- 09 ก.พ. 2559
เจาะลึก !! ดีลทุ่มทุนซื้อ "บิ๊กซี" จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ.. สู่แผนกินรวบ "ธุรกิจค้าปลีกไทย" !??
อีกประเด็นหนึ่งที่ยังคงพูดถึงอย่างกว้างขวางในกระแสทุนธุรกิจค้าปลีกไทย สำหรับการเข้าซื้อหุ้น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ของ บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจการลงทุนของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ท่ามกลางข้อคำถามว่าดีลธุรกิจมูลค่ากว่า 1.22 แสนล้านบาทครั้งนี้ จะเกิดผลดีผลเสียต่อตลาดการค้าปลีกรวมถึงผู้บริโภคคนไทยอย่างไรในอนาคต
ทั้งนี้ในส่วนรายละเอียดของแผนการเปลี่ยนผ่านการเป็นถือหุ้นใหญ่ของบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ดังกล่าว เป็นไปตามข้อตกลงระหว่าง กลุ่มคาสิโน กรุ๊ป กับ บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการซื้อขายหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม จำนวน 483,077,600 หุ้น คิดเป็นหุ้นจำนวน 58.56% ของหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมดของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในราคาหุ้นละ 252.88 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.22 แสนล้านบาท
แบ่งเป็นการขายหุ้นโดยตรงจำนวน 264,797,600 หุ้น หรือเท่ากับ 32.10 % ของหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมด จากกลุ่มคาสิโน กรุ๊ป ในชื่อ GEANT INTERNATIONAL B.V และอีก 218,280,000 หุ้น หรือ คิดเป็นจำนวน 26.46 % ของหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมดของกลุ่มคาสิโน กรุ๊ป แต่ถือครองในชื่อของ บริษัท เสาวนีย์โฮลดิ้งส์
ซึ่งจากข้อมูลการถือหุ้นในลักษณะดังกล่าว ทำให้มีข้อพิจารณาว่า บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่มี นายโรเบิร์ต เจมส์ ซิสเซล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมกับอีก 7 กรรมการที่เป็นชาวต่างชาติ ถือเป็นธุรกิจทุนข้ามชาติเช่นเดียวกับอีกหลายบริษัท ซึ่งใช้วิธีการหลบเลี่ยงสัดส่วนการถือครองหุ้น ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นประเด็นที่ต้องแยกพิจารณาออกไป ว่าเพื่อเลี่ยงปัญหาการออกกฎหมายนอมินีของไทยในระยะหลัง ๆ หรือไม่ อย่างไร นอกเหนือจากเป้าหมายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ทางธุรกิจของกลุ่มคาสิโน กรุ๊ป เอง
ขณะที่ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ระบุโครงสร้างผู้ถือหุ้น 5 อันดับแรก เป็นดังนี้
ผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน (%)
1. บริษัท เสาวนีย์โฮลดิ้งส์ จำกัด 218,280,000 26.46
2. GEANT INTERNATIONAL B.V. 194,220,000 23.54
3. GEANT INTERNATIONAL BV 70,577,600 8.55
4. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 59,547,443 7.22
5. MRS. ARUNEE CHAN 28,479,214 3.45
ส่วนทางด้าน กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ TCC Group เป็นกลุ่มธุรกิจลงทุนค้าขายสินค้าให้โรงงานสุรา ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2503 ภายใต้เม็ดเงินของนายเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ก่อนจะขยายกิจการค้าเป็นโรงงานสุราสัมปทาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกหลายประเภทในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำเมา น้ำตาล ฯลฯ
จนในยุคหลัง TCC GROUP ได้เพิ่มไลน์การลงทุนเข้าสู่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น การเข้าซื้อกิจการในกลุ่มโรงแรมอิมพีเรียล กลุ่มนอร์ธปาร์ค กลุ่มพันธ์ทิพย์ รวมถึงยังลงทุนในกิจกการค้าอื่น ๆ อาทิ กลุ่มเบอร์ลี่ยุคเกอร์ กลุ่มประกันภัย ประกันชีวิต อีกหลายแห่งด้วยกัน
TCC Group มีเครือข่ายธุรกิจใน 5 ส่วน สำคัญ คือ
1.สายธุรกิจเครื่องดื่ม
2.สายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
3.สายธุรกิจอุตสาหกรรมการค้า
4.สายธุรกิจประกันและการเงิน
5.สายธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร
ขณะที่สถานะทางการเงินในปัจจุบันของนายเจริญ ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นมหาเศรษฐกิจอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินเมื่อปี 2558 ที่ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4.55 แสนล้านบาท รองจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมีมูลทรัพย์สิน 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.04 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ในช่วงที่มีกระแสข่าวเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ดิน ตามนโยบายคสช.เพื่อการลดภาวะเหลื่อมล้ำทางสังคม มีการระบุถึงข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของกลุ่มตระกูลสิริวัฒนภักดี ว่า อาจมีสูงมากที่สุดในบรรดามหาเศรษฐีคนไทย หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 6.3 แสนไร่ ทั้งในนามส่วนตัว ครอบครัว และบริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะ บริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด อาทิ ที่ดินในเขตอำเภอชะอำ จ.เพชรบุรี จำนวน 1.2 หมื่นไร่ และ ที่ดินในอำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา อีกกว่า 1.5 หมื่นไร่ เป็นต้น
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือความร่ำรวยของกลุ่มสิริวัฒนภักดี ทำไมเข้ามาเกี่ยวโยงอย่างกับเป้าหมายการลงทุนธุรกิจค้าปลีกอย่าง ถึงขั้นยอมใช้เม็ดเงินกว่า 1.22 แสนล้านบาท เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ห้างค้าปลีกใหญ่ที่สุดของไทย
โดยจากการตรวจสอบพบว่าธุรกิจของ กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ TCC Group ซึ่งทำธุรกิจน้ำเมามาโดยตลอด มีการเตรียมการรุกคืบตลาดค้าปลีกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากที่ TCC Group ได้เข้าซื้อกิจการเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เมื่อปี 2544 ซึ่งการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ อาจเรียกได้ว่าเป็นแผนนำร่องในการเตรียมรุกตลาดค้าปลีกในวันนี้ เนื่องจากเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ก็คือ บริษัทที่ทำธุรกิจการค้าที่ครอบคลุมธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค รับจ้างผลิตบรรจุภัณฑ์ ทำการตลาด ระบบโลจิสติกส์ รวมถึง จัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ
จุดสำคัญก็คือสายงานผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค ของเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ที่ TCC Group ใช้เป็นฐานเริ่มต้นในการกำหนดเป้าหมายบุกตลาดการค้าปลีก ถือว่ามีความหลากหลายในตัวผลิตภัณฑ์สินค้าอย่างมาก คือ ผลิตและจำหน่ายสินค้า
ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ลูกอม ไปจนถึงสินค้าเครื่องใช้ส่วนตัว ประเภท สบู่ แชมพู และเครื่องสำอาง สินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น กระดาษทิชชู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ทั้งที่เป็นตราสินค้าของบริษัท และสินค้าภายใต้สัญญากับบริษัทอื่น ๆ
นอกจากนี้เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ยังมีบริการด้านพิธีการส่งออกสินค้า คลังสินค้า ขนส่งและจัดส่งสินค้า (โลจิสติกส์) ให้แก่กลุ่มบริษัทเดียวกันและบริษัทอื่น ๆ ไม่นับรวมการทำธุรกิจค้าปลีกประเภท ผลิตภัณฑ์หนังสือและนิตยสาร เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และกิจการร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งในรอบ 3 ไตรมาสแรกของปี 2558 เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ มีผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิ กว่า 2,099 ล้านบาท
และจากฐานการผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค ที่มียอดขายรวมกว่า 3 หมื่นล้านในแต่ละปีที่ผ่านมา ของ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ การตัดสินใจเชิงรุกในการซื้อหุ้น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จึงเป็นภาพที่สามารถยืนยันได้ว่า TCC Group ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ทางธุรกิจเพื่อทำให้วงจรการค้าของ TCC Group โดยเฉพาะเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ มีความสมบูรณ์ในเชิงการแข่งขันมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากตามข้อมูลที่ปรากฏในเวปไซด์ของ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ระบุว่า ปัจจุบัน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่ง ดำเนินธุรกิจค้าปลีก ในรูปของ "ไฮเปอร์มาร์เก็ต" หรือ "ซูเปอร์เซ็นเตอร์" มีจำนวนสาขาให้บริการทั่วประเทศถึง 122 สาขา คือ สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 50 สาขา สาขาต่างจังหวัด 72 สาขา แยกเป็น บิ๊กซี จัมโบ้ จำนวน 2 สาขา , บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า จำนวน 15 สาขา , บิ๊กซี มาร์เก็ต จำนวน 105 สาขา ไม่นับรวม บิ๊กซี มินิ ตามสถานีบริการน้ำมันและชุมชนทั่วไปอีกกว่า 324 สาขา
ขณะที่ผลประกอบการในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2558 บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ มียอดขายสุทธิ 96,132 ล้านบาท และมีผลกำไรสุทธิ 4,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2557 ประมาณ 46 ล้านบาท
