"มหาเถรสมาคม" ละเมิดพระธรรมวินัย??? เพิกเฉยต่อกรณี "ธัมมชโย"

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 


คำกล่าวอ้างกฎหมาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 พ.ศ.2521 นั้น ก็ได้มีการหยิบยกเอากฎหมาเถรสมาคมฉบับที่ 21 พ.ศ.2538เข้ามาหักล้างเช่นเดียวกันว่าถึงอย่างไรก็ตามเรื่องการร้องเรียนที่เป็นครุกาบัติต้องเข้าสู่การวินิจฉัยของมหาเถรสมาคม

 

 

 


กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๓๘) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ


ข้อ 4. ในกรณีที่มีการฟ้องว่าพระภิกษุรูปใดกระทำความผิดอันเป็นครุกาบัติ เมื่อคณะผู้พิจารณาชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรมแล้วมีคำสั่งประทับฟ้องเพื่อดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยต่อไปก็ดี คณะผู้พิจารณาชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว ไม่ว่าจะลงนิคหกรรมหรือไม่ก็ตาม และเรื่องยังอยู่ภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์ก็ดี หรือมีการอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาแล้วไม่ว่าคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์จะมีคำสั่งหรือวินิจฉัยอย่างไรก็ดี ให้คณะผู้พิจารณาชั้นต้นหรือคณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี รายงานข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องต่อมหาเถรสมาคม

 


ในกรณีที่การพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมอยู่ในชั้นฎีกา กรรมการมหาเถรสมาคมรูปใดรูปหนึ่ง อาจรายงานต่อมหาเถรสมาคมเพื่อให้ดำเนินการตามข้อนี้นอกเหนือจากการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมก็ได้

 


ในกรณีที่มหาเถรสมาคมพิจารณาจากรายงานดังกล่าวและพยานหลักฐานอื่นประกอบกันแล้ว เห็นว่าพระภิกษุผู้เป็นจำเลย ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่อง อันเป็นโลกวัชชะเป็นอาจิณ ทั้งความประพฤตินั้นเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ล่วงมาแล้ว หากให้ดำรงเพศบรรพชิตต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ มหาเถระสมาคมมีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ไม่กระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ไม่ว่าในชั้นใดๆ

 


5. คำวินิจฉัยให้พระภิกษุสละสมณเพศตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ให้เป็นอันถึงที่สุด

 


นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างสำคัญกรณีเมื่อครั้งมหาเถรสมาคมมีมติให้พระยันตระต้องอาบัติปาราชิก ก็แสดงให้เห็นว่าครั้งนั้นมหาเถรสมาคมได้หยิบข้อครหามาพิจารณาทันทีโดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการให้สลับซับซ้อน

 


ช่วงปี พ.ศ.2527-2537 คงไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้จัก "พระอาจารย์ยันตระ อมโร" พระที่ เคร่งครัดในศีลาจารวัตร เป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน มีสำนักชื่อว่า "สุญญตาราม" ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี มีพุทธศาสนิกชนแห่ไปกราบไหว้และทำบุญกับพระอาจารย์ยันตระล้นหลาม กระทั่งต้อง "จองคิว" ขณะลงจากรถนั้นยังต้องมีการ "ปูพรม" ถวายให้เหยียบ ญาติโยมแทบจะเหยียบกันตายเพราะคลั่งไคล้ "พระอาจารย์ยันตระ" ถึงกับมีเพลงประจำองค์ของท่านว่า "พระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ ท่านเป็นภิกษุ สุปฏิปันโน ฯลฯ"

 


แต่แล้วในปี พ.ศ.2537 ก็เกิดกรณีอื้อฉาวขึ้นกับพระอาจารย์รูปงามท่านนี้ มีการโจทย์ฟ้องท่านด้วยข้อหา "ปาราชิก" ถ้าผิดก็ถึงกับต้องลาสิกขาขาดจากความเป็นพระ และข้อหานั้นก็เป็นข้อหาอมตะเสียด้วย นั้นคือการเสพเมถุน หรือมีเพศสัมพันธ์กับสตรีเพศ

 


ระหว่างที่การสอบสวนของคณะสงฆ์กำลังดำเนินไปอยู่นั้น ก็เกิดความพิพาทขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงในบรรดาลูกศิษย์ของพระอาจารย์ยันตระ ส่งผลให้ลูกศิษย์แตกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าอาจารย์ยันตระทำผิดจริง แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าพระอาจารย์ยันตระถูกกลั่นแกล้ง ทางคณะสงฆ์เห็นว่า ถ้าจะรอให้คดีความดำเนินไปจนถึงที่สุดตามกระบวนการปกติ ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งในพุทธศาสนิกชนเป็นวงกว้าง

 


วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2538 มหาเถรสมาคม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย จึงได้ออกกฎมหาเถรสมาคม (มีผลเสมอด้วยกฎหมาย ทำนองมติคณะรัฐมนตรี) ฉบับที่ 21 หรือเรียกสั้นๆ ว่า ม.21 เรียกชือ่ว่า "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ"

 


เนื้อหาสาระนั้นมีว่า ถ้ามีการฟ้องร้องพระภิกษุรูปใดด้วยครุกาบัติ (อาบัติปาราชิก) ในขณะที่คดีความกำลังดำเนินอยู่ (ยังไม่สิ้นสุด) หากทางมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่า หากให้พระภิกษุรูปนั้นยังคงดำรงอยู่ในสมณเพศต่อไป ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่พระศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ได้ มหาเถรสมาคมมีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ คำสั่งของมหาเถรสมาคมนั้นไม่มีผลต่อผลการพิจารณาของคณะพระวินยาธิการผู้วินิจฉัยคดีความนั้นอยู่ และเมื่อมหาเถรสมาคมวินิจฉัยแล้ว พระภิกษุรูปนั้นต้องสละสมณเพศ (ลาสิกขา) ภายในเวลา 3 วัน นับจากวันที่ลงวินิจฉัย

 


พระอาจารย์ยันตระเจอมาตรา 21 เข้าไปก็หมดฤทธิ์ แต่ยังไม่ยอมสละสมณเพศ โดยได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และขอลี้ภัยในทางศาสนาที่นั่น

 


ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นมติของมหาเถรสมาคมนายชูชาติ สรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเห็นขัดแย้งกับทางมหาเถรสมาคม

 


โดยนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า พระภิกษุรูปหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราผู้หญิงคนหนึ่งอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 10 ปี มาตรา 281 บัญญัติว่า

 


ความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการต่อกระทำแก่บุคคลดังที่ระบุไว้ในมาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้ การข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดขึ้นเข้าข่ายตามมาตรา 281 จึงเป็นความผิดอันยอมความได้

 


ภิกษุรูปนั้นถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนซึ่งเป็นผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า ไม่ติดใจให้ดำเนินคดีแก่พระภิกษุรูปนั้นอีกต่อไปและขอถอนคำร้องทุกข์ เนื่องจากเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายได้ขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ศาลต้องจำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความ พระภิกษุจำเลยจึงไม่ถูกศาลลงโทษ แต่ไม่ได้หมายความจำเลยหรือพระภิกษุรูปนั้น ไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่เป็นการร่วมประเวณีกับหญิงผู้เสียหาย

 


กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายที่เอาที่ดินของวัดมาใส่ชื่อตนเองในโฉนดที่ดินเป็นผลให้ที่ดินก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองอันเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ และได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในข้อหายักยอก แม้ต่อมาได้โอนคืนที่ดินให้แก่วัดและพนักงานอัยการโจทก์ขอถอนฟ้องคดีไปจากศาล แต่ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่ครบองค์ประกอบความผิดโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ยังคงเป็นความผิดอยู่

 


ขอถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า การที่พระภิกษุได้ร่วมประเวณีกับผู้หญิงแม้ไม่ถูกศาลลงโทษในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา พระภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปราชิกและต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุหรือไม่ ถ้าพระภิกษุรูปดังกล่าวต้องอาบัติปราชิกและต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ต้องอาบัติปราชิกและต้องขาดความเป็นพระภิกษุเช่นเดียวกัน

 


ส่วนนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และนพ.มโน เลาหวณิช อดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางฯ และเครือข่ายปกป้องพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช และเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา ร่วมกันคัดค้านมติของที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.) เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการปาราชิกของพระธัมมชโย

 


นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า การกระทำของ มส.และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ นั้น อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายดำเนินการให้ได้ข้อยุติ จึงจะนำเรื่องดังกล่าวข้างต้นพร้อมกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยในวันที่ 15 ก.พ. จะยื่นต่อดีเอสไอ และวันที่ 16 ก.พ.จะยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้วินิจฉัย

 


ขณะที่ในวันนี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็ได้สอบถาม นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติเกี่ยวกับการที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือ ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ กับมหาเถรสมาคม และพิจารณาเรื่องการใช้ข้อกฎหมายเอาผิดพระธัมมชโย.