- 04 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องจากวานนี้ ( 3 ก.พ.) ก็คือเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอถูกกลุ่มชายฉกรรจ์และพ่อแม่ค้าในตลาดโรงเกลือกว่าร้อยคนรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองลึก ขณะนำกำลังเข้าจับร้านขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว
ล่าสุดดีเอสไอได้ออกแถลงการณ์เอกสารข่าวอีกหนึ่งฉบับ ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลบนเฟสบุ๊คส์ โจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ว่าเป็นไปโดยไม่สุจริต และปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสืบเนื่องจากการไม่ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนเข้าปฏิบัติการ เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.กรณีดังกล่าวนี้ดีเอสไอได้รับการร้องขอจากสถานเอกอัครราชฑูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย มาตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2558 โดยขอให้ปราบปรามจับกุมผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทน้ำหอมซึ่งมีจำนวนมากบริเวณตลาดโรงเกลือ ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้ทำการสืบสวนเป็นสำนวนสืบสวนที่ 141/2558 จนพบว่ามีมูลความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก โดยเฉพาะขบวนการทำธุรกิจผิดกฎหมายขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ อันอยู่ในอำนาจที่จะดำเนินการตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีดีเอสไอจึงมีคำสั่งให้สอบสวนเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ ต ามคดีพิเศษที่ 7/2559 เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
2.ก่อนเกิดเหตุ หรือตรงกับ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำพยานหลักฐานขอหมายค้นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน 3 จุด ซึ่งศาลได้ตรวจพยานหลักฐานและอนุมัติหมายค้นให้ตามขอ โดยขอเข้าตรวจค้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 น.
3.ในวันเกิดเหตุ หรือ ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักปฏิบัติการพิเศษ ประมาณ 50 คน และตัวแทนผู้เสียหาย ได้เข้าตรวจค้นตามหมายทั้งสามจุด เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและแสดงหมายค้นให้เจ้าของสถานที่ทราบ ซึ่งจากการตรวจค้นทั้งสามจุดพบของกลางเป็นน้ำหอมยี่ห้อต่างๆรวมแล้วมากกว่า 20,000 ขวด และมีการควบคุมผู้ครอบครองไว้เพื่อบันทึกจับกุม
ระหว่างนั้นเริ่มมีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชา เข้ามาล้อมส่งเสียงข่มขู่เจ้าหน้าที่และเริ่มขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทะยอยขนของกลางขึ้นใส่รถที่เตรียมไว้กลุ่มมวลชนซึ่งมีแกนนำได้กรูเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าทีทันที จนมีจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ทางราชการได้รับความเสียหาย นอกจากนี้กลุ่มมวลชนยังได้ลงมือชิงตัวผู้ต้องหาและของกลางที่เจ้าหน้าที่ขนขึ้นรถออกมาบางส่วนกลับคืนไปด้วย โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง
ส่วนประเด็นการประสานงานในพื้นที่ซึ่งเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.การสอบสวน ฯ มาตรา 22/1 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษในการขอสนธิกำลังกับหน่วยงานกรณีมีเหตุจำเป็น ซึ่งหากเป็นกรณีปกติเพียงกำลังเจ้าหน้าที่ของกรม 50 นาย สามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องแจ้งประสานขอสนธิกำลัง แต่มีข้อสังเกตของการเข้าปิดล้อมของมวลชนต่างชาติในครั้งนี้ที่กระทำโดยรวดเร็ว มีแกนนำเป็นขั้นเป็นตอน จึงอาจมีผู้อยู่เบื้องหลังมวลชนซึ่งอาจเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากขบวนการค้าสิ่งของละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและอาจเป็นความผิดอาญาเรื่องฟอกเงินซึ่ง ดีเอสไอจะได้สืบสวนขยายผลต่อไป
แน่นอนว่าถ้าพิจารณาจากข้อมูลของดีเอสไอ ต้องถือว่ากรณีการค้าขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในตลาดโรงเกลือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเป็นปมปัญหาเศรษฐกิจที่ทับซ้อนกับปมอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะมีพ่อค้าชาวกัมพูชาเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะกลุ่มทุนและใช้มวลชนกัมพูชาเป็นเครื่องมือในการปกป้องธุรกิจมืดที่แฝงตัวอยู่ภายในตลาดโรงเกลือ
สอดคล้องกับท่าทีของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่เห็นว่าการแก้ไขปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในตลาดโรงเกลือ เป็นประเด็นที่ต้องพยายามอย่างจริงจังเพื่อทำให้ต่างประเทศได้เห็น ในทางตรงข้ามถ้าปัญหานี้ถูกรับรู้ว่าเกิดขึ้นแล้วไม่มีการแก้ไขต่อไปจะส่งผลให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลเสียถึงการค้า การลงทุนและแรงงานในระยะยาว ประเด็นสำคัญก็คือกรณีนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าปฏิบัติตามกฎหมาย แต่กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงในเชิงปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย จึงยิ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ต้องพิจารณาการใช้อำนาจรัฐให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะถ้าไปเกิดขึ้นกับพื้นที่อื่น ๆ ต่อเนื่องจะทำให้การทำหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมายมีความยากลำบาก และคงไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมเท่านั้นแต่ต้องถือเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้ไขกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย
ทั้งนี้จากข้อมูลของหน่วยราชการพบว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่ที่มีการกระทำความผิดว่าด้วยการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถึง 15 จังหวัดหลัก และตลาดโรงเกลือ ใน จ.สระแก้ว ก็ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีเอสไอบ่งชี้เป็นพื้นที่เป้าหมายในการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง
โดยจังหวัดที่ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่สีแดง ตามข้อมูลของ ศูนย์ปฏิบัติการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประกอบด้วย อาทิเช่น กรุงเทพมหานคร , ชลบุรี , เชียงใหม่ , ประจวบคีรีขันธ์ , ภูเก็ต , สงขลา , ชลบุรี , นนทบุรี , ปทุมธานี , นครราชสีมา , ขอนแก่น รวมถึง สระแก้ว เป็นต้น
ยิ่งเฉพาะกรณีของตลาดโรงเกลือ ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นกรณีล่าสุดของการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ค้า ถูกยอมรับจาก นายทรงยศ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สระแก้ว ว่า สภาพตลาดโรงเกลือปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากปี 2536 ซึ่งถือว่าตลาดโรงเกลือเป็นตลาดสินค้ามือสองที่ใหญ่ระดับประเทศ และมีอัตราค่าเช่าเพียง 300-400 บาทต่อเดือน แต่ขณะนี้มีการนำพื้นที่เช่าจากอบจ.สระแก้ว ไปปล่อยต่อในราคาสูงถึง 3 – 4 หมื่นบาทต่อเดือน ในส่วนที่เป็นพื้นที่เอกชนหรือตลาดโกลเด้น เกต พลาซ่า ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากการชูจุดขายสินค้าจากกัมพูชาเป็นสินค้าแบรนด์เนมก็อปปี้ หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กว่าครึ่งตลาด จนทำให้ภาพลักษณ์ของตลาดโรงเกลือวันนี้ กลายเป็นตลาดสินค้าก็อปปี้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแล้ว
และที่น่าสนใจจากการค้นข้อมูลในโลกโซเชียลปัจจุบัน พบว่านอกจากตลาดโรงเกลือไม่ได้เป็นเฉพาะตลาดขายปลีกสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังการนำชื่อตลาดโรงเกลือไปเปิดเป็นตลาดค้าส่งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเอิกเกริก อาทิเช่น เฟสบุ๊คส์ที่ใช้เชื่อว่า “กระเป๋าแบรนด์เนมตลาดโรงเกลือค้าส่ง” ที่มีการลงภาพและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าประเภทกระเป่า รองเท้า และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งก๊อปปี้รูปลักษณ์จากสินค้าแบรนด์เนมไว้เป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันกับข้อมูลของศูนย์ประสานงานทรัพย์สินทางปัญญา พบว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เฉพาะในส่วนของกรมศุลกากร คิดเป็นมูลค่าสูงมาก อาทิเช่น
ปี 2553 มีมูลค่าสินค้าละเมิดที่ถูกจับกุมรวม 120,453,899 ล้านบาท
ปี 2554 มูลค่า 132,502,410 ล้านบาท
ปี 2555 มูลค่า 148,105,535 ล้านบาท
ปี 2556 มูลค่า 116,552,746 ล้านบาท
ปี 2557 มูลค่า 74,757,165 ล้านบาท
ปี 2558 (พ.ค.) 139,200,824 ล้านบาท
ส่วนสินค้าที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2558 มีดังนี้
1.กระเป๋าชนิดต่าง ๆ มูลค่า 54,244,538 ล้านบาท
2.แว่นตา แว่นกันแดด กรอบแว่นตา มูลค่า 28,703,368 ล้านบาท
3.รองเท้า มูลค่า 16,399,417 ล้านบาท
4.เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย มูลค่า 12,766,994 ล้านบาท
5.อุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต มูลค่า 6,422,156 ล้านบาท
