- 11 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนทีนิวส์ทุกท่าน
สถาพร : วันนี้มีประเด็นอะไรมาให้ท่านผู้ชมติดตามครับ
สนธิญาณ : คงไม่มีเรื่องใดที่จะร้อนแรงเท่ากับเรื่องของมติมหาเถรสมาคมเมื่อวานอย่างแน่นอน ต้องถือว่านั่งกันที่วงสนทนาไหนก็ล้วนหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยทั้งสิ้นในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เรียกว่าแทบจะทุกกระทู้ทุกหน้า จะพูดกันถึงเรื่องมติของมหาเถรสมาคม ผมคิดว่าประเด็นข่าวที่ทีนิวส์ได้รายงานแฟนข่าวทีนิวส์ไปแล้วครบถ้วนว่าข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นอย่างไร ที่อยากจะนำเสนอเพิ่มเติมก็คืออยากจะสรุปลงไปเลยว่าวันนี้ประเทศไทยเราวิกฤตศรัทธาในองค์กรสงฆ์ถึงจุดเสื่อมถึงที่สุดแล้ว ไม่ได้เป็นวิกฤตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนานะครับ แต่เป็นวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรของสงฆ์ในไทย พระพุทธศาสนาไม่มีทางที่จะเสื่อมทรุดลงไปเพราะธรรมะเป็นสัจจะเป็นความจริง จะดำรงคงอยู่กับโลกไปชั่วกัลปาวสานแต่องค์กรปกครองของสงฆ์เป็นองค์กรที่น่าที่จะทะนุบำรุงดูแลรักษาพระพุทธศาสนาในฐานะที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า พระพุทธศาสนาจะสืบยืนยาวไปได้ก็อยู่ที่พุทธบริษัท4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในประเทศไทยเราภิกษุณีเรียกว่าไม่มีหรือถ้ามีก็ไม่ได้รับการยอมรับในการปกครองของคณะสงฆ์ ส่วนของพระภิกษุสงฆ์คนไทยซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักประจำชาติ มีวิถีชีวิตประจำวันอยู่กับพระสงฆ์ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่เช้าขึ้นมาคนไทยลุกขึ้นมาทำบุญให้ทานกันตั้งแต่เช้ามืด ไปดูสิครับพระสงฆ์ทั่วประเทศ 3แสนรูปต้องมีคนออกมาตักบาตรเท่าไหร่ถึงจะเลี้ยงพระสงฆ์ 3 แสนรูปได้ บรรยากาศแบบนี้จะไปหาที่ไหนได้ในโลก เช้ามามีคนมาให้ทานมีคนมาสร้างบรรยากาศของการให้สร้างให้เกิดบรรยากาศความเมตตา กรุณาต่ออีกฝ่ายหนึ่งให้อีกฝ่ายหนึ่งก็ให้พรกลับมา นี่คือสภาพบรรยากาศพระพุทธศาสนาที่อยู่ในประเทศไทย แต่กาลที่นานมาความเสื่อมทรุดของพระพุทธศาสนาหรือแรงกระทบพระพุทธศาสนาที่เกิดจากพระสงฆ์ในประเทศไทยเราก็เหมือนกันก็มีหลายครั้งในการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์ถอดพระสังฆราช หรือพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจทางการปกครองในฐานะผู้คุมอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใช้อำนาจทางการปกครองลงโทษพระสงฆ์จับสึกหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเด็ดขาด เพราะความเหลวแหลกขององค์กรสงฆ์เกิดขึ้น ย้อนกลับมาดูสมัยรัชกาลที่4 ที่เราพูด ๆ กันว่าพระธรรมยุตนิกายขึ้นจากแต่เดิมมีพระมหานิกายมีนิกายเดียว สาเหตุก็มาจากความเหลวแหลกและความเสื่อมของวงการสงฆ์ เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นได้ขึ้นครองราชย์ ได้บวช ได้สัมผัสได้เห็นถึงความเสื่อมทรุดของพระพุทธศาสนาเลยตัดสินใจก่อตั้งธรรมยุตนิกายขึ้น เหตุผลคือจะไปจัดการกับระบบสงฆ์เดิมเรียกว่าครอบงำระบบการปกครองที่เป็นอยู่ไม่สามารถที่จะไปฝ่าได้แล้ว ก็ตั้งขึ้นมาใหม่เป็นธรรมยุตนิกายเพื่อที่จะผลักดันให้พระอีกจำนวนหนึ่งที่เดิมตามเส้นทางพระธรรมวินัย เดินตามแนวทางของพระพุทธศาสนาทางธุดงค์วัด13 นั่นก็หมายความว่าพระจะต้องบวชมาเพื่อละวางเพื่อความปล่อยวางทั้งสิ้นทั้งปวงมาเป็นผู้ขอไม่มีอะไรที่จะสะสมสมบัติฉันในบาตรมื้อเดียว ผ้าก็ครองแค่ 3 ผืน และไม่ครองผ้าใหม่อย่างนี้เป็นต้น แต่สภาพการที่จะคณะสงฆ์ที่เป็นอยู่ในรัชกาลที่3 เกิดความเสื่อมทรุด ต้องตั้งธรรมยุติขึ้น นี่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นนะครับเกิดสิ่งเหล่านี้เป็นปกติธรรมดา วันนี้มหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรปกครองสงฆ์ได้ทำให้เกิดภาพและความรู้สึกอย่างนั้นต่อสังคมไทยต่อชาวพุทธ ดูเสียงส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลแน่นอนมีการต่อสู้ระหว่างสองฝั่งสองฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างกัน แต่เราเคยเห็นแบบนี้ไหมครับที่ผู้คน คือเสี่ยงต่อการบาปทั้งสิ้น ก่นด่ามหาเถรสมาคมอย่างไม่มีความเคารพยำเกรงไม่ได้กลัวบาปกลัวกรรมต่อผ้าเหลืองต่อศีรษะที่โล้นเลียบ ผู้คนไม่ได้รู้สึกแบบนั้น แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงมาจากอะไรครับ มาจากการประพฤติปฏิบัติและสิ่งแสดงออกของมหาเถรสมาคมและองค์กรปกครองสงฆ์เอง ผมมีคำถามง่ายๆเลยครับ เอาพระในมหาเถรสมาคมทั้งหมด เป็นคำถามไม่ได้ให้ตั้งใจที่จะนำพาไปสู่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เปรียบเทียบกับพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ผ่านมา หรือวันนี้เราจะเรียกว่าเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่อยู่ในใจคนทุกคน ถาคิดว่าผู้คนให้ความเคารพศรัทธาใครมากกว่ากัน
สถาพร : ก็แน่นอนครับสมเด็จพระสังฆราชอยู่แล้ว
สนธิญาณ : ทำไมครับ
สถาพร : เพราะในเรื่องของจริยวัตร ในเรื่องของวัดปฏิบัติ เรื่องของทุกสิ่งทุกอย่างเปรียบพร้อมและแสดงออกถึงความชัดเจนมาโดยตลอด
สนธิญาณ : นี่เราไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อน
สถาพร : ถามกันสดๆทางหน้าจอครับ
สนธิญาณ : ความในใจทุกคนเป็นแบบนี้ มีเรื่องเดียวนะครับที่ผมเรียนว่าความศรัทธาของสมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชที่ทำให้คนไทยเคารพกราบไหว้บูชาไม่มีการแยกเหล่าแยกกอด้วยความเรียกว่าเต็มตื้นในหัวใจไม่มีคำถามใด ๆ มาจากข้อเดียวก็คือทำจริยวัตร การประพฤติปฏิบัติในฐานะของพระภิกษุสงฆ์แค่นี้ครับ เราเคยได้ยินว่าสมเด็จพระสังฆราชสะสมนั่นนี่ไหมครับ ไม่มีครับ สมเด็จพระสังฆราชอวดอ้างนู้นนี่ไม่ครับก็ไม่มี พระองค์ท่านครองตนอยู่ในฐานะของพระภิกษุ มีความเพียงพอพอเพียงผ้า 3 ผืน สบง จีวร สังฆาฏิ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษยังมีการเย็บ ปะ ชุน แม้จะเป็นสมเด็จพระสังฆราช การครองตนทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในฐานะพระภิกษุสงฆ์ แค่นี้ล่ะครับที่ทำให้คนรู้สึกศรัทธาเคารพกราบไหว้ คำสอนเป็นสิ่งที่ติดตามมา คือถ้าทำตัวหมายถึงว่าดูพระสงฆ์ทั่ว ๆ ไป
สถาพร : คือถ้าให้สอนดีอย่างไรถ้าจริยวัตรปฏิบัติไม่ดีก็เสื่อมความศรัทธา
สนธิญาณ : ถูกครับ ทีนี้ที่ผมบอกนะครับ วันนี้วิกฤตศรัทธามาถึงแล้ว เราต้องกลับมาดูครับว่าเมื่อความศรัทธาของผู้คนและประชาชนในประเทศไทยมีต่อสมเด็จพระญาณสังวรสูงกว่ามหาเถรสมาคมทั้งคณะ เราต้องกลับไปดูพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2542 ตอนนี้ในมือถายังมีไหมครับ
สถาพร : ในมือผมไม่มีพระลิขิตฉบับนั้นครับ
สนธิญาณ : พระลิขิตได้เขียนเอาไว้ดังนี้ครับ ได้แจ้งให้เป็นที่เข้าใจชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ ว่าในตำแหน่งผู้เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไม่ใช่สมเด็จพระสังฆราชเฉย ๆ นะครับ สกลมหาสังฆปริณายกหมายถึงตำแหน่งของนายกรัฐมนตีพระตำแหน่งในตำแหน่งผู้ปกครองพระ พระองค์ท่านได้บอกว่าได้แจ้งให้ที่เข้าใจชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว ว่าในตำแหน่งในฐานะผู้ปกครองพระได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผมถอดภาษากฎหมายนะครับ พระองค์ท่านได้บอกว่าได้แจ้งให้เข้าใจแล้วในฐานะทีท่านเป็นผู้ปกครองสงฆ์ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอดีตเจ้าอาววสาพระธรรมกายคือพระธัมมชโย เนื้อหาต่อไปนี้ท่านได้แจ้งให้เป็นที่เข้าใจกันแล้ว ในตำแหน่งผู้ปกครองสงฆ์ เรื่องธัมมชโย เพื่อเทิดทูลพระพุทธศาสนาให้พ้นจากการถูกทำลาย ถ้อยคำนี้สำคัญนะครับ สิ่งที่ท่านได้แจ้งให้ทราบกันก่อนหน้านี้แล้วในฐานะพระองค์ท่านเป็นผู้ปกครองสงฆ์ของพระธัมมชโย เพื่อให้พระพุทธศาสนาพ้นจากการถูกทำลายสมบูรณ์ที่สุดแล้วตามอำนาจ คือทำได้ทำเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้วตามพระอำนาจที่พระองค์ท่านมี หากกรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหลายจะทำอะไรตามต้องการจะไม่มานั่งรับรู้ในที่ประชุมในวันที่ 10 พ.ค. 2542 เพราะเสียงส่วนใหญ่ เพราะพระสงฆ์ที่ประชุมกันในมหาเถรสมาคมไม่ได้รู้สึก ไม่ได้พินิจพิจารณาเช่นเดียวกับพระองค์ท่าน พระลิขิตฉบับนี้จึงออกมาเพื่อแจ้งให้มหาเถรสมาคมทราบว่าพระองค์ท่านได้ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ในฐานะผู้ปกครองสงฆ์ในเรื่องอันเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโย เพื่อปกป้องไม่ให้พระพุทธศาสนาถูกทำลาย ด้วยความสมบูรณ์ในอำนาจหน้าที่ที่ทำแล้วเพราะฉะนั้นมหาเถรสมาคมจะทำอะไรกัน พระองค์ท่านไม่ต้องไปรับรู้รับฟังด้วย ต้องมานับสำทับที่หลวงตามหาบัวได้พูดตอนหลังครับ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่มีสถานะในการที่จะทำไปตามพระธรรมวินัยก็ไม่ต้องไปรับฟังกัน แค่นี้ครับ ให้ชัดเจนว่าวันนี้สังคมไทยยังยืนอยู่ข้างสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ไม่ใช่ยืนอยู่ข้างมหาเถรสมาคม เพราะฉะนั้นความเสื่อมทรุดของสงฆ์ที่เกิดจากมหาเถรสมาคมเป็นเรื่องที่ฝ่ายอำนาจรัฐคือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพิจารณาถึงเรื่องที่คนพูดถึงเรื่องมาตรา44 ไม่ใช่ทำไม่ได้นะครับ
