ทีนิวส์ล้วงลึก !! คดี "ทุจริตโครงการรับจำนำข้าว" เอี่ยวทั่งแพ่ง-ทั้งอาญา !! ทำกันซึ่งๆหน้า..งานนี้มีอ่วม !!?

ทีนิวส์ล้วงลึก !! คดี "ทุจริตโครงการรับจำนำข้าว" เอี่ยวทั่งแพ่ง-ทั้งอาญา !! ทำกันซึ่งๆหน้า..งานนี้มีอ่วม !!?

เปิดศักราชใหม่ ปี 2559 ถึงเวลารวบรวมคดีอาญาและแพ่งอันสืบเนื่องมาจากความเสียหาย และการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว


สำหรับการปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2557  มียอดขาดทุน 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ 1.63 แสนล้านบาท และอีก 4 โครงการสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5.36 แสนล้านบาท

ซึ่งในวันนี้สำนักข่าวทีนิวส์จะได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้คุณผู้ชมได้รับทราบดังต่อไปนี้

เริ่มจากคดีการปล่อยปละละเลย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพรบ.ปปช.ม.123/1 ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คดีได้เข้าสู่ระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว
โดยเมื่อดูจากลำดับเหตุการณ์การไต่สวนยิ่งลักษณ์มีดังนี้

- โจทก์นำพยานเข้าไต่สวน 14 ปาก รวม 5 นัด  คือ 15  ม.ค.-23 มี.ค. 2559

- จำเลย นำพยานเข้าไต่สวน 42 ปาก รวม 16 นัด คือ 1 เม.ย.-18  พ.ย. 2559

- ที่สำคัญจำเลยต้องมาศาลทุกนัดเพราะศาลไม่อนุญาตให้ไต่สวนพยานลับหลัง

ส่วนกรณีออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายนั้น ตอนนี้ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งมาที่รมว.คลังเป็นที่เรียบร้อย และเตรียมเสนอให้นายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นผู้ระบุตัวเลข เพื่อเรียกค่าเสียหายต่อไป

9 ก.พ. 59 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวได้ส่งผลสอบข้อเท็จจริงไปให้รมว.คลังเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งรมว.คลังจะต้องตรวจสอบ เพราะเอกสารที่ส่งมาหนามาก โดยใช้เวลา 7 วัน พอรมว.คลังทำความเห็นเสร็จจะเสนอไปที่นายกรัฐมนตรีเพื่อลงนาม จากนั้นจะส่งไปที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งจะเป็นผู้สรุปตัวเลข ซึ่งใช้สำนวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดประกอบการพิจารณา และมีคำสั่งออกมา

ล่าสุดตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีเรียกค่าเสียหายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาทจากบริษัทและเอกชนที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีจีทูจีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ซึ่งอัยการได้ทำการทยอยฟ้อง ตามหลักฐานและสำนวนที่ถูกรวบรวมออกมา

แหล่งข่าวสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า การพิจารณาสำนวนเอกสารหลักฐานของกระทรวงพาณิชย์ ที่สรุปค่าเสียหายทางแพ่งให้เอกชนต้องรับผิดชอบค่าเสียหายการระบายข้าวในโครงการจำนำข้าวกว่า 1.8 หมื่นล้านบาทว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อัยการได้รับสำนวนเอกสารหลักฐานจากกระทรวงพาณิชย์และอัยการได้ประชุมหารือ 2 ครั้งแล้ว สรุปว่ากลุ่มเอกชนดังกล่าวที่กระทรวงพาณิชย์สรุปมา 15 ราย เป็นกลุ่มเดียวกับที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องแล้วในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำ อม.25/2558 ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวกับอดีตนักการเมือง 3 ราย ข้าราชการการเมือง 3 ราย และเอกชนที่เป็นนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจ 15 ราย รวมจำเลย 21 ราย

อัยการจะยื่นเป็นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้เอกชนทั้ง 15 ราย คือ จำเลยที่ 7-21 ในคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติม เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาสั่งเอกชนชดใช้ต่อกระทรวงพาณิชย์ ผู้เสียหาย โดยกระทรวงพาณิชย์มอบอำนาจให้อัยการสูงสุดเป็นผู้แทนดำเนินการทางกฎหมาย

ขณะที่การยื่นคำร้องเพิ่มเติมทางแพ่งในส่วนการชดใช้ค่าเสียหาย คาดว่าจะดำเนินการก่อนที่จะถึงวันนัดไต่สวนพยานครั้งแรกในคดีที่ยื่นฟ้อง นายบุญทรง อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวกเอกชน ส่วนการพิจารณาค่าเสียหายกับกลุ่มข้าราชการนั้น แยกเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะออกคำสั่งเป็นลักษณะคำสั่งทางปกครองให้ข้าราชการที่กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหาย หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง คดีจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง

สำหรับคดีอาญาทุจริตและฮั้วประมูลการระบายข้าว อัยการสูงสุดยื่นฟ้องนายบุญทรงกับพวกรวม 21 ราย ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ

การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ, ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต และอัยการสูงสุดยังขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาท ที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 5 หมื่นตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับด้วย โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดนัดไต่สวนพยานครั้งแรกในวันที่ 2 มีนาคมนี้

ส่วนจำเลยที่ 7-21 คดีทุจริตการระบายข้าว ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และนิติบุคคล 15 ราย ประกอบด้วย

นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7, 

นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8,

นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9,

บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10, 

น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11,

น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์จำเลยที่ 12,

น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ  จำเลยที่ 13, 

นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14, 

นายนิมล หรือโจ รักดีจำเลยที่ 15, 

นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16, 

นางสุนีย์ จันทร์สกุลพรจำเลยที่ 17, 

นาย กฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18, 

นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19, 

บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20

น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21

ไม่แต่เพียงเท่านั้น หากจำกันได้จากกรณีข้าวเสื่อมคุณภาพตามโกดังต่างๆ ได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่าอาจมีบริษัทที่ทำสัญญารับฝากข้าวจากรัฐบาล ทำผิดเงื่อนไข จนทำให้ข้าวหายหรือสูญเสีย จึงจะต้องชดใช้ตามเงื่อนไขของการกระทำผิดสัญญาดังนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยถึง ความคืบหน้าของคณะอนุฯติดตามการดำเนินการกรณีข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ทาง อคส. ได้ไปแจ้งดำเนินคดีกับคู่สัญญา ได้แก่ เจ้าของคลังสินค้า และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) รวมทั้งสิ้น 152 ราย รวม 802 โกดังกลาง ใน 49 จังหวัด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มผิดชนิดข้าว จำนวน 5 ราย 10 โกดังกลาง 5 จังหวัด
2.กลุ่มข้าวเสีย จำนวน 13 ราย 94 โกดังกลาง 22 จังหวัด
และ 3.กลุ่มข้าวไม่ตรงตามมาตรฐาน จำนวน 134 ราย 698 โกดัง 49 จังหวัด 

ส่วนของ อ.ต.ก. ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ จำนวน 46 ราย 272 คลัง แบ่งเป็น

1.บริษัทผู้ตรวจสอบคุณภาพ จำนวน 14 ราย จำนวน 240 คลัง และ

2.เจ้าของคลังสินค้าผู้รับฝากเก็บข้าวสาร จำนวน 32 ราย จำนวน 32 คลัง       

แหล่งข่าวระบุอีกว่า "ทางคณะได้พยายามเร่งรัดให้ อคส.และ อ.ต.ก.ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุโกดังกลาง/ไซโล และสอบสวนผู้กระทำผิดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อส่งต่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดฟ้องร้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย โดยมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งจะครบอายุความในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 และค่าเสียหายกรณีของนักการเมืองมีอายุความ 2 ปีน่าจะครบในเดือนกุมภาพันธ์ 2560

และทั้งหมดนี้ก็คือความคืบหน้าและภาพรวมทั้งหมดของคดีทั้งอาญาและอพ่ง ที่สืบเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์