กังขาทั้งประเทศ !??? มติ "มหาเถรสมาคม" ชี้... "คดีธัมมชโย" ยุติตั้งแต่ปี 49 ??????? ถือว่า "พ้นปาราชิก" จริงหรือ !?

กังขาทั้งประเทศ !??? มติ "มหาเถรสมาคม" ชี้... "คดีธัมมชโย" ยุติตั้งแต่ปี 49 ??????? ถือว่า "พ้นปาราชิก" จริงหรือ !?

ถึงนาทีนี้คงจะมีความชัดเจนในระดับสำคัญแล้วว่า  ที่สุดของประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสมณะความเป็นสงฆ์ของพระธัมมชโย    ซึ่งเป็นกรณีชี้มูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ  ว่า  องค์ประกอบความผิดเรื่องการยักยอกทรัพย์วัดธรรมกายเมื่อปี  2542   ควรดำเนินการให้เป็นไปตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช  ถูกปฏิเสธจากที่ประชุมมหาเถรสมาคมอย่างสิ้นเชิง

 

สรุปใจความของคำชี้แจงของสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ   ตามผลการประชุมของมหาเถรสมาคม     ก็คือข้อกล่าวอ้างว่า  ที่ผ่านมามหาเถรสมาคมยึดแนวปฏิบัติตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชมาตั้งแต่ต้น      แต่เนื่องจากระบวนการทางสงฆ์ว่าด้วยการพิจารณาคำฟ้องต่อพระธัมมชโย     ซึ่งมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี   2542    จนกระทั่งมีผลการสรุปจากเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

เมื่อปี   2549    ในฐานะคณะสงฆ์ผู้พิจารณาคำฟ้องมูลเหตุความผิดของพระธัมมชโย  ว่า    คำฟ้องดังกล่าวไม่สมบูรณ์   จึงเป็นเหตุให้สำนวนคดีที่เข้าสู่ศาลสงฆ์ชั้นต้นเป็นที่ยุติแล้ว  ไม่อาจรื้อฟื้นมาดำเนินการได้   ยกเว้นการยื่นฟ้องด้วยสำนวนคำร้องคดีใหม่ต่อคณะสงฆ์ตามกฎมหาเถรสมาคม

ทั้งนี้ถ้าพิจารณาจากคำชี้แจงของสำนักพุทธศาสนา  ซึ่งอ้างอิงจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม  มีข้อน่าสนใจว่าเป็นไปตามหลักการหรือแนวทางของดีเอสไอ ในการส่งหนังสือที่  ยธ 0805/56   ถึงประธานกรรมการมหาเถรสมาคม  เป็นข้อเสนอให้พิจารณาดำเนินการ หรือไม่ อย่างไร 

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ดีเอสไอเห็นว่าตั้งแต่ปี 2542  ที่ประชุมมหาเถรสมาคม   ไม่เคยมีมติตัดสินหรือรับรองว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามความผิดที่ปรากฏหรือไม่ตามหลักการพิจารณาใน  2 ประเด็นสำคัญ  คือ

1.การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชที่มีมติของมหาเถรสมาคม รับรองให้เป็นคำสั่งที่ชอบและจะต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน  ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2.การพิจารณาความผิดและการดำเนินการกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ชั้นต้นมีหน้าที่รับผิดชอบให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก และเพื่อให้ชัดเจนในประเด็นคำตอบของมหาเถรสมาคม ต่อข้อคำถามของดีเอสไอ ว่าเป็นคำตอบที่ตรงคำถาม  หรือไม่  อย่างไร   เราจะกลับไปทวนข้อมูลการสืบสวน-สอบสวน  จนเป็นที่มาในข้อสรุปของดีเอสไอว่าพระธัมมชโยเข้าข่ายอาบัติปาราชิกแล้ว ตั้งแต่กระทำความผิดด้วยการยักยอกทรัพย์สินวัดธรรมกายเป็นของตนเอง 

1.ข้อพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ   หรือ ดีเอสไอ  เห็นว่า  แม้พระธัมมชโย  จะยินยอมส่งมอบคืนทรัพย์สิน อันประกอบด้วยที่ดินและเงิน จำนวน  759  ล้านบาท  คืนให้แก่วัดธรรมกาย   เพื่อให้เป็นไปตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช  และ พนักงานอัยการในขณะนั้นได้ถอนฟ้องคดีอาญาแก่พระธัมมชโยก็ตาม  แต่ตามหลักกฎหมายต้องถือว่าพระธัมมชโยได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว

ตามองค์ประอบความผิดฐาน   “เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ  จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด  เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต”   รวมถึง “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด”   ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ,  157  

ดังปรากฏเป็นบรรทัดฐานในคำพิพากษาศาลฎีกาที่  205 / 2554     ว่า    จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน ตำแหน่งพนักงานคุมประพฤติ   และเป็นตัวแทนร่วมรับทราบและทำนิติกรรมจดทะเบียนภาระจำนองที่ดิน   พร้อมกับมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินในส่วนที่ผู้เยาว์จะได้รับมดำเนินการกำกับการปกครองตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 382/2541  ของศาลเยาวชนและ ครอบครัวกลาง     การที่จำเลยรับเงินค่าตอบแทนในส่วนของผู้เยาว์ในคดีดังกล่าวและได้เบียดบังเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว   โดยมิได้ดำเนินการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากธนาคารในนามของผู้เยาว์ เป็นการไม่ปฏิบัติตนในฐานะผู้กำกับการใช้อำนาจปกครองในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามคำสั่งศาล   การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด   เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต   การกระทำของจำเลยดังกล่าวข้างต้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  147   สำเร็จไปแล้ว   แม้ต่อมาจำเลยจะเปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ให้แก่ผู้เยาว์ก็ไม่อาจทำให้การกระทำ ที่เป็นความผิดอาญาสำเร็จไปแล้วกลับกลายเป็นไม่มีความผิดไปได้

2. ดีเอสไอ เห็นว่า  การที่พระธัมมชโยนำทรัพย์สินที่ยักยอกไปคืนแก่วัดธรรมกาย เป็นเพียงความพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่กระทำไปก่อนหน้าเท่านั้น  และยังเป็นเหตุของกระทำที่เกิดจากการยอมจำนนต่อหลักฐานเท่านั้น   เนื่องจากที่ดินจากจัดซื้อโดยบัญชีเงินวัดธรรมกาย    ถูกพิสูจน์ได้ว่ามีนำใส่ชื่อพระธัมมชโยแสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน   แทนการใช้ชื่อวัดธรรมกายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาโดยตลอด   และกว่าพระธัมมชโยจะยอมคืนทรัพย์สินก็ใช้เวลายาวนานถึง  7 ปี     ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อเป็นนำไปสู่การบรรเทาคดีให้พนักงานอัยการพิจารณาอ้างเป็นเหตุในการถอนฟ้อง

ส่วนข้อพิจารณาสำคัญว่าด้วยประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งในเชิงกระบวนการลงโทษตามพระธรรมวินัย  และทำให้กรณีของพระธัมมชโยยืดเยื้อมานานถึง  17  ปี  มีรายละเอียดเป็นข้อพิจารณาดังนี้

1.ดีเอสไอ เห็นว่า  การยื่นคำฟ้องของ นายมาณพ  พลไพรินทร์  และ  นายสมพร เทพสิทธา  เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2553  และ  วันที่  5 ต.ค. 2553  ต่อพระธัมมชโย  ในประเด็นความผิดว่า  กระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย  ด้วยการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา   อวดอุตริมนุสธรรม   ลักทรัพย์  ยักยอกทรัพย์  ฉ้อโกง และ หลอกลวงประชาชน  ยังไม่ได้มีข้อสรุปความผิด  ถูกของพระธัมมชโยแต่ประการใด     เนื่องจากคณะผู้พิจารณาชั้นต้น   โดยเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีในขณะนั้น    อ้างว่าคำฟ้องของนายสมพร   เทพสิทธา  มีความบกพร่องจึงมีคำสั่งไม่คำกล่าวหาดังกล่าว     ส่วนกรณีของนายมาณพ  พลไพรินทร์ เป็นเหตุสิ้นไป   เพราะการถอนคำฟ้องเมื่อพระธัมมชโยยอมคืนทรัพย์สินแก่วัดธรรมกาย

2.ข้อพิจารณาประกอบก็คือคำฟ้องของนายสมพร  เทพสิทธา  มีความบกพร่องสมแก่เหตุให้นำมาวินิจฉัยความผิดพระธัมมชโย   โดยกระบวนการให้สิ้นสงสัยจริงหรือไม่     ด้วยข้อเท็จจริงว่ากรณีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น     เพียงเพราะว่าคำฟ้องของนายสมพรต่อพระธัมมชโยตามความผิดพระธรรมวินัยในขณะนั้น        เป็นคำฟ้องมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการแจ้งความคดีอาญาอยู่ก่อนหน้าแล้ว     และทำให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้นนำมาเป็นเหตุในการกล่าวอ้างถึงกฎมหาเถรสมาคม   ฉบับที่ 11  พ.ศ. 2521   ว่าด้วยการลงนิคหกรรม   ข้อ 12 (1)  ง.   ที่กำหนดว่าเรื่องที่นำมาฟ้อง   ต้องมิใช่เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฝ่ายราชอาณาจักร   หรือมิใช่เรื่องที่มีคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลฝ่ายราชอาณาจักรถึงที่สุดแล้ว    เว้นแต่กรณีที่มีปัญหาทางพระวินัย    ให้ระงับยับยั้งการพิจารณาและท้ายสุดนำไปสู่การยุติข้อกล่าวหาในวันที่  30 ก.ย. 2549  โดยข้ออ้างถึงความบกพร่องในคำฟ้อง