ประสบการณ์จริง : "ขอบคุณที่มาเตือนผม" ... แด่พ่อ 4 ปีที่ล่วงลับ

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"วันเวลาที่เหลือใช้ไปกับความเหงา ก็ไม่รู้จะทนปวดร้าวได้นานสักเท่าไหร่ ไกลกันคนละฟ้าตัวเธอได้ยินไหม ใจมันเพ้อครวญครางว่ารักได้ยินไหมเธอ ขาดเธอเหมือนใจจะขาดหาย เจ็บปวดใจ ไม่อยากทนรับรู้ความจริง เธอจากไปแล้ว" เสียงเพลงจากวงแคลช เข้ากระทบโสตประสาททุกครั้ง เมื่อผมมองดูรูปพ่อที่ตั้งไว้หัวเตียงนอน ...

 


ความถวิลหาตลอดเวลา 4 ปีที่พ่อจากไป ก่อให้เกิดคำถามในห้วงความคิดเสมอมา "พ่ออยู่บนนั้นสบายดีหรือเปล่า ?" แต่เดิมบ้านที่เคยอบอุ่นสนุกสนานเฮฮากลับกลายเป็นความเงื่องหงอย ถึงแม้เวลาจะล่วงผ่านมานานพอควรแต่ผมกลับไม่คุ้นชินกับสภาพ "เหงา" ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ เมื่อพ่อผู้เปรียบดุจ "หัวเรือใหญ่" ของครอบครัวต้องสิ้นชีวิตลง ผมเฝ้าถามตัวเองเสมอว่า "ใครกันเล่าจะคอยว่ากล่าวตักเตือนเมื่อครั้งทำผิดพลาด ... ใครกันเล่าจะคอยให้กำลังใจเวลารู้สึกเหนื่อยท้อ ... ใครกันเล่าจะคอยยินดีครั้นประสบความสำเร็จ ... ใครกันเล่าจะคอยเป็นฮีโร่คอยปกป้องครอบครัวเฉกเช่นพ่อได้อีก ??"

 


เช้าตรู่ของวันที่ 30 ต.ค. 2554 ขณะที่ญาติพี่น้องยืนรายล้อมเตียงนอนของพ่ออยู่นั้น ทุกคนเพ่งมองร่างอันผอมซูบ ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ของพ่อ ด้วยสายตาหม่นเศร้าเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าชะตาที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะเป็นเช่นใดต่อไป จนกระทั่งสายแก่ๆ พ่อก็จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งปอด ในวัยเพียง 56 ปีเท่านั้น คราบน้ำตาแปดเปื้อนบนใบหน้าทุกคนโดยไม่ทันได้รู้ตัว ... ขณะที่คราบน้ำตายังไม่ทันเหือดแห้ง เสียงรถคันหนึ่งก็ดังแผดเข้ามาถึงในบ้าน ทำให้พวกเราทุกคนต้องหันมองไปยังที่มาของเสียงจึงรู้ว่าเป็นรถตู้จาก "มูลนิธิ" เพื่อจะมาจัดการศพพ่อ พอรถแล่นมาจอดขนาบประตูรั้ว พนักงาน 4 คน ก็เดินดิ่งตรงเข้ามาในบ้าน เป็นอันว่าร่างไร้วิญญาณของพ่อถูกบรรจุใส่โลงเสร็จสรรพ พร้อมเคลื่อนไปสู่วัดใกล้บ้าน จากนั้นรถตู้เก่าโซคันเดิมก็บึ่งออกไป โดยมีผม พี่สาวและแม่นั่งรวมอยู่ด้วย ... ขณะที่รถแล่นออกจากซอย ผมนั่งจ้องศพพ่อตลอดเวลา นึกถึงช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะพาผมมาทำบุญที่วัดนี้เป็นประจำ ตั้งแต่เด็กยันโต จนหลวงพ่อจำหน้าตาได้เป็นอย่างดี เราทั้งสองต่างมีความผูกพันกับวัดนี้ ครั้นพอท่านสิ้นอายุขัยลง การตัดสินใจฝากร่างไว้ ณ วัดแห่งนี้ แทบไม่ต้องมีข้อสงสัยแม้แต่น้อย

 


รถตู้สีขาวเก่าคร่ำคันเดิมที่มีโชเฟอร์ร่างใหญ่ ผิวสีคล้ำ พาครอบครัวผมมาถึงวัดในเวลาไม่กี่นาที เมื่อถอยเข้าซองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนมูลนิธิทั้ง 4 ก็ยกโลงศพของพ่อลงจากรถ ก่อนจะนำมาตั้งไว้บนศาลา จากนั้นยกศพออกจากโลงอีกครั้งเพื่อรอทำพิธีรดน้ำ เมื่องานของพวกเขาเสร็จสิ้นลง หนึ่งในสี่คนก็รับเงินจากแม่ตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนขับรถออกจากวัด เป็นอันว่าหมดภารกิจของเขาแล้ว ...

 


ตะวันเริ่มอ่อนแสงลงแล้ว เวลาก็เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ช่วงเย็น ร่างไร้วิญญาณของพ่อยังนอนแผ่นิ่งอยู่บนเตียง มือข้างขวาขาวซีดยื่นออกมารอแขกเหรื่อผู้ที่จะมารดน้ำท่านเป็นครั้งสุดท้าย เวลาผ่านไปพร้อมๆที่ญาติพี่น้อง คนรู้จักมากหน้าหลายตารวมถึงเพื่อนๆของทั้งผมและพี่สาวทยอยกันมาจนเกือบเต็มศาลา คิวรดน้ำศพพ่อนั้นยาวเหยียด ... หลังจากแขกรดน้ำเรียบร้อยแล้ว ศพก็ถูกบรรจุใส่หีบอีกครั้งหนึ่ง ยกขึ้นตั้งบนแท่นวาง พร้อมสวดในคืนแรก คืนนั้นทุกคนนั่งฟังสวดพระอภิธรรมด้วยสีหน้าหมองเศร้า รอยยิ้มมีแต่เพียงตอนทักทายกันเท่านั้น จนกระทั่งสิ้นเสียงสวดของพระทั้ง 4 รูปในคืนแรก ทุกคนต่างขอตัวกลับ โดยมีผมและพี่สาวยืนส่งอยู่ด้านหน้าศาลา หลังจากส่งแขกเรียบร้อยแล้ว เราทั้ง 3 คนก็กลับมาที่ศพพ่อเพื่อจุดธูปกล่าวลา ก่อนจะเดินทางกลับ

 


ระหว่างทางกลับบ้าน ... จู่ๆฝนตกลงมาซาๆ ชวนให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยผ่านสุขร่วมทุกข์ต่างๆนานากับพ่อขึ้นมา ผมนั่งจ้องสายฝนที่พร่างพรมสู่พื้น มันบีบคั้นอารมณ์ความเศร้าให้ทะลักล้นขึ้นมา จนในที่สุดก็ไม่อาจต้านทานแรงกดทับนั้นได้ น้ำตาจึงไหลเอ่อท้นโดยที่ผมไม่อาจขัดขืน นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมร้องไห้โดยให้คนในครอบครัวเห็น ...

 


เมื่อมาถึงบ้าน ผมจัดแจงนำใบทับทิมผสมกับน้ำมาล้างหน้าตามความเชื่อของคนโบราณ โดยมีแม่และพี่สาวรอล้างเช่นกัน เมื่อทุกคนชำระล้างหน้าตาเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินเข้าบ้าน ผมมุ่งตรงไปคว้าผ้าเช็ดตัวก่อนที่จะปลีกตัวไปอาบน้ำ พออาบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สวมใส่เสื้อผ้าเตรียมพร้อมที่จะนอน ครั้นเมื่อล้มตัวลงนอนบนโซฟาที่ห้องรับแขก ขณะกำลังข่มตาหลับ ทันใดนั้นเอง ! ผมก็ได้ยินเสียงเคาะตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่เหนือโซฟา ... "ปัง ปัง ปัง" ผมสะดุ้งเฮือก !! ลุกขึ้นมานั่งด้วยความตกใจ กวาดสายตามองดูรอบๆตู้ แต่กลับไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆปรากฏให้เห็นเลย

 


ด้วยความสงสัย ผมจึงเปิดตู้สำรวจดูภายในเพื่อค้นหาที่มาของเสียง ... แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ผมต้องตะลึง !!! เสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้ อยู่ดีๆมันหล่นลงเสียอย่างงั้น อ้าวเฮ้ย !!! แล้วมันจะหล่นลงมาได้ยังไงกัน ?? ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง ... จากนั้นจึงหยิบเสื้อเหล่านั้นแขวนกลับที่เดิม เมื่อนั่งลงบนโซฟา ยังคงอึ้งกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ ... ผมนั่งคิดทบทวนอยู่สักพักจึงสรุปได้ว่าต้องเป็นผีแน่ๆ ?? ความกลัวผุดวาบขึ้นในใจ ขนลุกชันทั้งตัว สันหลังเย็นวาบ เหงื่อไหลพลั่ก ทั้งๆที่อากาศไม่ได้ร้อนสักนิด เพื่อสยบความกลัวที่เกิดขึ้น ผมจึงตัดสินใจสวดมนต์ ไม่น่าเชื่อเลยว่าพลังอำนาจของการสวดมนต์และแผ่เมตตานั้น จะทำให้ความกลัวสลายตัวลงไปได้ เมื่อจิตใจสงบ ลืมเรื่อง "ผี" จนหมดสิ้น ผมจึงเอนตัวลงนอน จนกระทั่งผล็อยหลับไปในที่สุด

 


การสวดพระอภิธรรมผ่านคืนที่ 2 เป็นไปอย่างราบรื่น มีแขกหน้าใหม่เข้ามาร่วมงานแต่ไม่มากนัก ผมและครอบครัวก็ปฏิบัติหน้าที่เสมือนกับคืนแรก และก็เฉกเช่นเดียวกับคืนสุดท้าย ... วันเวลาแห่งการฌาปนกิจเดินทางมาถึง ความโศกเศร้าหนักหน่วงราวกับแบกหินก้อนใหญ่ที่แผ่วจางลงเมื่อ 2 วันก่อนก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เมื่อผมห่มผ้าจีวรสีเหลืองอมส้ม พร้อมหยิบสังฆาฏิขึ้นมาพาดบ่า เพื่อพาพ่อขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ... "นี่จะเป็นวันสุดท้ายที่จะเจอหน้าพ่อแล้วหรือ"

 


ท้องฟ้าขุ่นคลักเต็มไปด้วยกลีบเมฆหนาเตอะ หอบความเศร้าถาโถมเข้ามาสู่ก้นขั้วหัวใจอีกครั้ง หลังเห็นควันดำทะมึนระบายออกจากปล่องเมรุ ก่อนที่จะปลิวหายไปกับสายลมในอากาศ แม้คนรอบข้างจะคอยปลอบโยน ทว่าความเศร้าไม่สามารถทุเลาลงได้เลย ... "นี่พ่อจากผมไปจริงๆแล้วหรือ" ความรู้สึกนี้มันตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า มันบีบคั้นเสียจนไม่มีที่ให้ความอดทนแทรกตัวเข้าไปได้เลย น้ำตา ! น้ำตาจึงไหลรินลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันพรั่งพรูมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า ...

 


ผมรู้ว่านับแต่นี้จะเห็นท่านเพียงในรูปเท่านั้น ...

 

 

 

 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป ...