๓) พระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไป ซึ่งดำรงตำแหน่งปกครองสงฆ์หรือมอใช่ผู้ปกครองสงฆ์ ให้นำความในข้อ ๗ (๗) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ถ้าพระราชาคณะรูปนั้นดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ให้เจ้าอาวาสเจ้าสังกัดเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้นอีกรูปหนึ่งเฉพาะในกรณีไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรม
ปัจจุบันพระธัมมชโย อยู่ในตำแหน่ง พระเทพญาณมหามุนี หรือเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ก็จะต้องนำเอาข้อ 9 (2) มาบังคับใช้ ซึ่งระบุว่า ให้นำความในข้อ ๗ (๕) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๗ การลงนิคหกรรมเกี่ยวกับความผิดของพระภิกษุผู้ปกครอง ซึ่งดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(๕) เจ้าคณะจังหวัด หรือรองเจ้าคณะภาค
ก. ถ้าความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตภาคสังกัดอยู่ ให้เป็นอำนาจของเจ้าคณะภาคเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา ส่วนในกรณีไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้น ให้เป็นอำนาจของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ซึ่งประกอบด้วย เจ้าคณะใหญ่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ เจ้าคณะภาคเจ้าสังกัด ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะใหญ่เลือกเจ้าคณะภาคในหนนั้นเข้าร่วมอีก ๑ รูป
ข. ถ้าความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตจังหวัดที่มิได้สังกัดอยู่ ให้เป็นอำนาจเจ้าคณะภาคเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา ส่วนในกรณีไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้น ให้เป็นอำนาจของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ซึ่งประกอบด้วย เจ้าคณะใหญ่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ เจ้าคณะภาคเจ้าสังกัด ถ้าไม่มีรองเจ้าคณะใหญ่เลือกเจ้าคณะภาคในหนนั้นเข้าร่วมอีก ๑ รูป
ทั้งนี้จากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์พบว่าเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งอยู่ในเขตปกครองจังหวัดปทุมธานี ที่ตั้งของวัดพระธรรมการก็คือ
เจ้าคณะภาค 1 คือ
พระราชวิสุทธิเวที
(สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9)
วัดชนะสงคราม
แขวงชนะสงคราม
เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร 10200
เขตปกครอง 4 จังหวัด ประกอบด้วย
นนทบุรี
ปทุมธานี
สมุทรปราการ
ขณะที่ในวันนี้ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ ไปตรวจสอบที่ วัดชนะสงครามแขวงชนะสงครามเขตพระนครกรุงเทพมหานคร รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ติดตามจากรายงาน
